INDHAMMA:ชีวิตเป็นการประชุมเข้าของส่วนประกอบต่างๆ หน่วยรวมของส่วนประกอบเหล่านี้ก็..ไม่ใช่“ตัวตน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

. ในพระไตรปิฎก “วชิราสูตร” วชิราภิกษุณี กล่าวกับมารผู้มีบาปว่า... . 

“มารเอ๋ย ทิฏฐิของเจ้าเชื่อว่าอะไรเป็นสัตว์ กองแห่งสังขารล้วนๆนี้ บัณฑิตจะเรียกว่า “สัตว์” ไม่ได้เลย . 

เมื่อ “ขันธ์” ทั้งหลายมีอยู่ การสมมติว่า “สัตว์” ก็มีได้ 

เหมือนคำว่า “รถ” มีได้ เพราะประกอบ “ส่วนต่างๆ” เข้าด้วยกัน . 

อนึ่ง ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้น ดำรงอยู่และแปรผันไป 

นอกจากทุกข์ ไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรอื่นดับไป." 

. วชิราสูตร พระไตรปิฎกภาษาไทย สงฺ. ส. ๑๕/๑๗๑/๒๒๘ 

“ พุทธธรรมมองเห็นสิ่งทั้งหลาย 

ในรูปของส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกันเข้า 

“ตัวตนแท้ๆ” ของสิ่งทั้งหลายไม่มี 

เมื่อแยกส่วนต่างๆที่มาประกอบกันเข้านั้นออกไปให้หมด 

ก็จะไม่พบ “ตัวตน” ของสิ่งนั้นเหลืออยู่ …. ตัวอย่างง่ายๆ 

ที่ยกขึ้นอ้างกันบ่อยๆ คือ “รถ” เมื่อนำส่วนประกอบต่างๆ

มาประกอบเข้าด้วยกันตามแบบที่กำหนด 

ก็บัญญัติเรียกกันว่า “รถ” 

แต่ถ้าแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน 

ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้

มีแต่ส่วนประกอบทั้งหลาย ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆกันจำเพาะแต่ละอย่างอยู่แล้ว คือ “ตัวตน”ของรถ 

มิได้มีอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบเหล่านั้น มีแต่เพียงคำบัญญัติว่า “รถ” 

สำหรับสภาพที่มารวมตัวกันเข้าของส่วนประกอบเหล่านั้น . แม้ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆนั้นเอง 

ก็ปรากฏขึ้นโดยการรวมกันเข้าของส่วนประกอบย่อยๆต่อๆไปอีก และหาตัวตนที่แท้ไม่พบเช่นเดียวกัน 

เมื่อจะพูดว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่ ก็ต้องเข้าใจในความหมายว่า มีอยู่ในภาวะของส่วนประกอบต่างๆ 

ที่มาประชุมเข้าด้วยกัน . …. เมื่อมองเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายในรูปของการประชุมส่วนประกอบเช่นนี้ 

พุทธธรรมจึงต้องแสดงต่อไปว่า ส่วนประกอบต่างๆเหล่านั้นเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง 

อย่างน้อยก็พอเป็นตัวอย่าง และโดยที่พุทธธรรมมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเรื่อง“ชีวิต” 

โดยเฉพาะในด้านจิตใจ การแสดงส่วนประกอบต่างๆ จึงต้องครอบคลุมทั้งวัตถุและจิตใจ 

หรือ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม และแยกแยะเป็นพิเศษในด้านจิตใจ…. . …. 

ตามปกติ มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะยึดถืออยู่เสมอว่า “ตัวตนที่แท้”ของตนมีอยู่ในรูปใดรูปหนึ่ง 

บ้างก็ยึดเอาจิตเป็นตัวตน บ้างก็ยึดว่ามีสิ่งที่เป็นตัวตนอยู่ต่างหากแฝงซ้อนอยู่ในจิตนั้น 

ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นตัวการที่คอยควบคุมบังคับบัญชากายและใจนั้นอีกชั้นหนึ่ง . …. 

การแสดง “ขันธ์ ๕” นี้มุ่งให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “สัตว์” “บุคคล” “ตัวตน” เป็นต้นนั้น 

เมื่อแยกออกไปแล้วก็จะพบแต่ส่วนประกอบ ๕ ส่วนเหล่านี้เท่านั้น 

ไม่มีสิ่งอื่นเหลืออยู่ที่จะมาเป็น “ตัวตน” 

ต่างหากได้ และแม้ขันธ์ ๕ เหล่านั้นแต่ละอย่าง ก็มีอยู่เพียงในรูปที่สัมพันธ์อิงอาศัยกัน ไม่เป็นอิสระ 

ไม่มีโดยตัวของมันเอง ดังนั้น ขันธ์ ๕ แต่ละอย่างนั้นก็ไม่ใช่ตัวตนอีกเช่นกัน . …. รวมความว่า 

หลัก “ ขันธ์ ๕” แสดงถึงความเป็น “อนัตตา” ให้เห็นว่า..ชีวิตเป็นการประชุมเข้าของส่วนประกอบต่างๆ 

หน่วยรวมของส่วนประกอบเหล่านี้ก็..ไม่ใช่“ตัวตน” ส่วนประกอบแต่ละอย่างนั้นเองก็ไม่ใช่ตัวตน 

และสิ่งที่เป็นตัวตนอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบเหล่านี้ก็ไม่มี เมื่อมองเห็นเช่นนั้นแล้ว 

ก็จะถอนความยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง “ตัวตน” ได้.” . 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับเดิม” หน้า ๑๙,๒๔

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:ความจำดีขึ้น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

อาการของการลืมนั้น คือ จำไม่ได้

ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่เกิดในวันนั้น เวลานั้น

เกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมาก คนที่มีความจำสั้น คนที่ไม่เคย

ทบทวน คนเหล่านี้ มักจะบอกตัวเองว่า ความจำแย่

และมักพูดกับ คนอื่นว่า ขี้หลงขี้ลืม เรื่องนั้นเรื่องนี้

(คนทั่วไปก้ออาจจะเป็นในบางครั้งบางคราวด้วย)  

ซึ่งสิ่งที่ควรทำ คือ เลิกพูดกับตัวเองถึงความขี้หลงขี้ลืม

ของตนเองและเลิกเล่าให้คนอื่นฟัง สิ่งที่ควรทำ คือ

ต้องคิด ต้องพูดกับตัวเอง คือ

ความจำของเรากำลังดีขึ้นๆ....

