แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:ไม่รู้แจ้งในทุกข์จึงมีความอยาก เมื่อมีความอยากก็มีความทุกข์

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

นี่ถ้าเราเห็นความจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าเห็น อย่างที่พระอรหันต์ท่านเห็น

กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ

นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรตั้งอยู่

นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรดับไป

ความยึดถือในกายในใจก็จะไม่มี ความอยากให้กายเป็นสุขก็จะไม่เกิดขึ้น

       เพราะกายกับใจ จะเป็นสุขไปไม่ได้เพราะมันเป็นตัวทุกข์ ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์ 

ก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นตัวทุกข์ ยังไงมันก็ทุกข์ ไม่ทุกข์มากก็ทุกข์น้อย

เท่านั้นเอง

 

ถ้าเห็นความจริงอย่างนี้นี่ ความดิ้นรนของจิตก็จะไม่เกิดขึ้น

ความอยาก ความยึด (ความยึดถือ – ผู้ถอด) ความดิ้นรน ก็จะไม่เกิดขึ้น

ความอยากก็คือตัณหา

ความยึดก็คืออุปาทาน

ความดิ้นรนของจิต เรียกว่าภพ

 

 เมื่อมีผัสสะ การกระทบอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ

ทำให้เกิดความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ เกิดเวทนา พอมีเวทนา

ขึ้นมาก็เกิดความอยาก มีความสุขก็อยากให้มันอยู่

ความสุขหายไปก็อยากให้มันกลับมา

มีความทุกข์ก็อยากให้มันหายไป

ความทุกข์หายไปแล้วก็ไม่อยากให้มันมาอีก

มันจะมีความอยากอย่างนี้เกิดขึ้น

เวทนาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดความอยาก

พอมีความอยากก็เลยทำให้เกิดความยึดถือ

มีความยึดถือก็จะมีความดิ้นรนของจิต

นี่ก็คือการสร้างภพ แล้วจะไปหยิบฉวยเอารูปนามขันธ์ ๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นมาครอบครอง

ไว้ เรียกว่าไปหยิบเอาตัวทุกข์นั้นมาครอบครองไว้ การได้มาซึ่งตาหูจมูกลิ้นกายใจขันธ์ ๕

เรียกว่าชาติ คือความเกิด มีความเกิดเมื่อไหร่ก็มีความทุกข์ ทุกที เพราะตัวรูปตัวนามนั้น

ในความเป็นจริง เป็นตัวทุกข์

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด 

#ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม 


 
 

Dhamma together:ฝึกเป็นคนธรรมดา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

"เราไม่ได้ฝึกเป็นยอดมนุษย์

เราฝึกเป็นคนธรรมดานี่แหละ ฝึกอยู่ในชีวิตธรรมดา

จนเห็นความจริงว่า ธรรมดาของกายนี้เป็นอย่างนี้

ธรรมดาของใจเป็นอย่างนี้ พอเห็นธรรมดาแล้ว

อะไรจะเกิดขึ้นกับกายกับใจ ไม่เดือดร้อนแล้ว

จะแก่ก็ธรรมดา จะเจ็บก็ธรรมดา จะตายก็ธรรมดา

จะพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็ธรรมดา

เจอสิ่งที่ไม่รักก็ธรรมดา

จะสมหวัง ผิดหวัง มันเรื่องธรรมดาไปหมด

เพราะกายใจนี้.....

เราเอาเป็นที่พึ่งอาศัยอะไรไม่ได้จริงหรอก 

  ต่อไปอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต มันจะรู้สึกเหมือนกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนอื่น..."

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

 #อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก 

 #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ภาษาเพลง...ภาษาธรรม...ทำอะไรที่ดีที่ตรง...มันต้องดีและตรงกับใจ...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เคยแต่ทำอะไรที่ดีที่ตรง ก็เพราะไม่ตรงก็คงไม่ดี

พอจะทำอะไรต้องทวนอีกที ว่ามันต้องดีและตรงกับใจ

เคยบอกเธอว่าใจชอบเธอไม่เบา ก็เชื่อได้เลยที่เคยพูดไป

มันแน่ใจจริง ๆ ก็เลยเปิดใจ ให้รู้ว่าจริงแน่นอน

หากว่าฉันพูดไปไม่จริง อาจทำเธอเจ็บใจ

อยากจะพูดกับเธอเมื่อใด ฉันจะต้องพูดจริง

 * เธอก็ควรมีใจที่ตรงเช่นกัน จะพูดให้มันต้องตรงกับใจ 

** ตรงออกมาได้เลย จะพูดอะไร อย่างน้อยให้จริงไว้ก่อน

หากเธอนั้นไม่ยอมพูดจริง อาจมีคนเจ็บใจ คนๆนั้นที่จะเสียใจ อาจเป็นฉันซะเอง

(ซ้ำ * , **) (ซ้ำ ** , ** , **)

การที่เราจะศึกษาธรรมะนะมันไม่ใช่เรื่องยากอะไร

แต่เราต้องตั้งใจจริง ต้องจริงใจที่จะศึกษา

ในความเป็นจริงไม่ว่าเราจะทำอะไร ต้องทำจริงๆ

ถึงจะได้ผล

ถ้าเราจะศึกษาธรรมะนะเราต้องมีความจริงใจกับธรรมะ

ธรรมะเป็นของจริงไม่ใช่ของเล่นๆ

ถ้าเราเข้าใจในธรรมะแล้ว

ธรรมะจะคุ้มครองเรา

คุ้มครองเราจากความชั่ว

คุ้มครองเราจากความทุกข์ทั้งหลาย

http://www.dhammada.net/2011/06/23/10079/

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 


#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็น “ผู้รู้ ผู้ดู”

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

วิธีที่จะฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็น “ผู้รู้ ผู้ดู” ให้คอยรู้ทันนะ

ใช้สตินี่แหละคอยรู้ทันจิตที่ไหลไปคิด ..ให้คอยรู้ทันจิต

ที่หลงไปคิด ฝากตรงนี้ไว้นะ ตัวนี้สำคัญมาก พอจิตหลงไปคิด

แล้วรู้ๆ ในที่สุดเราจะเกิดตัวผู้รู้ขึ้นมา จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็น

“ผู้รู้ ผู้ดู” คราวนี้เราจะเดินปัญญาได้แล้ว..

