พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
|
พระพุทธองค์สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างบัณฑิตกับพาล ในหลายกรณีเรื่องการพูด ท่านว่าพาลชอบพูดเรื่องที่ไม่ดีของคนอื่น แม้ไม่มีคนถาม เขาจะพูดก่อน แล้วพูดอย่างละเอียดด้วย ไม่มีเบื่อ ไม่มีสรุป ไม่มีสังเขป พูดทั้งหมดเลย และอาจจะเกินความจริงด้วยซ้ำไป สิ่งที่ดีของคนอื่นไม่อยากพูดถึง ถ้าไม่มีใครถามจะไม่บอก ถึงจะรู้ก็ไม่อยากให้เขาทราบถึงความดีของคนอื่น แต่ถ้ามีใครปรารภหรือใครถาม ก็จะตอบอย่างสั้นที่สุด แต่เรื่องตัวเองจะตรงกันข้าม |
ความไม่ดีของตัวเองไม่อยากให้ใครทราบ ถ้ามีใครถามหรือว่าจำเป็นต้องพูดจะพูดให้สั้นที่สุด
แล้วจะมีข้ออ้างมากมายด้วย แต่ถ้าจะพูดถึงความดีของตนจะเทศน์ได้ทั้งคืนทั้งวัน...
“ตอนเริ่มต้นฉันก็ไม่มีอะไรนะ ฉันก็สร้างตัวเองด้วยความขยันหมั่นเพียรของตัวเอง”...อะไรอย่างนี้...
พูดเรื่องความดีของตัวเองนี่สนุก แต่สนุกคนเดียว คนอื่นเขาไม่ค่อยสนุกหรอก นี่คือลักษณะของพาล
ส่วนนักปราชญ์จะตรงกันข้ามทุกข้อ ปราชญ์ไม่อยากจะพูดถึงความไม่ดีของคนอื่น พยายามจะไม่พูด
แต่ถ้าการไม่พูดนั้นจะมีผลกระทบต่อสถาบันหรือต่อส่วนรวม บางทีต้องพูดเหมือนกัน
แต่จะพูดอย่างสั้นที่สุด ไม่พูดชวนให้เกิดความโกรธจากอคติและอาจจะพยายามมองที่เหตุปัจจัยที่ทำให้เขา
ทำอย่างนั้น ปราชญ์ชอบที่จะพูดถึงความดีของคนอื่น...
“นี่สังเกตไหม นั้นเขาน่ารักนะ เขาดีอย่างนั้นดีอย่างนี้”
...ใจเขาเองก็เป็นกุศล แล้วคนอื่นๆก็ค่อยชื่นใจด้วย...
“ใช่ไม่ได้สังเกตมาก่อน...ใช่”
...ก็เลยมีความสุขในความดีของคนอื่นและชอบเปิดเผยชอบประกาศให้คนอื่นได้ทราบด้วย
ส่วนความไม่ดีของตัวเองยินดีจะเปิดเผยโดยที่คนอื่นยังไม่ถาม ก็พูดได้เลย
เราจะเห็นครูบาอาจารย์ ไม่ว่าหลวงพ่อชา ไม่ว่าท่านอาจารย์สุเมโธ ท่านเล่าถึงสมมัยที่ท่านบวชใหม่ๆ
ท่านมักจะเล่าถึงกิเลสของท่าน เราก็เคยอ่านเคยฟังท่านพูด ท่านจะพูดอย่างตลก
วันหนึ่งท่านอาจารย์สุเมโธเล่าว่า ท่านโกรธพระองค์หนึ่งมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร
ท่านก็เดินเข้าป่าแล้วเลือกต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วก็ตูม! ชกต้นไม้ในป่า ไม่กล้าชกพระ
เรื่องทำนองนี้ท่านจะเล่าโดยไม่ปิดบัง เราก็ขำด้วย ได้กำลังใจด้วย เพราะเราเห็นว่าตอนท่านเริ่มต้น
การปฏิบัตินั้นท่านก็มีปัญหามากเหมือนกัน ที่ท่านเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเป็นตั้งแต่เกิด
ท่านเป็นด้วยการฝึกอบรม หลวงพ่อชาก็เหมือนกัน ท่านไม่เคยคิดที่จะปิดบังเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าท่านบริสุทธิ์
และน่าเลื่อมใสทุกอย่าง ท่านยินดีเปิดเผยกิเลสของท่านเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ส่วนความดีของท่านๆ จะพูดถึงน้อยมาก ไม่อยากจะพูด ฉะนั้นให้เรามีความจริงใจ
สำคัญอยู่ที่เจตนาของเรา
ถ้าเราเห็นว่าการเปิดเผยข้อบกพร่องของเราเป็นสิ่งที่สมควร
จะเป็นคติธรรมหรือเป็นการให้กำลังใจคนอื่น เราก็พูด ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับคนอื่น
พูดแล้วไม่ได้ประโยชน์ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องไป
จากหนังสือ คลายปม ชยสาโร ภิกขุ หน้าที่ ๕๓-๕๖
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี
#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น