 

พระเมธีวชิโรดม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายหน 

#ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 

#จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง  #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด 

#ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ปล่อยวาง...เป็นเรื่องภายในใจ...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

คำสอนทั้งปวงในพุทธศาสนา 

ถึงที่สุดแล้วมุ่งไปสู่การปล่อยวาง

เพราะปล่อยวางได้เมื่อไร ก็หมดทุกข์เมื่อนั้น อย่างไรก็ตาม

เมื่อพูดถึงการปล่อยวาง คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจไปว่า

หมายถึง อยู่เฉย ๆ งอมืองอเท้า นี่เป็นความเข้าใจผิด

ปล่อยวางแบบพุทธหมายถึง ปล่อยวางที่ใจ

ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา

หรือยึดมั่นให้มันเป็นไปตามใจเราก็จริง

แต่ก็ต้องดูแลเอาใจใส่ด้วยความรับผิดชอบ เช่น

ร่างกายนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จึงควรปล่อยวาง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องดูแล

ร่างกายไม่ใช่ของเราก็จริง แต่เราต้องดูแลเอาใจใส่ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยเราในการทำความดี

เหมือนกับเรือที่จะพาเราข้ามฟาก เราก็ต้องดูแลเอาใจใส่ ถ้ารั่วก็ต้องอุด ถ้าเสียก็ต้องรู้จักซ่อมแซม

เรารู้อยู่ว่าเมื่อถึงฝั่งแล้วเราจะไม่แบกเอาเรือไปด้วย แต่ในขณะที่ยังไม่ถึงฝั่งเราก็ต้องดูแล

คอยซ่อมแซมเพื่อนำเราไปถึงจุดหมายให้ได้ เรามีหน้าที่ต้องซ่อมแซมดูแลเรือ

ไม่ใช่ว่าเมื่อไม่ใช่เรือของเราก็เลยปล่อยวางไม่สนใจ ถ้าเช่นนั้นเราจะถึงจุดหมายได้อย่างไร

พระไพศาล วิสาโล 

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ทุกข์กับสมุทัย ที่มีอยู่ในใจของเรา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

กองทุกข์ ความแปลกประหลาด พร้อมกับความอัศจรรย์เกินคาดทั้งหลาย ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน 

แสดงขึ้นที่ใจดวงเดียว ซึ่งเป็นที่เกิดและสถิตอยู่แห่งธรรม กิเลสทั้งหลายนี้เท่านั้น 

และมีทุกข์กับสมุทัย ที่มีอยู่ในใจของเรา ของท่านแต่ละรายนี้เท่านั้น เป็นสิ่งที่มีอำนาจมากเหนือสิ่งใดๆ 

ในโลกทั้งสาม 

ที่สามารถปิดกั้นทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพาน

ได้อย่างมิดชิด 

แม้เครื่องมือทำการขุดค้นบุกเบิกทุกข์สมุทัย 

เพื่อมรรคผลนิพพานให้ปรากฏขึ้นอย่างเปิดเผย 

ก็ไม่มีอะไรในสามโลกที่สามารถยิ่งไปกว่า 

นิโรธ กับ มรรค ซึ่งมีอยู่ในใจดวงเดียวกันนี้

เรื่องมีอยู่เพียงเท่านี้ อย่าไปสนใจคิดถึงกาลสถานที่หรือบุคคลใดๆ

นั่นเป็นคนทำให้เสียเวลาและล่าช้าไปเปล่า โดยไม่เกิดประโยชน์อะไร ยิ่งกว่าการคิดเรื่องกิเลสกับธรรม

หลวงปู่ขาว อนาลโย

หนังสืออริยสงฆ์แห่งแผ่นดี ชุดที่ ๑

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA: ความสุขในความดีของคนอื่น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

พระพุทธองค์สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างบัณฑิตกับพาล

ในหลายกรณีเรื่องการพูด 

ท่านว่าพาลชอบพูดเรื่องที่ไม่ดีของคนอื่น แม้ไม่มีคนถาม 

เขาจะพูดก่อน แล้วพูดอย่างละเอียดด้วย ไม่มีเบื่อ 

ไม่มีสรุป ไม่มีสังเขป พูดทั้งหมดเลย 

และอาจจะเกินความจริงด้วยซ้ำไป 

สิ่งที่ดีของคนอื่นไม่อยากพูดถึง ถ้าไม่มีใครถามจะไม่บอก 

ถึงจะรู้ก็ไม่อยากให้เขาทราบถึงความดีของคนอื่น 

แต่ถ้ามีใครปรารภหรือใครถาม ก็จะตอบอย่างสั้นที่สุด 

แต่เรื่องตัวเองจะตรงกันข้าม

ความไม่ดีของตัวเองไม่อยากให้ใครทราบ ถ้ามีใครถามหรือว่าจำเป็นต้องพูดจะพูดให้สั้นที่สุด 

แล้วจะมีข้ออ้างมากมายด้วย แต่ถ้าจะพูดถึงความดีของตนจะเทศน์ได้ทั้งคืนทั้งวัน... 

“ตอนเริ่มต้นฉันก็ไม่มีอะไรนะ ฉันก็สร้างตัวเองด้วยความขยันหมั่นเพียรของตัวเอง”...อะไรอย่างนี้...

พูดเรื่องความดีของตัวเองนี่สนุก แต่สนุกคนเดียว คนอื่นเขาไม่ค่อยสนุกหรอก นี่คือลักษณะของพาล 

ส่วนนักปราชญ์จะตรงกันข้ามทุกข้อ ปราชญ์ไม่อยากจะพูดถึงความไม่ดีของคนอื่น พยายามจะไม่พูด 

แต่ถ้าการไม่พูดนั้นจะมีผลกระทบต่อสถาบันหรือต่อส่วนรวม บางทีต้องพูดเหมือนกัน 

แต่จะพูดอย่างสั้นที่สุด ไม่พูดชวนให้เกิดความโกรธจากอคติและอาจจะพยายามมองที่เหตุปัจจัยที่ทำให้เขา

ทำอย่างนั้น ปราชญ์ชอบที่จะพูดถึงความดีของคนอื่น... 

“นี่สังเกตไหม นั้นเขาน่ารักนะ เขาดีอย่างนั้นดีอย่างนี้”

...ใจเขาเองก็เป็นกุศล แล้วคนอื่นๆก็ค่อยชื่นใจด้วย... 

“ใช่ไม่ได้สังเกตมาก่อน...ใช่” 

...ก็เลยมีความสุขในความดีของคนอื่นและชอบเปิดเผยชอบประกาศให้คนอื่นได้ทราบด้วย 

ส่วนความไม่ดีของตัวเองยินดีจะเปิดเผยโดยที่คนอื่นยังไม่ถาม ก็พูดได้เลย 

เราจะเห็นครูบาอาจารย์ ไม่ว่าหลวงพ่อชา ไม่ว่าท่านอาจารย์สุเมโธ ท่านเล่าถึงสมมัยที่ท่านบวชใหม่ๆ

ท่านมักจะเล่าถึงกิเลสของท่าน เราก็เคยอ่านเคยฟังท่านพูด ท่านจะพูดอย่างตลก 

วันหนึ่งท่านอาจารย์สุเมโธเล่าว่า ท่านโกรธพระองค์หนึ่งมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร 

ท่านก็เดินเข้าป่าแล้วเลือกต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วก็ตูม! ชกต้นไม้ในป่า ไม่กล้าชกพระ 

เรื่องทำนองนี้ท่านจะเล่าโดยไม่ปิดบัง เราก็ขำด้วย ได้กำลังใจด้วย เพราะเราเห็นว่าตอนท่านเริ่มต้น

การปฏิบัตินั้นท่านก็มีปัญหามากเหมือนกัน ที่ท่านเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเป็นตั้งแต่เกิด 

ท่านเป็นด้วยการฝึกอบรม หลวงพ่อชาก็เหมือนกัน ท่านไม่เคยคิดที่จะปิดบังเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าท่านบริสุทธิ์

และน่าเลื่อมใสทุกอย่าง ท่านยินดีเปิดเผยกิเลสของท่านเพื่อประโยชน์ผู้อื่น 

ส่วนความดีของท่านๆ จะพูดถึงน้อยมาก ไม่อยากจะพูด ฉะนั้นให้เรามีความจริงใจ 

สำคัญอยู่ที่เจตนาของเรา 

ถ้าเราเห็นว่าการเปิดเผยข้อบกพร่องของเราเป็นสิ่งที่สมควร 

จะเป็นคติธรรมหรือเป็นการให้กำลังใจคนอื่น เราก็พูด ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับคนอื่น 

พูดแล้วไม่ได้ประโยชน์ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องไป 

จากหนังสือ คลายปม ชยสาโร ภิกขุ หน้าที่ ๕๓-๕๖

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:ธรรมะสูงสูดของมนุษย์เรา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

งานคือธรรมะสูงสูดของมนุษย์เรา 

#ท่านทำงานสนุกก็เป็นสุขในการงาน 

เป็นสุขในการงานแล้ว 

มันก็ไม่ต้องไปจ่ายเงินหาความสุขที่ไหนอีก . 