จิตของเราแต่ละวันๆ หลงไปอยู่ในโลกของความคิดตลอดเวลา

นึกออกไหม คิดทั้งวัน มีใครไม่คิดบ้าง มีไหม..ไม่มี..

คิดทั้งวัน พระอรหันต์ก็คิดนะไม่ใช่ไม่คิด ท่านไม่ใช่ต้นไม้

ไม่ใช่ก้อนหินที่จะคิดไม่เป็น จิตมันคิดทั้งวันแต่ว่าเราไม่เคย

รู้ทันมัน

ถ้าเมื่อไหร่เราเกิดรู้ทันว่า ...จิตแอบไปคิดนะ จิตไหลไปคิดนะ จิตจะดีดตัวผางขึ้นมาเป็นผู้รู้เลย

มันจะไม่ใช่ผู้คิดแล้ว มันจะกลายเป็น “ผู้รู้” ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกนะ ฝึกให้มีจิตที่เป็น

“ผู้รู้ ผู้ดู” ขึ้นมาให้ได้..ตัวนี้สำคัญนะ พวกเราตั้งอกตั้งใจเรียนนิดหนึ่ง ตอนหลังๆ คนเริ่มลืม

คำสอน ของครูบาอาจารย์ที่ดีๆ อย่างนี้ไป เราคิดแต่ว่าสมาธินั่งให้สงบ สมาธิสงบมันสมาธิแบบที่

๑ ก็ดีเหมือนกัน..ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ไม่ดีที่สุด เพราะไม่เดินปัญญา สงบอยู่เฉยๆ ไม่เดินปัญญา

ยังไม่ดีพอ..เรามาฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็น “ผู้รู้ ผู้ดู” ขึ้นมา วิธีที่จะฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็น “ผู้รู้ ผู้ดู”

ให้คอยรู้ทันนะ ..ใช้สตินี่แหละคอยรู้ทันจิตที่ไหลไปคิด จิตเราหนีไปคิดทั้งวัน พอจิตไหลไปคิดปุ๊บ

คอยรู้ทันไว้ เราอาจจะพุทโธไว้ก็ได้ หายใจไว้ก็ได้ พุทโธไป หายใจไป แล้วพอจิตหนีไปคิดแล้ว

รู้ทันๆ ..ทันทีที่เรารู้ว่าจิตหนีไปคิด จิตจะหยุดคิดทันทีเลย เกิดจิตที่รู้ขึ้นมาแทน

ฉะนั้นเรามาฝึกอย่างนี้นะ ฝึกให้มีจิต “ผู้รู้” ขึ้นมา ถ้าคนไหนทำสมาธิเก่งๆ มีวิธีฝึกให้มี “จิตผู้รู้”

อีกแบบหนึ่ง ทำสมาธิไป จิตสงบ ทีแรกพุทโธไป หายใจไป พอจิตสงบ ลมหายใจก็หายไป

พุทโธก็หายไป จิตจะตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา เป็น “ผู้รู้ ผู้ดู” ถ้าฝึกมาด้วยการทำสมาธิจนได้ “ผู้รู้”

พอออกจากสมาธิ “ผู้รู้” ทรงอยู่ได้นาน ทรงอยู่ได้ทีหนึ่งตั้งหลายๆ วัน แต่ถ้าเราเข้าสมาธิลึกๆ

ไม่เป็น เราก็มาฝึกเอาแบบคนยากจนนะ คอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิด ตรงนี้หลวงพ่อฝากให้ช่วยจำไว้

นิดหนึ่งนะ คอยรู้ทันจิตที่หนีไปคิดบ่อยๆ จิตไหลไปคิดแวบ รู้สึก แวบ รู้สึก ฝึกอย่างนี้เรื่อยๆ

จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็น “ผู้รู้” แต่มันจะเป็นผู้รู้อยู่ชั่วคราวไม่นาน รู้ได้ทีละขณะๆ จิตหลงไปคิด

แล้วก็รู้ ขณะที่รู้นี่แหละจิตจะตั้งมั่น เดี๋ยวก็คิดใหม่อีก คิดใหม่อีกรู้ใหม่ พอจิตไปคิดเรารู้บ่อยๆ

ต่อไปมันจะรู้สึกเหมือนกับว่าความรู้สึกตัวมันต่อเนื่อง จะรู้สึกเหมือนต่อเนื่อง เหมือนแสงไฟฟ้านี่นะ

ไฟฟ้ามันดับอยู่ตลอดเวลา วินาทีหนึ่งมันดับหลายสิบครั้ง แต่มันดับเร็ว ดับแล้วก็สว่างๆ นะ ไฟมัน

ขาดเป็นช่วงๆ แต่เราจะรู้สึกว่าแสงสว่างนี้ต่อเนื่อง จิตนี้ก็เหมือนกัน เราฝึกไปเป็นขณะ ไหลไปแล้ว

รู้ๆ ในที่สุดมันจะมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องขึ้นมา มันจะตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาเป็น “ผู้รู้ ผู้ดู”

ได้เหมือนกัน อันนี้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ฝึกเข้าฌานไม่เป็น ถ้าเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าหลวงพ่อ

จะแนะนำว่า หัดเข้าสมาธิให้ได้ ให้จิตเป็น “ผู้รู้ ผู้ดู” ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีที่สุด แต่ถ้าทำไม่ได้

อย่างโยมเป็นฆราวาส ไม่มีเวลานั่งสมาธิมากๆ นั่งวันหนึ่ง ๑๐ นาที ๑๕ นาที เริ่มต้นก็ค่อยๆ ฝึกไป

แต่ว่าตัวสำคัญ ให้คอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิด ฝากตรงนี้ไว้นะ ตัวนี้สำคัญมากนะ พอจิตหลงไปคิด

แล้วรู้ๆ ในที่สุดเราจะเกิดตัวผู้รู้ขึ้นมา จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็น “ผู้รู้ ผู้ดู”

คราวนี้เราจะเดินปัญญาได้แล้ว..

