พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
. ในพระไตรปิฎก “วชิราสูตร” วชิราภิกษุณี กล่าวกับมารผู้มีบาปว่า... .
“มารเอ๋ย ทิฏฐิของเจ้าเชื่อว่าอะไรเป็นสัตว์ กองแห่งสังขารล้วนๆนี้ บัณฑิตจะเรียกว่า “สัตว์” ไม่ได้เลย .
เมื่อ “ขันธ์” ทั้งหลายมีอยู่ การสมมติว่า “สัตว์” ก็มีได้
เหมือนคำว่า “รถ” มีได้ เพราะประกอบ “ส่วนต่างๆ” เข้าด้วยกัน .
อนึ่ง ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้น ดำรงอยู่และแปรผันไป
นอกจากทุกข์ ไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรอื่นดับไป."
. วชิราสูตร พระไตรปิฎกภาษาไทย สงฺ. ส. ๑๕/๑๗๑/๒๒๘
“ พุทธธรรมมองเห็นสิ่งทั้งหลาย ในรูปของส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกันเข้า “ตัวตนแท้ๆ” ของสิ่งทั้งหลายไม่มี เมื่อแยกส่วนต่างๆที่มาประกอบกันเข้านั้นออกไปให้หมด ก็จะไม่พบ “ตัวตน” ของสิ่งนั้นเหลืออยู่ …. ตัวอย่างง่ายๆ ที่ยกขึ้นอ้างกันบ่อยๆ คือ “รถ” เมื่อนำส่วนประกอบต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกันตามแบบที่กำหนด ก็บัญญัติเรียกกันว่า “รถ” แต่ถ้าแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้ |
มีแต่ส่วนประกอบทั้งหลาย ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆกันจำเพาะแต่ละอย่างอยู่แล้ว คือ “ตัวตน”ของรถ
มิได้มีอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบเหล่านั้น มีแต่เพียงคำบัญญัติว่า “รถ”
สำหรับสภาพที่มารวมตัวกันเข้าของส่วนประกอบเหล่านั้น . แม้ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆนั้นเอง
ก็ปรากฏขึ้นโดยการรวมกันเข้าของส่วนประกอบย่อยๆต่อๆไปอีก และหาตัวตนที่แท้ไม่พบเช่นเดียวกัน
เมื่อจะพูดว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่ ก็ต้องเข้าใจในความหมายว่า มีอยู่ในภาวะของส่วนประกอบต่างๆ
ที่มาประชุมเข้าด้วยกัน . …. เมื่อมองเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายในรูปของการประชุมส่วนประกอบเช่นนี้
พุทธธรรมจึงต้องแสดงต่อไปว่า ส่วนประกอบต่างๆเหล่านั้นเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง
อย่างน้อยก็พอเป็นตัวอย่าง และโดยที่พุทธธรรมมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเรื่อง“ชีวิต”
โดยเฉพาะในด้านจิตใจ การแสดงส่วนประกอบต่างๆ จึงต้องครอบคลุมทั้งวัตถุและจิตใจ
หรือ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม และแยกแยะเป็นพิเศษในด้านจิตใจ…. . ….
ตามปกติ มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะยึดถืออยู่เสมอว่า “ตัวตนที่แท้”ของตนมีอยู่ในรูปใดรูปหนึ่ง
บ้างก็ยึดเอาจิตเป็นตัวตน บ้างก็ยึดว่ามีสิ่งที่เป็นตัวตนอยู่ต่างหากแฝงซ้อนอยู่ในจิตนั้น
ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นตัวการที่คอยควบคุมบังคับบัญชากายและใจนั้นอีกชั้นหนึ่ง . ….
การแสดง “ขันธ์ ๕” นี้มุ่งให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “สัตว์” “บุคคล” “ตัวตน” เป็นต้นนั้น
เมื่อแยกออกไปแล้วก็จะพบแต่ส่วนประกอบ ๕ ส่วนเหล่านี้เท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นเหลืออยู่ที่จะมาเป็น “ตัวตน”
ต่างหากได้ และแม้ขันธ์ ๕ เหล่านั้นแต่ละอย่าง ก็มีอยู่เพียงในรูปที่สัมพันธ์อิงอาศัยกัน ไม่เป็นอิสระ
ไม่มีโดยตัวของมันเอง ดังนั้น ขันธ์ ๕ แต่ละอย่างนั้นก็ไม่ใช่ตัวตนอีกเช่นกัน . …. รวมความว่า
หลัก “ ขันธ์ ๕” แสดงถึงความเป็น “อนัตตา” ให้เห็นว่า..ชีวิตเป็นการประชุมเข้าของส่วนประกอบต่างๆ
หน่วยรวมของส่วนประกอบเหล่านี้ก็..ไม่ใช่“ตัวตน” ส่วนประกอบแต่ละอย่างนั้นเองก็ไม่ใช่ตัวตน
และสิ่งที่เป็นตัวตนอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบเหล่านี้ก็ไม่มี เมื่อมองเห็นเช่นนั้นแล้ว
ก็จะถอนความยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง “ตัวตน” ได้.” .
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับเดิม” หน้า ๑๙,๒๔
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี
#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น