มันก็มีผลงานเหลืออยู่มาก 

เขากินผลงานนั้นแต่พอดี 

เก็บผลงานนั้นไว้แต่พอดี 

มันก็มีเหลือสำหรับจะช่วยผู้อื่นอยู่นั่นเอง. .


#พุทธทาสภิกขุ

#สิ่งที่ดีที่สุดที่ชาวพุทธควรจะได้รับ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:กรรมฐานที่ทำให้เกิดปัญญา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

"..วิปัสสนากรรมฐานเป็นกรรมฐานที่ทำให้เกิดปัญญา

มันไม่มาก มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้ว่าไปเถอะ

เขี่ยมันออกไปเสีย เรื่องมันไม่เที่ยง

อะไรเกิดขึ้นมาก็สอบอารมณ์เจ้าของ

ดีนี่ก็ไม่แน่ ชั่วนี้ก็ไม่แน่นะ

ได้มานี่ก็ไม่แน่นะ เสียไปนี่ก็ไม่แน่นะ เขี่ยไปเขี่ยมาอย่างนี้

สักวันหนึ่งมันจะเกิดความแน่ขึ้นมา

นี่แหละทำให้ปัญญาเกิดแหละ..."

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ที่มา ทางให้เกิดปัญญา

ประโยชน์ของการฝึกวิปัสสนา:

ฝึกใจให้สงบ - ช่วยลดความฟุ้งซ่านและความเครียด

เกิดปัญญา - เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง และรู้จักปล่อยวาง

รับมือกับทุกสถานการณ์ - ไม่ยึดติดกับเรื่องดีหรือเรื่องร้าย

สรุป:วิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่แค่การนั่งสมาธิ แต่เป็นการฝึกใจให้เห็นความจริงของชีวิต 

เมื่อเราปล่อยวางได้ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเอง และเราจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบและเป็นสุขมากขึ้น

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ภาษาเพลง...ภาษาธรรม...สอนให้สงสารตัวเองบ้าง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 

ฟ้ามี่มืดมน ยังติดตาใช่ไหม วันที่เสียใจ เธอก็ยังฝังจำNต้องอีกนานเท่าไร เธอจะหายเจ็บช้ำ เธอช้ำ ฉันช้ำยิ่งกว่าเธอ

อย่าไปแค้นเคือง คนที่ใจร้ายร้าย โลกยังหมุนไป ร้ายดีต้องมีให้เจอ ลืมเถอะลืมเสียที คนที่ทำกับเธอ ห่วงเธอ ที่เธอเปน็แบบนี้

* ที่ผ่านมานั้น น้ำตาอุ่นๆ มันทำเธอหนาวใจมากี่ครั้ง พอนะพอคนดี สงสารตัวเองบ้าง อย่างน้อยก็เห็นแก่ฉันที่รักเธอ

อยู่ตรงนี้มีเรา มีแค่เธอและฉัน และในทุกวัน ฉันมีชีวิตเพื่อเธอ วันที่มันร้ายแรง อย่าใส่ใจพร่ำเพ้อ รู้ไหม ฉันรักเธอก็พอ (*)  

ให้ความรักนำทางเธอไป ให้เธอเป็นสุขใจเสมอ เอารักที่ดีๆ รักษาใจเธอ วันวานทำร้ายเธอมาพอแล้ว

เอารักที่ดีๆ รักษาใจเธอ จะไม่ทำร้ายเธอเหมือนใครทำ...

ถ้าสงสารตัวเอง....เราแก้ได้ด้วยการแผ่เมตตา...

ด้วยการทำดีกับตัวเอง ไม่ใช่แค่นึกเอา

ขอให้ตั้งจิตว่า ต่อไปนี้ฉันละเลิกซ้ำเติมตัวเอง

ฉันจะทำสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง 

เช่น เข้าวัด ฟังธรรม

ทำสิ่งดีงาม ฉันจะปล่อยวาง

ฉันจะไม่แบกโลกเอาไว้อีกแล้วนะ

ถ้าเราสงสารตัวเราเอง ก็ขอให้รู้ว่าเรากำลังซ้ำเติมตัวเอง

เราบอบช้ำมากมากพอแล้ว อย่าซ้ำเติมตัวเองอีกเลย


พระไพศาล วิสาโล

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม   

INDHAMMA:อานุภาพของการสวดมนต์

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 




การสวดมนต์ไหว้พระนั้น 

ถึงแม้ว่าเราจะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ตาม 

พวกเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขามีหูทิพย์ตาทิพย์ 

เขาก็จะได้ยินเสียงที่เราสวดมนต์ไหว้พระ

ด้วยพระสูตรต่างๆ เมื่อเขาได้ยิน 

เขาก็จะเกิดความปีติยินดีในการสวดมนต์ไหว้พระกับเรา 

เขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย 

ถ้าจิตเราสงบลงไปบ้างสักเล็กน้อย เราก็จะได้ยินเสียงที่เขามาอนุโมทนากับเรา 

เสียงที่เขาเปล่งสาธุการนั้นมันดังปานฟ้าสิถล่มทลายลงมาทับดิน


"หลวงปู่ ได้เล่าเรื่องที่ท่านเที่ยววิเวกในเมืองพม่า ดังนี้" ครั้งหนึ่ง เราพักจำพรรษาที่บ้านยางแดง 

ประเทศพม่า วัด ที่เราอยู่นั้นมันมีศาลาอยู่เพียงหลังเดียว และศาลานี้ก็มีเสาอยู่ตรงกลางต้นเดียว 

เราให้เขากั้นห้องเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งเราเอาไว้พัก อีกห้องหนึ่งเราก็เอาไว้นอน ตรงกลางศาลา 

จะมีแท่นบูชาพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอยู่หนึ่งองค์ สูงประมาณศอกหนึ่ง 

พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากไม้สัก ในแต่ละวันเราก็อาศัยสวดมนต์ไหว้พระอยู่หน้าพระประธานองค์นี้แหละ

คืนนั้น เรากำลังไหว้พระสวดมนต์อยู่ดีๆ พอสวดบทธัมมะจักกัปปะวัตตนะสูตร ถึงท่อนที่ว่า 

จาตุมมหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯจาตุมมหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา ฯ.