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช..

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

พ้นทุกข์ได้ถ้ามีสติปัญญาเห็นกายนี้ใจนี้คือตัวทุกข์

แล้วปล่อยวางกายและใจได้ เพราะเห็นได้ชัดว่า 

มันไม่ใช่เรา เป็นเพียงสภาวะธรรมจำนวนมากที่มาประชุมกัน

ถ้ากายและใจเป็นทุกข์ ก็ไม่เกี่ยวกับเรา หมายความว่า

ปัญหาและความทุกข์ยังคงมีอยู่ แต่ไม่มีผู้ทุกข์

เพราะไม่มีที่ตั้งของความทุกข์ เรื่องจากใจไม่เกาะอะไร

จึงสามารถพ้นทุกข์ได้ (ไม่ใช่ดับทุกข์) 

 


ดังนั้น 

รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

ก็จะละสมุทัย (สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์) 

แจ้งนิโรธ (นิพพาน)

และเจริญมรรค

เราพ้นทุกข์ได้ เพราะการรู้ที่ถูกต้อง คือพ้นได้ด้วยปัญญา 

โดยมีคุณธรรมอื่นๆเป็นตัวสนับสนุน เช่น ศรัทธา ศีล วิริยะ สติ สมาธิ เป็นต้น...

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ดูผ่านสิ่งที่เกิดร่วมกับจิต

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การดูจิตไม่ใช่เอาตาไปดู 

แต่เรารู้ด้วยความรู้สึก ใช้ความรู้สึกของเราไปรับรู้

รู้สึกอะไร ถ้าขั้นหยาบๆ ใจมันโลภ รู้ว่ามันโลภ

รู้จักโลภไหม เวลาโลภ เวลาอยากได้ อยากมี อยากเป็น 

อยากโน้นอยากนี้ ใจมันโลภ

หัดรู้สภาวะไป

เช่น ความโลภมันหน้าตาอย่างนี้ ราคะมันหน้าตาอย่างนี้ ตัวโลภ ตัวราคะ นี่ตระกูลเดียวกัน 

ความโกรธ พวกเรารู้จักไหม เห็นไหม ไม่ใช่เรื่องยาก สภาวะของความโกรธมีอยู่ 

มันเป็นความรู้สึกที่โกรธ ถ้าโกรธนิดหน่อย ก็โกรธแบบกรุ่นๆ อยู่ในใจนิดๆ หน่อยๆ 

ถ้าโกรธแรงมากๆ ก็พุ่งปรี๊ดขึ้นหัวเลย โกรธแรง หัดรู้สภาวะไป ที่จะหัดดูจิตๆ 

อย่าไปเชื่อ อย่าไปหลงคำว่าดูจิต จิตไม่มีอะไรให้ดูหรอก จิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีอะไรเลย ตัวมันว่าง 

เพราะฉะนั้น อยู่ๆ ไปดูตัวจิตเลย หาตัวจิตไม่เจอ เราดูผ่านสิ่งที่เกิดร่วมกับจิต คือตัวเจตสิก" 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 

วัดสวนสันติธรรม

#ทบทวนธรรม #ธรรมะประดับใจ #ธรรมะเข้าใจง่าย

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ธรรมที่จะทำให้เราได้ธรรมะ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

ธรรมที่จะทำให้เราได้ธรรมะก็คือ วิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง 

วิปัสสนากรรมฐานทำไป เพื่ออะไร

วิปัสสนากรรมฐานนะ ทำไปเพื่อ ถอดถอนความเห็นผิดว่ามีตัวเรา อันนี้เบื้องต้นนะ 

วิปัสสนากรรมฐานเนี่ย เบื้องต้นทำไปเพื่อถอดถอนความเห็นผิด ว่ากายนี้ ใจนี้ เป็นตัวเรา 

วิปัสสนากรรมฐานในเบื้องปลายนั้น ทำไปเพื่อถอดถอน ความยึดถือในกายในใจนี้ 

สองขั้นตอนนะ ไม่เหมือนกันหรอก

 เบื้องต้นจะละความเห็นผิดได้ 

 โดยการทำวิปัสสนาแล้วจะละความเห็นผิด 

 ว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา มีกายมีใจนะ 

 กายกับใจเป็นเรา มีเราอยู่ในกายในใจนี้ 

 มีเรานอกเหนือจากกายจากใจนี้ มีตัวเราอยู่

 จริงๆ เนี่ยถ้าทำวิปัสสนากรรมฐาน 

เ บื้องต้นก็จะละความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้ 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 


http://www.dhammada.net/2010/04/21/2092/

ศึกษาธรรมะหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิปัสนากรรมฐานแบบง่ายๆ ที่นี่

 http://truevipassana.blogspot.com/2015/07/blog-post.html

#ทบทวนธรรม #ธรรมะสอนใจ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เตรียมความพร้อมของตัวเอง ที่จะเผชิญกับปัญหาชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่วันนี้

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...


"คนที่มีความสุขสบายในทางโลก มีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดี

ชีวิตเรามีความสุข มีฐานะ มีอะไรอย่างนี้ ก็เป็นผลของความดีที่เราสร้างมา

อย่างน้อยเราก็สร้าง เช่น สะสมความรู้ต่างๆ ความสามารถต่างๆ

เราถึงรักษาตัวมีฐานะในสังคมที่สบายมาถึงวันนี้ได้

แต่การที่มีชีวิตสบายมากๆ บางทีมันทำให้เราประมาทง่าย

เราก็สบายแล้ว เอาไว้ลำบากก่อนค่อยปฏิบัติธรรม ถ้าเราเห็นว่าธรรมะนี่วันนี้ฟังเอาไว้ก่อน

วันไหนมีปัญหาชีวิตแล้วค่อยลงมือปฏิบัติ มันคล้ายๆ เราคิดเอาว่าถ้าวันไหนเราตกน้ำแล้ว

เราจะหัดว่ายน้ำ มันไม่ทัน เราต้องหัดว่ายน้ำให้เก่งซะก่อนที่เราจะตกน้ำ

เราอาจจะไม่ตกน้ำก็ได้ แต่ถ้าตกน้ำต้องว่ายเป็น

เราจะรอให้ชีวิตของเรามีปัญหาหนักหนาสาหัสก่อน

แล้วลงมือปฏิบัติธรรม มันประมาทเกินไป

เราอาจจะจมน้ำตายก่อนก็ได้

เพราะฉะนั้นถึงเราจะมีชีวิตที่สบาย

แต่ว่าความทุกข์มาถึงตัวเราเมื่อไรก็ได้

ไม่ใช่ว่าคนที่มีฐานะในสังคมดี

มันจะมีความสุขตลอดกาล

บางคนแค่ไปตรวจร่างกายประจำปีก็เจอมะเร็งแล้ว เจอโรคแปลกๆ 

ทุกวันนี้มีคนเป็นโรคประหลาดๆ เยอะแยะไปหมดเลย ปุบปับไปเลย

ชีวิตมันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หรืออย่างเราทำธุรกิจ เราว่ามันดีมันมั่นคง

การเมืองพลิกนิดเดียว เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนนิดเดียว เราอาจจะล้มก็ได้

เพราะฉะนั้นในชีวิตเรานี่มีแต่ความไม่แน่นอน ตัวเราแน่นอน ครอบครัวเราอาจจะไม่แน่นอน

สามีอาจจะนอกใจ ภรรยานอกใจ ลูกติดยา ลูกติดการพนัน อะไรอย่างนี้เป็นไปได้เสมอ

ฉะนั้นไม่ใช่ว่าทุกวันนี้เรามีอยู่มีกินมีฐานะดีแล้ว เราจะมีความสุขนิรันดร มันไม่แน่หรอกชีวิตนี้


ถ้าเราไม่ประมาท เราต้องมาเตรียมความพร้อมของตัวเอง

ที่จะเผชิญกับปัญหาชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่วันนี้

ตั้งแต่ความทุกข์ยังเข้ามาไม่รุนแรง เวลาที่ความทุกข์รุนแรงมาถึงเรา เราจะสู้ได้

เราจะได้เปรียบคนอื่น


การศึกษาธรรมะคือการให้ต้นทุนแก่ชีวิต มีประโยชน์มหาศาล

 เป็นต้นทุนแห่งชีวิตที่มั่นคง 

ดีกว่าประกันชีวิต คนที่ประกันชีวิตมีไหมที่ไม่ตาย อย่างไรก็ตายใช่ไหม เอาแน่นอนไม่ได้


แต่ถ้าเรามาฝึกปฏิบัติธรรม ถึงเราจะอยู่เราก็อยู่อย่างมีความสุข

ถึงเราจะตายเราก็ตายอย่างมีความสุข ถึงเราจะต้องพลัดพรากจากคนที่รัก เราก็ไม่ทุรนทุราย

ถึงเราต้องเจอกับสิ่งที่ไม่รัก เจอกับปัญหาชีวิตที่ร้ายแรง เราก็อยู่ได้ในทุกๆ สถานการณ์"

หลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชฺโช

24 กุมภาพันธ์ 2556

ธรรมะกลางเมือง ครั้งที่ 1

ราชกรีฑาสโมสร

#ทบทวนธรรม

#ทำให้มันเห็นของดี #ปฏิบัติให้มันรู้

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ธรรมะเป็นเรื่องธรรมดา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

 "ธรรมะเป็นเรื่องธรรมดา เราปฏิบัติเพื่อให้เห็น

ธรรมดาของกาย เพื่อให้เห็นธรรมดาของใจ

เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนใจยอมรับ ความเป็นธรรมดา

ของกายของใจ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

แล้วปล่อยวางความถือมั่นในกายในใจได้

ไม่ใช่ปฏิบัติจนกายก็ผิดธรรมดา ใจก็ผิดธรรมดา"

พระธรรมเทศนา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

จากหนังสือ เรียนธรรมคู่เพื่อรู้ธรรมหนึ่ง

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:อยากได้คุณงามความดีต้องเสียสละ อย่างทำทานก็ต้องเสียสละ รักษาศีลก็ต้องเสียสละความเคยชินที่ไม่ดี

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

"ตราบใดยังหลงเพลินกับความสุขทางโลก ยังห่างไกลต่อมรรคผลนิพพาน"

จะมาหัดทำสมาธิก็ต้องเสียสละกามคุณอารมณ์ กามคุณอารมณ์ก็คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะคือ

สัมผัสทางกาย สิ่งนี้มายั่วให้ใจหลงไป สิ่งที่เรียกว่ากามมีสองอย่าง อันนึงเรียก”วัตถุกาม”ก็คือ

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลาย อันหนึ่งคือ”กิเลสกาม” กิเลสกามก็คือตัวราคะในใจเราเติบโต

ขึ้นมาได้ด้วยกามวิตกด้วยการตรึกถึงกาม มีกามวิตกเพราะว่ามีอนุสัยของราคะส่งทอดกันขึ้นมา

งั้นถ้าจะทำสมาธิได้ก็ต้องสละความสนุกสนานเพลิดเพลินในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส 

ต้องเสียสละทั้งสิ้นเลย อย่างหลงโลกอยู่ทั้งวันทั้งวันนะนึกจะหวังว่านั่งสมาธิจะสงบ ไม่สงบหรอก 

มันหลงโลกแล้ว งั้นอยากได้คุณงามความดีต้องเสียสละ อย่างทำทานก็ต้องเสียสละ รักษาศีลก็

ต้องเสียสละความเคยชินที่ไม่ดี ควรเสียสละแต่เสียสละยาก ทำสมาธิอยากให้จิตใจสงบตั้งมั่นอยู่

กับเนื้อกับตัวมีความสุขมีความสงบอยู่ภายในก็ต้องกล้าสละความสุขความเพลิดเพลินในรูปในเสียง

ในกลิ่นในรสในสัมผัสให้ได้ สละไม่ได้ใจไม่มีสมาธิจริงหรอก อย่างวันๆคิดจะดูหนังฟังเพลง