ช่วง ท่อนที่กำลังไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่างๆอยู่นั้น ปรากฏมีเสียงดังสะท้านไปทั่ว

เป็นเสียงที่ดังกระหึ่มลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังกระหึ่มนั้นทำให้ศาลาที่เรานั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่นั้น

เกิดการสั่น ไหวขึ้นมา เสียงศาลามันลั่นเอี๊ยดอ๊าดๆ โยกไหวไปมาเหมือนกับว่าแผ่นดินมันไหว 

เราก็เลยหยุดสวดมนต์เอาไว้ก่อน มานั่งฟังเสียงดูว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่ 

เรามานั่งรำลึกในใจของเราว่า.. "โฮ้ๆ ! เกิดอีหยังขึ้นหนอที่นี่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวปานนี้ 

มันสิเฮ็ดให้ศาลามันพังลงมาซะบ่น้อ ! " 

เราจึงดับไฟเทียนที่หน้าพระประธาน นั่งฟังเสียงดังกระหึ่มนี้อย่างเดียว 

พอเรามานั่งฟัง เสียงดังๆนั้นมันก็เงียบหายไป " บ่มีอีหยังอีก... "

เมื่อเสียงดังนั้นหายไปแล้ว หลวงปู่ท่านก็สวดมนต์ต่ออีก ท่านเล่าดังนี้ " ..เราก็เลยสวดมนต์ต่อ 

พอสวดถึงท่อนไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่างๆนั้น เสียงดังกระหึ่มมันก็กลับมาอีกรอบ 

เราบ่นออกเสียงว่า ฮ่วย ! มันเป็นอีหยังอีกน้อบาดนี่ ! พอว่าจังซั่นล่ะ ขนคี่ง ( ขนตามตัว ตามแขนขา ) 

ขนหัว กะพากันลุกยาบๆ เอามือลูบไว้กะบ่อยู่ ฮ่วย ! ฮ่วย ! อีหยังกันน้อบาดนี่ แผ่นดินมันไหวบ้อน๊อ ? " 

เรานั่งฟัง เสียงนั้นอยู่อีกนานพอสมควร เสียงนั้นจึงเงียบลงไป เราก็เลยสวดมนต์ต่อไปจนจบครบสูตร 

ระหว่างที่สวดนั้น ก็ไม่ปรากฏมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีก สวดมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว 

เราก็กลับเข้าไปที่ในห้องพักเพื่อที่จะนั่งภาวนาต่อ ตอนที่มานั่งภาวนานี้แหละ ถึงได้มารู้ว่า 

เสียงที่มันดังกระหึ่มปานฟ้าจะถล่มลงมาทับดินนั้น 

มันคือเสียงอนุโมทนาสาธุการของเทพเจ้าเหล่าเทวดา พวกเขาได้ยินเสียงเราสวดมนต์ไหว้พระ 

พอพวกเขาได้ยินแล้ว ก็เกิดความปีติยินดีขึ้นมา จึงพากันเปล่งเสียงอนุโมทนาสาธุการกัน 

เสียงอนุโมทนาของพวกเทพเจ้าเหล่าเทวดามีอานุภาพมาก จนทำให้แผ่นดินเฉพาะตรงที่เราอยู่นั้น 

เกิดการสั่นไหวขึ้นมาชั่วขณะ เทวดาเขามาแสดงปาฏิหาริย์ให้เรารับรู้..."

หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม

*******************************************
ขออนุโมทนาบุญท่านผู้มีส่วนเผยแผ่โอวาทธรรมและภาพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ 

ขอจงเจริญรุ่งเรืองในธรรมพบสุขอันเกษม สาธุ นิพพานะปัจจะโยโหตุ..

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อานุภาพของการสวดมนต์

#หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม





INDHAMMA: ๔ เหตุผลที่คนไม่ปฏิบัติธรรม...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

 ๔ เหตุที่คนไม่ปฏิบัติธรรม

๑. มองไม่เห็นว่าสำคัญหรือจำเป็น

๒. ยอมรับว่าสำคัญ แต่ถือว่าตัวเองทำไม่ได้

๓. ยอมรับว่าสำคัญ แต่อ้างว่ายังไม่มีเวลา

๔. ยอมรับว่าสำคัญ 

แต่ทนการดึงดูดของกิเลสไม่ได้

สำหรับกลุ่มแรก มีคำถามสองข้อว่าชอบเป็นทุกข์หรือไม่ ข้อที่สองพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

คนเราทุกข์เพราะกิเลส ที่พระองค์สอนเช่นนี้จริงหรือไม่ ถ้าคนในกลุ่มนี้ตอบว่าไม่ชอบเป็นทุกข์

และเชื่อว่าที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นจริง ถ้าอย่างนั้นการปฏิบัติเพื่อชำระกิเลสจะไม่สำคัญหรือ

ไม่จำเป็นได้อย่างไร

สำหรับกลุ่มที่สอง ก็มีคำถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าทำไม่ได้ ถ้าไม่เคยปฏิบัติ เพราะแม้แต่ผู้มีบารมีสูงก็

มักจะต้องผ่านความยากลำบากในเบื้องต้น ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนามีการบันทึกการปฏิบัติ

ธรรมจนได้ผลของผู้ที่เคยทำบาปกรรมไว้มากมาย และผู้ที่เริ่มต้นที่มีกิเลสหนา ดังนั้นเราจะมั่นใจ

ได้อย่างไรว่าตัวเองเลวกว่าท่านเหล่านั้น ปฏิบัติธรรมจนได้ผลของผู้ที่เคยทำบาปกรรมไว้มากมาย

และผู้ที่เริ่มต้นที่มีกิเลสหนา ดังนั้นเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวเองเลวกว่าท่านเหล่านั้น

สำหรับกลุ่มที่สาม ก็ควรจะพิจารณาว่าความตายกระชากเราไปได้ทุกวันเวลา

เรารู้ได้อย่างไรว่าเรายังมีเวลาพอที่จะผลัดวันประกันพรุ่งต่อไปอีกได้ การเกิดเป็นมนุษย์ในประเทศ

อันสมควรเช่นเมืองไทยเป็นเรื่องยากมาก การฉวยโอกาสปฏิบัติธรรมตั้งแต่ตอนนี้จะไม่ฉลาดกว่าหรือ

สำหรับกลุ่มที่สี่ ต้องพิจารณาว่าควรจะให้ห่างจากสิ่งแวดล้อมหรือบุคคลที่ส่งเสริมหรือกระตุ้นกิเลส

ของเราหรือไม่ ถ้าเป็นได้ควรหาโอกาสปลีกตัวเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม หรือไปพักที่วัดป่า 

หรือออกบวชชั่วคราว เพื่อเป็นการตั้งต้นใหม่

ชยสาโรภิกขุ

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

INDHAMMA:ถ้าต้องการจะยกระดับจิต ก็ต้องบังคับตน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การปฏิบัติเพื่อยกระดับจิตนี้ ต้องบังคับถึง