คิดจะเล่นอินเตอร์เนตอะไรงี้นะ คือตราบใดที่ยังหลงเพลินในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสอยู่ 

อย่าหวังเลยมรรคผลนิพพาน ไกลเกิน แค่สมาธิยังไม่มีเลย

งั้นต้องตั้งใจเด็ดเดี่ยวนะถ้าจะสู้ หลวงพ่อตอนเป็นฆราวาสนะแทบจะไม่ดูหนังเลยเพลงเนี่ยไม่ฟัง 

นอนนะมีที่นอนที่นอนก็ซื้อมาตอนแต่งงานนะก็หนาๆนะ เรามีไม้กระดานอยู่แผ่นนึงไม้บานประตูวาง

ไว้ข้างบนอีกทีนึงนะแล้วปูผ้าทับไว้ไม่มีใครรู้หรอก เราก็ยังนอนบนไม้กระดาน พยายามฝึกตัวเอง

ไม่ให้เพลิดเพลินในการกินการนอนนะ นอนไม้กระดานนะนอนพลิกไปพลิกมาก็โป๊กๆเลยนะ สมัย

ก่อนไม่มีเนื้อเยอะอย่างนี้หรอกมีกระดูกเยอะ พลิกไปพลิกมากระดูกก็โขกไม้ก็ต้องอดทนเอานะ

อยากได้ของดี 



ตราบใดที่ยังเพลิดเพลินในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส

สมาธิเกิดยากเพราะมันเป็นศตรูของสมาธิ สิ่งที่เป็นศัตรูของ

สมาธิจริงๆก็คือกิเลสชื่อว่า”นิวรณ์” 

นิวรณ์อันแรกเลย”กามฉันทะนิวรณ์”ความยินดีพอใจในรูปใน

เสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส 

นิวรณ์ตัวที่สองชื่อ”พยาบาท”ความไม่พอใจในรูปในเสียงใน

กลิ่นในรสในสัมผัสและใจไม่เป็นกลางกับรูปเสียงกลิ่นรส

สัมผัส สมาธิไม่มีหรอกมันมีนิวรณ์ “อุทธัจจ”ใจฟุ้งซ่าน

ฟุ้งซ่านไปไหนฟุ้งซ่านไปในรูปในเสียงใน

กลิ่นในรสในสัมผัสเติมไปอีกอันฟุ้งซ่านไปในโลกของความ

คิดใจฟุ้งซ่านส่วนใหญ่ก็ฟุ้งไปในกามคุณอารมณ์นั่นเอง 

งั้นต้องเสียสละถ้าอยากได้ของดีก็อย่าติดในกาม 

ค่อยๆลดค่อยๆละไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม

บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:สมดุลในการปฏิบัติธรรม

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 



 ธรรมะทั้งหลายต้องสมดุลกันนะ

ศรัทธาก็ต้องมี วิริยะก็ต้องมี สติก็ต้องมี

สมาธิก็ต้องมี ปัญญาก็ต้องมี มีให้สมดุลนะ 

จะพัฒนาให้เข้าใจธรรมะ เมื่อเข้าใจธรรมะแล้ว 

จิตจะคลายความยึดถือกายยึดถือใจ 

เมื่อจิตไม่ยึดถือกายยึดถือใจแล้ว

อะไรเกิดขึ้นในชีวิตนี้ต่อไป ก็จะไม่มี

ความหวั่นไหว ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร

เกิดขึ้นอีก จิตใจก็มีความสุขพ้นจากการดิ้นรน 

พ้นจากการปรุงแต่งทั้งปวง ไปฝึกนะ ฝึกเอา

สรุปง่ายๆ นะ #รู้สึกตัวบ่อยๆ รู้สึกตัวบ่อยๆ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก 

รู้สึกบ่อยๆ อย่าใจลอย แล้วอย่าไปจ้องมัน อย่าไปเพ่ง จ้อง แล้วก็อย่าไปลืมมัน แล้วก็อย่าไปเพ่ง

จ้องมัน มีร่างกายก็รู้สึกไป ทุกวันต้องหัด หัดหายใจ หัดดูร่างกายหายใจนะ 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 

๓๐ มีนาคม ๒๕๕๕ จาก MP3 ชุด เทศน์นอกสถานที่ แผ่นที่ ๖ 

Cr. "สติปัฏฐานเพื่อความพ้นทุกข์" หน้า ๒๘ _/|\_ _/|\_ _/|\_

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:กิริยาที่เป็นหัวใจของการภาวนา ในทางสายเอกทางสายเดียว คือคำว่า "รู้" นี่เอง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...




เรื่องที่เราต้องเรียนนะ เรื่องหนึ่งคือเรื่องอริยสัจ เรื่องหนึ่งเรื่องสติปัฏฐาน เรื่องหนึ่งเรื่องไตรลักษณ์ 

เรื่องหลักๆ ที่ต้องเรียน ถ้าเรียนเรื่องเหล่านี้แล้วเข้าใจ การภาวนาจะง่ายที่สุดเลย พูดได้ว่าไม่ได้ทำอะไร 

ทำตัวเป็นแค่คนสังเกตการณ์ พวกเราสังเกตไหม

 ในมหาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นทางสายเอกสายเดียว เพิ่อความพ้นทุกข์






ลองดูกิริยาในสติปัฏฐาน มีกิริยาหลักอยู่คำเดียวคือคำว่า "รู้" 

ท่านบอกว่าหายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ ท่านไม่ได้บอกว่า

หายใจออก ให้กำหนดไว้หกฐานเจ็ดฐานห้าฐานสิบฐาน ไม่มีนะ 

บางทีใช้คำว่ารู้ชัด เช่น ยืนอยู่ก็รู้ชัด เดินอยู่ก็รู้ชัด คำว่ารู้ที่ท่านพูด

มีความหมายนะ มีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้  จิตใจเป็นกุศลก็รู้ 

มีความโลภก็รู้ มีความโกรธก็รู้ มีความหลงก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ หดหู่ก็รู้ 

สังเกตให้ดีนะ มีแต่คำว่ารู้เต็มไปหมดเลยในสติปัฏฐาน จิตมีกามฉันท

นิวรณ์ก็รู้ชัด มีพยาบาทนิวรณ์ก็รู้ จิตมีอะไรขึ้นมาก็รู้  ดังนั้นกิริยาที่

เป็นหัวใจของการภาวนา ในทางสายเอกทางสายเดียว 

คือคำว่า "รู้" นี่เอง

 คำว่า "รู้" มีสองนัยยะ 

อันแรกมีสติ รู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏ คือรูปธรรมและนามธรรมที่กำลังปรากฏ 

อันที่สองมีปัญญา รู้ความจริงของสภาวะรูปและนามอันนั้น ความจริงของสภาวะรูปและนาม ก็คือ 

ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา  ฉะนั้นคำว่ารู้ครอบคลุมนัยยะสองประการ อันแรกรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น 

อันที่สองรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ตัวเรา รู้อย่างนี้แหละถึงเป็นทางสายเอกทางสายเดียว เพื่อการพ้นทุกข์

ดังนั้นเราต้องฝึกจนสติแท้ๆ คือความระลึกได้เกิดขึ้นมา สติแท้ๆ เกิดจากจิตจำสภาวะได้ จิตจำสภาวะได้

เพราะหัดตามรู้สภาวะบ่อยๆ หัดตามรู้กายบ่อยๆ หัดตามรู้เวทนาบ่อยๆ  หัดตามรู้จิตบ่อยๆ  หัดตามรู้

สภาวธรรมทั้งรูปธรรมนามธรรมบ่อยๆ  

ดังนั้นสติปัฏฐานนี่จริงๆ แล้วมีสองขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง รู้กาย เวทนา จิต ธรรมไปเรื่อยๆ เพื่อให้จิต

จำสภาวะได้ แล้วสติจะเกิดขึ้นเอง ดังนั้นสติปัฏฐานในเบื้องต้น ทำให้เกิดสติ เรารู้เห็นร่างกายยืนเดินนั่ง

นอน คอยรู้สึกไป อย่าใจลอย แล้วอย่าเพ่งอยู่ที่กาย ดูจิตใจไป ก็อย่าใจลอย แล้วอย่าเพ่งอยู่ที่จิต 

รู้เวทนาก็อย่าใจลอยไป แล้วอย่าไปเพ่งเวทนา สิ่งที่ผิดมีสองอันคือ เผลอไปกับเพ่งเอาไว้ เพ่งแล้วจะนิ่ง 

 ไม่สามารถรู้สภาวะตรงตามความเป็นจริงได้  ดังนั้นสติปัฏฐาน เบื้องต้นก็รู้กายเวทนาจิตธรรมไป แต่แบบ

ไม่เพ่ง แล้วก็ไม่ใจลอย ลืมมันไป รู้บ่อยๆ เท่าที่รู้ได้จนจิต จำสภาวะได้แล้วสติจะเกิดขึ้น นี่เป็นสติปัฏฐาน

ขั้นที่หนึ่ง  เมื่อสติเกิดขึ้นแล้วจิตใจตั้งมั่น  สัมมาสมาธิเป็นสิ่งจำเป็น จิตใจที่ตั้งมั่นตรงนี้ต้องเรียนนะ 

บทเรียนเรื่องสัมมาสมาธิอยู่ในเรื่องจิตตสิกขา เรื่องสีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ต้องเรียนให้

ครบนะ ต้องเรียนจนกระทั่งจิตใจของเราตั้งมั่นเกิดสัมมาสมาธิ  ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ สมาธิที่พวกเราฝึกมัน

เป็นมิจฉาสมาธิเป็นส่วนมาก เป็นสมาธิเพ่งจ้องบังคับ สัมมาสมาธิเป็นสมาธิที่จิตตั้งมั่น สักว่ารู้สักว่าเห็น

สภาวธรรม ตั้งมั่นกับตั้งแช่ลงไปไม่เหมือนกันนะ ถ้าจิตใจเราตั้งมั่นมีสติระลึกรู้รูปมีสติระลึกรู้นาม จะเกิด

ปัญญาขึ้นมาเห็นความจริงของรูปของนาม  #ดังนั้นสติปัฏฐานเบื้องปลายนี่ ทำไปเพื่อให้เกิดปัญญา มีสติ

ระลึกรู้รูปรู้นาม รู้กายรู้ใจ ลงไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางก็จะเกิดปัญญาขึ้นมา ต้องมีจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง 

คือสัมมาสมาธิถึงจะเกิดปัญญานะ เพราะสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ถ้าขาดสัมมาสมาธิจิต

ไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูละก็ ไม่เกิดปัญญาหรอก จะเป็นผู้เพ่ง ผู้จ้อง ผู้บังคับ  ปัญญาที่เกิดขึ้นก็คือ การเห็น

กายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์นั่นเอง  เบื้องต้นเห็นก่อนว่าไม่ใช่เรา พอเห็นตรงนี้นะ  จิตบรรลุธรรมเป็นพระ

โสดาบัน ตัวเราไม่มี  รู้กายรู้ใจต่อไป เห็นกายนี้ทุกข์ล้วนๆ เลยนะ จิตปล่อยวางความยึดถือกายเป็น

พระอนาคามี สุดท้ายจิตมันจะรวมลงมาอยู่ที่จิต มารู้อยู่ที่จิต เรียนรู้จนกระทั่งปล่อยวางจิต จะสมมุติ

เรียกว่าพระอรหันต์ ใช้คำว่าสมมุตินะ พระอรหันต์ไม่เคยรู้สึกว่ามีพระอรหันต์ เป็นของสมมุติขึ้นมา  นี่คือ

เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ เป็นทางสายเอกทางสายเดียวที่เราต้องเรียน แต่ละจุดแต่ละมุมจะมีแง่มุมที่

ต้องเรียนเป็นรายๆ ไปนะ นี่หลวงพ่อพูดในภาพรวมให้ฟังไว้ก่อน 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 

Cr.หนังสือประมวลธรรมเทศนา หน้าที่ ๖๔-๖๖ [๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐ : นาที ๒๖]

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เครื่องมือการเจริญวิปัสสนา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



เครื่องมือการเจริญวิปัสสนา....