จะก้าวขึ้นไปได้ ถ้าอยู่อย่างสบายๆ 

จะติดอยู่กับสภาพเดิม เคยกินอยู่อย่างไร

ก็จะกินอยู่อย่างนั้น จะไม่ได้พัฒนา เพราะไม่เจริญสติ 

นั่งสมาธิ เดินจงกรม ถ้าต้องการจะยกระดับจิต

ก็ต้องบังคับตน ถ้าเป็นฆราวาสรักษาศีล ๕ รักษาศีล ๘

บังคับตนไม่ให้กินข้าวหลังเที่ยงวัน

ไปแล้ว ไม่ให้ดูหนังฟังเพลง โทรทัศน์ไม่ต้องดู 

วิทยุไม่ต้องฟัง เอาเวลานั้นมานั่งสมาธิ เดินจงกรม 

ฟังเทศน์ฟังธรรม จิตใจจะได้เจริญเติบโต


ถ้าเป็นต้นไม้ ถ้าไม่คอยใส่ปุ๋ยรดน้ำจะโตได้อย่างไร จิตใจก็จะเป็นอยู่เหมือนเดิมถ้าไม่ได้ปฏิบัติมากขึ้น 

ต้องดูว่าตอนนี้รักษาศีลได้กี่ข้อ ปฏิบัติธรรมวันละกี่ชั่วโมง ตัดกิเลสตัดรูปเสียงกลิ่นรสได้มากขึ้น

หรือยังเหมือนเดิม ถ้ายังดูหนังฟังเพลง ยังไปเที่ยว ยังทำอะไรเหมือนเดิมอยู่ ก็จะไม่ก้าวหน้า 

ต้องตัดเรื่องบันเทิงตัดความสุขทางกามารมณ์ให้น้อยลงไป 

แล้วก็เพิ่มการปฏิบัติธรรมเพื่อความสุขสงบของใจให้เพิ่มมากขึ้น ด้วยการเจริญสติ นั่งสมาธิ เดินจงกรม

 เจริญปัญญา ด้วยการพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าไม่บังคับตัวเราให้ปฏิบัติธรรม 

ปล่อยให้เป็นไปตามอารมณ์ ก็จะเป็นเหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ จะลอยไปตามกระแสน้ำ อยากจะนั่งก็นั่ง 

ไม่อยากจะนั่งก็ไม่นั่ง ก็จะขึ้นๆลงๆ อยู่ที่เดิม ถ้ากำหนดไว้ว่าจะนั่งสมาธิกี่ชั่วโมง เดินจงกรมกี่ชั่วโมง 

ลดเวลาดูทีวีลงไปกี่ชั่วโมง ลดการหาความสุขจากการดื่มการรับประทาน จิตใจก็จะก้าวหน้า 

ดื่มและรับประทานตามเวลา นอกเวลาจะดื่มแต่น้ำเปล่า ถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีรส 

ก็จะเป็นการส่งเสริมกิเลสตัณหา เป็นนิวรณ์คือกามฉันทะ เป็นอุปสรรคต่อการทำจิตใจให้สงบ 

ต้องศึกษาให้รู้ว่าอะไรส่งเสริมให้จิตใจก้าวหน้า อะไรถ่วงไม่ให้ก้าวหน้า ถ้าไม่รู้ก็จะปฏิบัติผิดๆถูกๆ 

จะไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร หรือไม่ก้าวหน้าเลย ถ้าไม่รู้ก็ต้องศึกษาจากผู้รู้ ฟังเทศน์ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ 

วิธีที่ท่านปฏิบัตินี้ เป็นตัวอย่างที่เราควรนำเอามาใช้ อาจจะต้องดัดแปลงบ้าง เพราะจริตไม่เหมือนกัน 

เช่นอาจจะไม่ถูกกับการอดอาหาร เวลาอดอาหารแทนที่จิตจะสงบกลับฟุ้งซ่าน 

เพราะสติไม่มีกำลังที่จะควบคุมความคิด ไม่ให้คิดถึงเรื่องอาหารได้ การอดอาหารก็จะไม่เกิดประโยชน์ 

หรืออาจจะไม่ถูกกับการถือ ๓ อิริยาบถคือเดินยืนนั่ง ไม่นอน พอไม่นอนก็จะสะลึมสะลือไม่มีกำลังปฏิบัติ 

ก็ต้องดูจริตว่าเหมาะกับอุบายใด นั่งมากหรือเดินมาก สถานที่แบบไหนถึงจะเหมาะ บางคนชอบในป่า 

บางคนชอบที่โล่ง ต้องพิจารณาความสัปปายะ ไม่เช่นนั้นแล้วจะปฏิบัติแบบลุ่มๆดอนๆ 

จะไม่ได้บรรลุผล ต้องรู้ว่าอะไรส่งเสริมเป็นสัปปายะ ต้องรู้ว่าอะไรไม่เป็นสัปปายะ 

แต่อย่าไปว่าไม่สัปปายะทุกอย่าง ไอ้นี่ก็ไม่สัปปายะ ไอ้นั้นก็ไม่สัปปายะ ถ้าจะสัปปายะก็ต้องอิ่มหมีพีมัน 

ต้องได้เที่ยวได้ดื่มได้กินตลอดเวลา ถ้าอย่างนี้ก็จะปฏิบัติธรรมไม่ได้ หวังได้อย่างมากก็แค่สวรรค์ 

ทำบุญให้ทานรักษาศีลไป ส่วนเรื่องสมาธิเรื่องปัญญานี้ให้เป็นเรื่องของคนอื่นไป 

เรายังพอใจกับการเวียนว่ายตายเกิด กับการเป็นมนุษย์เป็นเทพ 

จุลธรรมนำใจ ๒๓,กัณฑ์ที่ ๔๑๘ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน 

#ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง 

#ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม



INDHAMMA:ความรู้เรื่องชีวิตโดยแท้จริง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เราถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง 

จัดเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ๆ ความรู้เรื่องชีวิตโดยแท้จริง 

ก็คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นตัวเรื่องพุทธศาสนา 

ถ้าเรียกเป็นภาษาฝรั่ง เค้าเรียกว่า Dependent origination

Dependent แปลว่า อาศัยกันๆ 

Origination แปลว่า ปรุงกันขึ้นมา 

อาศัยกันแล้วปรุงขึ้นมานี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท 

 

อาศัยตากับรูปเกิดจักษุวิญญาณ จักษุวิญญาณปรุงผัสสะ ผัสสะปรุงเวทนา เวทนาปรุงตัณหา 

ตัณหาปรุงอุปาทาน ไม่มีอะไรเป็นตัวเอง มีแต่ปรุงและถูกปรุง 

ถูกปรุงแล้วก็ปรุงต่อไปนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีชื่อเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ก็มี 

มีชื่อเรียกว่า ตถตา มันเป็นเช่นนี้ เองก็มี 

มีชื่อเรียกว่า อนัญญถตา มันไม่เป็นอย่างอื่นไปจากนี้ได้ก็มี 

อวิตถตา มันไม่ผิดไปจากการเป็นอย่างนี้ได้ก็มี 

เป็นธัมมนิยามตา เป็นกฎตายตัวของธรรมดา 

เป็นธัมมัฏฐิถตา เป็นการตั้งอยู่โดยธรรมดา 

แต่มันมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เรื่องที่ว่าให้ฟังเป็นปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นตัวพุทธศาสนา 

อยากจะบอกให้ทราบว่า ที่คนในโลกไม่กล้าพูด เพราะมันไม่รู้พระพุทธศาสนา ก็เพราะมันไม่สนใจเรื่องนี้ 