มีอยู่หลายอย่างได้แก่... 'สติ' ....

ซึ่งทำหน้าที่ระลึกรู้สภาวะของรูปนามที่กำลังปรากฎ

'สัมมาสมาธิ' ซึ่งเป็นความตั้งมั่นของจิตในระหว่างรู้

รูปนาม

'ปัญญา' ซึ่งเป็นเครื่องมือเข้าใจลักษณะ

ความเป็นไตรลักษณ์ของ รูปนาม และเป็นเครื่องตัด

ทำลายตัณหาและถอดถอนความถือมั่นในรูปนาม

เครื่องมือแต่ละอย่างมีประเด็นที่ควรทราบเพิ่มเติมดังนี้

1. สติ เป็นองค์ธรรมที่มี "ความไม่เลื่อนลอย" เป็นลักษณะ คือจะต้องระลึก รู้อารมณ์รูปนาม

ที่กำลังปรากฎโดยจิตใจไม่เลื่อนลอยไปที่อื่น.... เช่น เลื่อนลอยไปหลงรูปทางตา ไปหลงรส

ทางลิ้นและไปหลงโผฐัพพะ ร่างกาย หลงเลื่อนลอยไปในความคิด และหลงเลื่อนลอยไปเพ่ง

จ้อง จมแช่อยู่กับอารมณ์บัญญัติ เป็นต้น ส่วนเหตุใกล้ให้เกิดสติก็คือการที่่จิตจดจำสภาวะ

ของรูปนามได้แม่นยำ จึงจะสามารถระลึกรู้รูปนาม ที่ปรากฎได้โดยไม่ต้องจงใจรู้ หากจงใจรู้

หรือจงใจบังคับให้สติเกิด ขึ้นหรือจงใจกำหนดรูปนาม สติตัวแท้จะไม่เกิดขึ้น. และการปฏิบัติ

จะเกิดการผิดพลาด คือแทนที่จะรู้รูปนาม กลับกลายเป็นการเพ่งจ้อง กำหนด หรือดักรู้รูปนาม

อันเป็นการกระทำด้วยอำนาจบงการของ ตัณหาและทิฎฐิไปในทันที จิตในขณะนั้นมักจะพลิก

ไปเป็นอกุศลจิต อันมีลักษณะหนัก แน่น แข็งทื่อ หรือจมแช่ในอารมณ์ ไม่สักว่ารู้ อารมณ์

อย่างซื่อๆตรงๆสบายๆ

2. สัมมาสมาธิ เป็นเครื่องประคองรักษาจิตไม่ให้ตกไปจากการระลึกรู้อารมณ์รูปนาม การตก

จากการรู้อารมณ์รูปนามมี 2 ลักษณะคือ

2.1 การหลงไปรู้อารมณ์บัญญัติ เช่นหลงไปคิดเรื่องสภาวธรรมหรือ รูปนามที่กำลังปรากฎ

หรือหลงไปหาอารมณ์บัญญัติอื่นๆ เช่นหลงดู หลงฟัง หรือหลงคิดเรื่องอื่นๆ

2.2 การเพ่งตัวอารมณ์อันเป็นอารัมมณูปนิชฌาน ซึ่งเป็นเรื่องของการ เจริญสมถกรรมฐาน

และปิดกั้นการรู้ลักษณะอันเป็นไตรลักษณ์ของรูป นามหรือลักขณูปนิชฌาน ซึ่งเป็นเรื่องของ

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สัมมาสมาธิเกิดขึ้นได้เมื่อจิตมีสติอันถูกต้องเท่านั้น เพียงสติเกิด

ขึ้น ระลึกรู้รูปนาม จิตก็จะเป็นกุศลและเกิดความสุขที่ได้ระลึกรู้รูปนาม แล้ว ความสุขนั้นจะ

เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต ในการระลึกรู้อารมณ์รูปนาม แต่สัมมา

สมาธิก็เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น เมื่อสติดับและตกจากอารมณ์รูปนาม สัมมาสมาธิก็ดับไป

ด้วย และเมื่อสติเกิดขึ้นระลึกรู้อารมณ์รูปนามครั้งใหม่ สัมมาสมาธิก็จะเกิดร่วม ด้วยอีก

ครั้งหนึ่ง. ดังนั้นไม่ต้องจงใจประคับประคองให้จิตมีความตั้งมั่น ในการรู้อารมณ์รูปนาม

เพราะนั่นไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ

3. ปัญญา ได้แก่ความรู้ชัดในรูปนาม หรือความรู้ความเข้าใจรูปนามตรงตามความเป็นจริงที่

พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ว่ารูปนามมีลักษณะไม่เที่ยงคือเกิดขึ้น แล้วดับไป เป็นทุกข์คือทนอยู่

ไม่ได้ และเป็นอนัตตาคือบังคับไม่ได้และไม่ ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ปัญญามีสัมมาสมาธิ

คือความตั้งมั่นของจิต ในการรู้อารมณ์รูปนามเป็นเหตุใกล้ให้เกิด หมายความว่าในขณะที่สติ

ระลึกรู้สภาวะของรูปนามนั้น จิตจะต้องตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว คืออยู่กับ รูปนาม/กายใจ

อันเป็นสภาวะของความตื่น จิตจึงจะเกิดปัญญารู้ลักษณะ ของรูปนามตรงตามความเป็นจริงได้

ปัญญาเกิดจากการที่ผู้ปฏิบัติเห็นความเป็นจริงของรูปนามเนืองๆจนจิต เข้าใจ ยอมจำนน

ยอมรับ และหมดความรู้สึกโต้แย้งในข้อเท็จจริงที่ว่า รูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็น

อนัตตา ดังนั้นการรู้รูปนามจึงต้องรู้ให้ ตรงตามความเป็นจริง ให้รู้อย่างเดียว ให้รู้อน่างเป็น