ในเมืองไทยนี้แหละ เขายังถือเป็นหลักกันว่า เรื่องนี้อย่าเอามาสอนๆ เรื่องปฏิจจสมุปบาทยังไกลเกินไป 

ยังลึกเกินไป คนไม่เข้าใจ อย่าเอามาสอนกระมัง ดังนั้นคุณจึงไม่ค่อยได้ยิน 

แต่มันขัดกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า นี้มันเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษา ดังนั้นจึงเป็นโชคที่ยังไม่ดี 

ในเมืองไทยก็ดี ต่างประเทศก็ดี พวกที่เป็นพุทธศาสนา มันไม่ได้ตั้งต้นด้วยเรื่องนี้ 

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม





INDHAMMA:ภาษาเพลง...ภาษาธรรม...กับที่สุดในคำที่ดีที่สุด...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การพูดความจริงนั้น ใช้ปิยวาจาก็ได้

ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดที่แข็งกร้าว ในเมื่อจะพูด

ก็ควรหวังให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และหาก

หวังให้อีกฝ่ายเข้าใจถูกต้องว่าเราต้องการ

บอกอะไรแก่เขา ก็ควรคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิด

ของเขาด้วย วิธีการพูดรวมทั้งการตั้งจิต

ให้ถูกต้องระหว่างพูดจึงมีความสำคัญ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การพูดที่ดีนั้น นอกจากพูดความจริงแล้ว

ควรเป็นประโยชน์

ถูกเวลา

ใช้ปิยวาจา

มีเมตตากรุณา

หาไม่แล้วจะเกิดโทษทั้งต่อผู้พูดและผู้ฟัง การพูดอ่อนหวาน แต่ไม่เป็นความจริง ย่อมไม่ดีแน่

แต่การพูดจาอ่อนหวานที่ดีก็มี โดยเฉพาะการพูดที่มีคุณสมบัติทั้ง ๕ ประการดังที่กล่าวมา

พระไพศาล วิสาโล

ทิ้งท้ายกับที่สุดในคำที่ดีที่สุด...ที่เกิดขึ้นกับใจคน 

คือช่วงเวลาที่ใครบางคนพาคำว่ารัก เข้าในหัวใจ...

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ธรรมต้องเอาของจริงมาพูด แต่กิเลสเอาของหลอกมาพูด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ร่างกายของเรา...อะไรคือความสุข อยู่ดี มีสุข กินข้าวอร่อย 

นอนหลับ มีเงินใช้ มีเพื่อนฝูง ได้ฟังรำทำเพลง อีกสักวันหนึ่ง 

ถึงเราจะพอใจใจสิ่งเหล่านั้น แต่ร่างกายของเรา มันจะต้องแก่ 

แล้วก็เจ็บ แต่พวกเราไม่ได้มองเห็น ว่าความเจ็บของร่างกายนี่คืออะไร 

หลักของพุทธศาสนาท่านว่า ความเจ็บมันมีทุกอิริยาบถ 

เพียงแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง เพราะมันเคยชิน 

เกิดขึ้นมาแล้วก็หายใจเข้าออก นี่ล่ะ เกิดเวทนาแล้ว 

ถ้าปิดจมูกเข้าไปก็นั่นล่ะ รู้สึกแล้วว่างั่นเถอะ 

ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ทั้งนั้น 

ถึงจะมีความสุขขนาดไหน ผลที่สุดก็แก่ เดี๋ยวก็ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว หลังค่อม

แต่เรามองไม่เห็นเพราะว่าเรามองออกไปแต่ข้างนอก ไม่ได้มองดูตัวของเรา มันหลง 

สรุปนั้นล่ะคือความหลงมาถึงจุดตายนี้ล่ะทีนี่... ข้าก็ไม่เคยคิดไว้ก่อนว่าจะมาจุดนี้

ผลที่สุดหายใจไม่ออก ชักดิ้นชักงอใจขาด หมดไปภพหนึ่งชาติหนึ่ง ชาติหน้าเกิดมาอีกหลงอีก 

หลงอย่างชาติที่แล้วนี่ล่ะแต่ในใจมันก็ยังหาความสุขอีกเหมือนกัน

สรุปแล้วก็คือ ความสุข หรือ ทุกข์ตัวนี้ ถ้ามีความหลงอยู่ในใจ มันมองไม่เห็น

เพราะฉะนั้นมีแต่พระอริยเจ้า พระอรหันต์หรือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ชี้แนะ 

ชี้นำจุดนั้นมันทุกข์นะ มันไม่ใช่สุขนะ ต้องคิดดูให้ดีนะ ทบทวนดูให้ดีนะ

ถ้าเราไม่ทบทวนดูให้ดี เผลอๆยังมาด่าคนที่บอกอีกต่างหาก

ด่าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอีกต่างหากเพราะกิเลสมันไม่ยอมใครง่ายๆว่างั้นเถอะ

ตัวกิเลสมันเป็นลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพวกเราเป็นอย่างนั้นรึเปล่า ให้ถามตัวเองนะ

อันนี้หลวงพ่อมีแต่ว่าชี้แนะ ชี้นำ ชี้ให้ฟังว่า กิเลสกับธรรม

ธรรมต้องเอาของจริงมาพูด แต่กิเลสเอาของหลอกมาพูด

แต่โดยมากพวกเราชอบไปทางกิเลสของหลอก ของจริงนี้ไม่ค่อยชอบ

ให้พิจารณาไตร่ตรองเหตุและผล พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ท่านบอกเอาไว้นะ ให้ศึกษาสรุปแล้วโดย 

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก 

“เกิดมาทุกข์”

จากพระธรรมเทศนา “กิเลสของปลอม ธรรมของจริง”

แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:อาหาร 4 ประเภท...เพื่อสุขภาพที่ดี

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ด้วยความตระหนักรู้ถึง ความทุกข์...

จากการบริโภคที่ขาดสติ ข้าพเจ้า...ขอตั้งปณิธานว่า

จะเรียนรู้วิธีการแปรเปลี่ยน และบ่มเพาะ สุขภาพที่ดี

ทั้งกายและใจ เพื่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม

ด้วยการ กิน ดื่ม บริโภค อย่างมีสติ ข้าพเจ้า...

จะฝึกการมองอย่างลึกซึ้ง ในอาหาร ๔ ประเภท

ได้แก่ อาหาร...ที่รับผ่านทางปาก

อาหาร...ทางประสาทสัมผัส

อาหาร...ทางความปรารถนา

อาหาร...ทางวิญญาณ

เพื่อหลีกเลี่ยง.... การบริโภคอาหารที่เป็นพิษทั้งหลาย

ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นที่จะ ไม่เล่น...การพนันเสี่ยงโชค

จะไม่ใช้...แอลกอฮอล์หรือสิ่งเสพติดอื่นใด รวมทั้งการบริโภค...สิ่งที่ให้โทษบางประเภท

ในอินเทอร์เน็ต เว็บไซด์ เกม รายการวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ นิตยสาร หนังสือ และการสนทนา

 

ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่า... จะฝึกปฏิบัติ...การกลับสู่ปัจจุบันขณะอยู่เสมอ เพื่อสัมผัสกับความสดชื่นใน

ตัวข้าพเจ้า และสิ่งรอบข้าง ซึ่งมีความสามารถที่จะบำรุง หล่อเลี้ยง และเยี่ยวยา

 

ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า...จะไม่ปล่อยให้...ความโศกเศร้าเสียใจ ดึงข้าพเจ้ากลับไป...ในอดีต และ

ไม่ปล่อยให้...ความกังวล ความกลัว ความอยาก ดึงข้าพเจ้าให้หลงเข้าไป...ในอนาคต

 

ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธาน... ที่จะไม่บริโภค...เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ ความเหงา และความกังวล

 

ข้าพเจ้าจะมองอย่างลึกซึ้ง เข้าไปในธรรมชาติ...แห่ง... ความเป็นดั่งกันและกัน เพื่อ...ที่จะเรียนรู้วิธี

บริโภคในหนทาง ที่จะรักษา...ความสุขสันติในกายและใจ ของตนเอง สังคม และโลก...