กลาง โดยไม่หลง ยินดียินร้ายต่ออารมณ์ ไม่คล้อยตามและไม่ต่อต้านอารมณ์ ไม่ทำหรือเติม

สิ่งใดสิ่งหนึ่งลงในการรู้นั้น รูปนามจึงจะแสดงไตรลักษณ์ให้จิตเห็นประจักษ์ และเข้าใจ

ความเป็นจริงได้ในที่สุด

สรุป ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่เพียงการศึกษาให้เข้าใจสภาวะของรูปนาม จนสติ เกิดขึ้นเอง เป็นการรู้

รูปนามโดยไม่ต้องจงใจรู้ และระหว่างที่รู้รูปนามอยู่ นั้นจิตก็จะมีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น

มีความตื่น ไม่ฝัน ไม่หลงไปสู่อารมณ์บัญญัติ และไม่หลงเพ่งอารมณ์นั้นๆ และเมื่อรู้อารมณ์

แล้วก็ให้รู้ ลักษณะของอารมณ์นั้นไปอย่างที่เขาจะแสดงให้ดู ไม่ใช่เข้าไปแทรกแซง เช่น

พยายามละอารมณ์บางอย่างหรือพยายามรักษาอารมณ์บางอย่าง เป็นต้น นี้แหละคือทางแห่ง

การเจริญปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์ ที่พวกเรา ควรศึกษาทำความเข้าใจให้ดี...

~หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช~

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:สติอัตโนมัติ สมาธิอัตโนมัติ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การปฏิบัติไม่ยากนะ อยู่ที่เราทำตัวเราเอง วันๆ ฟุ้งซ่าน เที่ยวเล่นโน้นเล่นนี้ไปเรื่อย

ไม่มีเวลาดูตัวเอง สนใจเรียนรู้ตัวเองให้เยอะๆ ดูลงในร่างกาย ดูลงในจิตใจตัวเอง ฝึกบ่อยๆ

จนเป็นอัตโนมัติ อัตโนมัติเป็นอย่างไร ?



อัตโนมัติ หมายถึงว่ากายเราขยับ รู้สึกได้เอง

จิตใจเราเคลื่อนไหว รู้สึกได้เอง ไม่ได้เจตนารู้สึก

ถ้าฝึกจนกระทั่งมันรู้สึกเอง เนี่ย "สติอัตโนมัติ"

แล้วพอใจเราไหลไป เคลื่อนไป ไหลไปคิด สติก็รู้ทัน

"สมาธิอัตโนมัติ" ก็จะเกิดขึ้นนะ

ไม่ได้เจตนาให้จิตมีสมาธิ แต่สมาธิเกิดเอง

ทำไมสมาธิเกิดเอง ? เพราะจิตไม่ฟุ้งซ่าน

 

ทำไมจิตไม่ฟุ้งซ่าน ? เพราะมีสติรู้ทันความฟุ้งซ่านของจิต อย่าง จิตหนีไปคิดนี่ จิตฟุ้งซ่าน

เรารู้ทันว่าจิตหนีไปคิด สมาธิจะเกิดเองนะ นี่ "จิตรู้" จะเกิดขึ้นแทนที่ "จิตคิด" จิตคิด ดับไป

เกิดจิตรู้ขึ้นแทน 

ต้องฝึกจนเป็นสมาธิอัตโนมัติ หมายถึงจิตตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวโดยไม่รักษา

ถ้ายังต้องรักษา (จิต) อยู่ ยังแข็งๆ เครียดๆ อยู่อย่างนี้ใช้ไม่ได้

งั้นเราฝึกนะ ให้ได้สติอัตโนมัติ ให้ได้สมาธิอัตโนมัติ

แล้วก็ดูรูปนามกายใจเขาทำงานไป

ต่อไปมันจะเริ่มเห็นว่าร่างกายไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา

จิตใจไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา

เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนมันรู้แจ้งแก่ใจว่า

ร่างกายนี้ใจนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์อนัตตา ฝึกเรื่อยๆ..

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

วัดสวนสันติธรรม

๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๑

ไฟล์เสียงธรรม 610623B แผ่นที่ ๗๗

ดาวน์โหลดได้ที่ www.dhamma.com

Dhamma together:จิตที่รู้สึกตัว ต้องมีสติ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...


เวลาเรารู้สึกตัว จิตเรามีธรรมะที่ดีๆ หลายอย่าง

เวลาเรารู้ตัวอยู่ คือจิตเรามีสมาธิ แล้วเวลาอะไรเกิดขึ้น

ในกาย ในใจ สติรู้ โดยเราไม่เจตนาจะรู้

อันนั้นเรามีสติที่ดีแล้วบางที ก็เกิดปัญญาเข้าใจความจริง

ว่าสิ่งที่เกิดนั้น เกิดแล้วดับ ไม่มีอะไรคงทนถาวร

อันนี้รู้สึกตัวอยู่ด้วย แล้วมีปัญญาอยู่ด้วย

ฉะนั้น คำว่ารู้สึกตัวคำเดียว ครอบคลุมธรรมะที่ดีๆ

จำนวนมาก ในขณะที่รู้สึกตัวอยู่ เรามีความเพียรอยู่

ในขณะที่รู้สึกตัวอยู่ เรามีสติอยู่

ในขณะที่รู้สึกตัวอยู่ เรามีสมาธิอยู่ แล้วบางทีก็มีปัญญา


ความรู้สึกตัวกับสตินั้นเกี่ยวเนื่องกัน จิตที่รู้สึกตัว ต้องมีสติ

แต่จิตที่มีสติ บางทีไม่รู้สึกตัวก็มี อย่างเวลาเรามีสติในการทำงาน

ตอนมีสติจดจ่อกับการทำงาน เราไม่ได้รู้สึกตัว จุดสำคัญ พยายามรู้สึกตัวเรื่อยๆ

แล้วมีอะไรเกิดขึ้นในกาย คอยรู้

มีอะไรเกิดขึ้นในใจ คอยรู้

อย่างนี้เรียกว่ามีสติอยู่ มีสมาธิ มีใจอยู่กับตัวเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ไฟล์ 610512B แผ่นที่ ๗๖

Select your language