ท่านติช นัท ฮันห์ . . .

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ธรรมที่เหมาะสมที่สุดที่จะประยุกต์ได้จริง ด้วยกาย วาจา ใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ธรรมที่เหมาะสมที่สุดที่จะประยุกต์ได้จริง 

ด้วยกาย วาจา ใจ ให้อยู่ที่เนื้อที่ตัวจริงๆก็อยากจะแนะคือ

อานาปานสติ ซึ่งเป็นสาระบบธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา 

ในแง่ปริยัติก็ดี ในแง่ปฏิบัติก็ดี ในแง่ของผลการปฏิบัติก็ดี 

มันเป็นที่รวบรวมทั้งหมดในรูปโครงของอานาปานสติ 

หรือ เราจะพูดว่า ความรู้เข้าขั้น การปฏิบัติเข้าขั้น 

ภูมิของจิตเข้าขั้น มันก็อยู่ที่อานาปานสติ 

ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดี จนท่านสรรเสริญของท่านเอง

ว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดของการปฏิบัติ สะดวกที่สุด 

ปลอดภัยที่สุด เยือกเย็นที่สุด

 

ที่นี้เราจะดูเค้าโครงของอาณาปานสติก่อน ว่าแบ่งเป็น 4 ชุด 4 หมวด 

หมวดที่ 1 เรียกว่า กายานุปัสสนา 

หมวดที่ 2 เรียกว่า เวทนานุปัสสนา 

หมวดที่ 3 เรียกว่า จิตตานุปัสสนา 

หมวดที่ 4 เรียกว่า ธรรมานุปัสสนา 

หมวดที่ 1 กายานุปัสสนา 

อันดับที่ 1 ถึง อันดับที่ 4 รู้จักธรรมชาติของลมหายใจยาว รู้จักธรรมชาติของลมหายใจสั้น 

รู้จักธรรมชาติให้รู้จักหน้าที่ของลมหายใจ คือการปรุงแต่งกาย 

และก็รู้จักวิธีที่จะทำการปรุงแต่งกายของลมหายใจให้มันละเอียด ประณีต ให้มันระงับ 

เพราะว่าการปรุงแต่งกายนั้น มันปรุงแต่งได้หลายอย่างคือ ปรุงแต่งไปในทางหยาบก็ได้ 

อย่างนี้มันก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ปรุงแต่งให้ละเอียดให้ระงับนี่มันมีประโยชน์เพื่อให้เป็นร่างกายที่ดี

ที่มีประโยชน์ ที่มีสมรรถภาพ เพราะฉะนั้นอานาปานสติหมวดปรุงแต่งกายนี้ก็คือการฟิตร่างกาย...

ส่วนร่างกายให้พร้อมจะต่อสู้มาร 

หมวดที่ 2 เวทนานุปัสสนา 

อานาปานสติอันดับที่ 5 จนถึงอันดับที่ 8 นี่มันรู้จักความรู้สึกที่เป็นเวทนาในลักษณะของปีติ 

และก็ในลักษณะของความสุข ข้อเท็จจริงที่เวทนานี้ปรุงแต่งจิตอย่างนั้นอย่างนี้ จนเป็นตัวของกิเลสนั่นเอง 

เป็นตัวความอยาก ความยึดมั่น แล้วก็รู้วิธีที่จะระงับเสียซึ่งจิตสังขารเหล่านี้ ควบคุมเวทนาเหล่านี้

ไม่ให้ปรุงแต่งไปในทางของกิเลสตัณหา นี่ก็เรียกว่ารู้จักทางมาของมาร 

รู้จักกำพืดของมาร รู้จักทางมาของพญามารว่ามาจากเวทนาที่ปรุงแต่งจากความคิดนึกที่เป็นไปในทาง

ของกิเลสตัณหา ถ้าเราทำอานาปานสติหมวดที่ 2 ก็รู้จักกำพืดของมาร รู้จักทางมาของมาร ที่เกิดของมาร 

รู้จักหน้าตา ที่เกิดของมาร รู้จักวิธีที่จะตัดหนทางที่มาของมาร พูดอย่างภาษาหยาบคาย 

กูรู้จักหน้ามึงแล้ว 

หมวดที่ 3 จิตตานุปัสสนา คืออันดับที่ 9 ถึงอันดับที่ 12 ของอานาปานสติ ก็มารู้จักจิต 

ฝึกฝนจิตเกี่ยวกับจิตโดยตรง รู้จักว่าจิตเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง มีราคะหรือไม่มีราคะ 

มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มีโมหะ มีหดหู่หรือฟุ้งซ่านขณะนี้ต้องทุกๆ อย่างเลย 

ก็เรียกว่ารู้จักจิตในทุกลักษณะ รู้จักบังคับหรือทำหรือควบคุมจิตนี้ ปีติ ปราโมทย์ บันเทิงอยู่ก็ได้ 

รู้จักบังคับ ควบคุมจิตนี้ให้แน่วแน่ มั่นคงก็ได้ รู้จักบังคับจิตนี้ให้ปล่อยอารมณ์ที่เข้ามารบกวน 

กลุ้มรุมจิตก็ได้ เมื่อทำได้ทั้ง 4 อย่างนี้ เป็นจิตตานุปัสสนา มันก็คือการฟิตอีกเหมือนกัน ฟิตจิต 

หมวดสุดท้าย ธรรมานุปัสสนา อานาปานสติลำดับที่ 13 ถึง 16 นี่คือโถมเข้าใส่ 

อย่างที่เด็กในโรงหนังเรียกว่า ฉึ่งกันใหญ่ ว่าตะลุมบอลกันใหญ่ ที่ใช้กายและจิตที่ฟิตดีแล้วรู้จักมารดีแล้ว 

รี่เข้าไปเล่นงานมารโดยใช้อาวุธที่เตรียมมาดีแล้ว คือความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมๆกันว่า 

อนิจจานุปัสสี เป็นผู้เห็นความไม่เที่ยงอยู่เสมอ เห็นความไม่เที่ยงก็คือ เห็นความเหลวคว้างของตัวตน 

เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน นี่คืออาวุธ เหมือนกับที่ในอุปมา ปริศนาธรรมก็ได้แก่ 

เขากระต่าย หนวดเตา นอกบ ล้วนแต่ว่ามันว่างจากตัวตน นี่เป็นอาวุธที่จะเข้าประหัตประหารมาร ตะลุมบอล

กันกับมาร ขั้นที่ 13 เป็นอย่างนี้ พอขั้นที่ 14 ก็มีราคะ คือการเริ่มสลายตัวของมาร 

ขั้นที่ 15 มันก็เป็นการดับของมาร ขั้นที่ 16 ก็คือการโยนปัญหาเรื่องมาร หรือความทุกข์ออกไปหมดสิ้น 

มันก็เกลี้ยงเกลาจากความทุกข์ มีความสงบสุขเป็นมรรคผลนิพพาน ก็จบเรื่องของการฆ่ามาร ปราบมาร 

พุทธทาสภิกขุ

อานาปานสติประยุกต์

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:เราเข้าใจกฎแห่งกรรมว่าอย่างไร

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ทำไมคนดีถึงยากจน แต่คนชั่วกลับร่ำรวย ? 

เหตุใดคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมถึงมีอายุสั้น แต่คนที่โกงกินบ้านเมืองกลับมีอายุยืน? 

ข้อความเหล่านี้มักถูกยกขึ้นมาเพื่อตั้งข้อสงสัยกับกฎแห่งกรรมว่า 

กฎนี้มีจริงหรือและมีความเป็นธรรมเพียงใด ในทัศนะของคนจำนวนไม่น้อยสองประเด็นนี้สัมพันธ์กัน 

เพราะหากชี้ได้ว่ากฎแห่งกรรมไม่มีความเป็นธรรม ก็แสดงว่ากฎนี้ไม่มีอยู่จริง 

คำถามก็คือ เราเข้าใจกฎแห่งกรรมว่าอย่างไร กฎแห่งกรรมในความเข้าใจของคนทั่วไป 

สรุปได้สั้น ๆ ว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” นัยยะที่มักพ่วงตามมาก็คือ ทำดีแล้วต้องรวยและอายุยืน 

ทำชั่วต้องยากจนและอายุสั้น เป็นต้น 

เพราะคนทั่วไปมองว่า รวยและอายุยืนนั้นคือ “ดี” ส่วนยากจนและอายุสั้นคือ “ไม่ดี”

ไม่ผิดหากจะกล่าวว่ากฎแห่งกรรมหมายถึง 

ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” 

เพราะข้อความนี้มาจากพุทธศาสนสุภาษิต

ในพระไตรปิฎก แต่ข้อความนี้ไม่ได้มาโดด ๆ 

ข้อความที่มาก่อนหน้านั้นก็คือ 

หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น” 

ความหมายก็คือหากปลูกมะม่วง ก็ได้มะม่วง 

ปลูกมะพร้าว ก็ได้มะพร้าว เป็นอื่นไปไม่ได้ 

นี้คือกฎธรรมชาติที่พุทธศาสนาเรียกว่า “พีชนิยาม” 

หรือกฎธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและการสืบพันธุ์ 


ในทัศนะของพุทธศาสนา พีชนิยามกับกฎแห่งกรรม (ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กรรมนิยาม”) 

มีสถานะเท่ากัน คือเป็นกฎธรรมชาติเหมือนกัน และมีความเป็นสากล ไม่ขึ้นอยู่กับการบังคับควบคุม

ของมนุษย์ ปลูกมะม่วง ย่อมได้มะม่วงฉันใด ทำดีย่อมได้ดีฉันนั้น 

แต่ “ดี” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ารวยหรืออายุยืน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า 

ปลูกมะม่วงย่อมได้เงินดี ใคร ๆ ก็รู้ว่าปลูกมะม่วงแล้วไม่จำเป็นต้องได้เงินดี 

เพราะเงินจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับราคาของมะม่วงในตลาดว่าสูงหรือต่ำ 

และยังต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของพ่อค้าคนกลาง ตลอดจนความสามารถของลูกค้า

ในการเข้าถึงสวนมะม่วง เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้อยู่นอกเหนือกฎธรรมชาติหรือพีชนิยาม 

แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสังคม ซึ่งแปรเปลี่ยนตลอดเวลาและมีมนุษย์เป็นตัวกำหนดที่สำคัญ 

ปลูกมะม่วงไม่ได้แปลว่าต้องได้เงินดีฉันใด ทำดีก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรวยฉันนั้น 

แต่ที่แน่ใจก็ได้ก็คือ ปลูกมะม่วงก็ต้องได้มะม่วง (หากปลูกถูกต้อง) ทำดีก็ต้องได้ดี (หากทำดีถูกต้อง) 

ดีในที่นี้หมายถึงผลดีที่เกิดขึ้นกับจิตใจ บุคลิกนิสัย และส่งผลถึงการกระทำ เช่น ทำให้จิตใจสงบเย็น 

โปร่งเบา ส่วนผลที่นอกเหนือจากนั้น เช่น รายได้ สุขภาพ ชื่อเสียงเกียรติยศ ยังต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

อีกมากมาย เช่น ความสามารถในการประกอบอาชีพและการจับจ่ายใช้สอยของคนผู้นั้น 

รวมทั้งพฤติกรรมของคนรอบข้าง ค่านิยมของสังคม สภาวะเศรษฐกิจในเวลานั้น ฯลฯ ชอบทำบุญ 

ทอดกฐินทอดผ้าป่าเป็นประจำ แต่ขณะขับรถกลับจากต่างจังหวัด เกิดหลับในขึ้นมา จึงขับชนเสาไฟฟ้า

ถึงแก่ชีวิต ในกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจพูดได้ว่าทำดีแล้วทำไม่ไม่ได้ดี 

เพราะการขับรถอย่างปลอดภัยนั้นต้องอาศัยสติด้วย ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นคนใจบุญอย่างเดียว 

ในทำนองเดียวกัน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่โกงไม่กิน แต่ชอบกินอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน 

แถมไม่ออกกำลังกาย อีกทั้งยังเครียดจากที่ทำงาน เส้นเลือดในสมองจึงแตก กลายเป็นอัมพาต 

นอนซมอยู่ที่บ้านช่วยตัวเองไม่ได้ กรณีอย่างนี้ก็ไม่อาจพูดได้เช่นกันว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี 

เพราะสุขภาพนั้นจะดีหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตด้วย 

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว ชอบทำบุญแต่ตายเพราะอุบัติเหตุ 

หรือซื่อสัตย์แต่กลับเป็นอัมพาต จึงไม่ได้หมายความว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง 

ทั้งยังพูดไม่ได้ด้วยว่ากฎแห่งกรรมไร้ความเป็นธรรม เพราะเป็นคนละเรื่องกัน 

กฎแห่งกรรมนั้นเป็นกฎธรรมชาติ ส่วนความเป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์นิยามเอาเอง 

แค่ไหนจึงเรียกว่าความเป็นธรรม เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้มาก 

ผู้คนมักคิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต่อเมื่อพบว่าตนเองได้น้อยกว่า คนอื่น 

(เช่นได้แจกผ้าห่มน้อยกว่า หรือได้เงินเดือนและโบนัสน้อยกว่า) แต่หากตนเองได้มากกว่าคนอื่น 

มีใครบ้างที่จะโวยวายว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้แปลว่าความไม่เท่าเทียม 

แต่มักแปลว่าฉัน (หรือพวกของฉัน)ได้น้อยกว่าคนอื่น 

พระไพศาล วิสาโล

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม





Select your language