INDHAMMA: อยากด้วย“ฉันทะ” - อยากด้วย“ตัณหา” ?

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ให้ธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้น

ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ 

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ 

ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการอ่าน การฟัง คิด พิจารณาเพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม


อยากด้วย“ฉันทะ” - อยากด้วย“ตัณหา” 

รู้หลักวิชากันสักหน่อย . …. 

“ ที่พูดมาข้างต้นนั้น ก็มุ่งเพื่อให้เห็นจุดแยกและความแตกต่าง

ระหว่าง ความอยาก ๒ แบบ คือ ระหว่างตัณหา กับ ฉันทะ 

เป็นสองด้าน ควรเน้นไว้ว่า “ฉันทะ” 

เป็นคุณสมบัติหรือองค์ธรรมสําคัญ ในการศึกษา 

ในการพัฒนาชีวิต ทํากิจทําการทุกอย่าง 

ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้นในเนื้อตัวชีวิตของเรา 

และสร้างสรรค์ความดีงามสมบูรณ์ของสิ่งต่างๆ


ส่วน“ตัณหา”นั้นไม่ได้อะไรเข้ามาจริงจัง แค่กระทบ-ผ่าน กระทบ-ผ่าน เข้ามาพบมาผูกมัดรัดพันติดกัน 

แล้วก็แยกพรากพลัดหลุดจากกันไป

ยกหลักมาดูกันอีกทีว่า “ความอยาก” มี ๒ อย่าง คือ 

๑. ความอยาก ที่เป็น อกุศล เรียกว่า ตัณหา 

๒. ความอยาก ที่เป็น กุศล เรียกว่า ฉันทะ …. 

ทีนี้ มาดูลักษณะที่ต่างกัน …. อย่างแรก โดยไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย ไม่ต้องมีการเรียนรู้อะไรทั้งสิ้น 

สักแต่ว่ามีความรู้สึก คือ เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตนะ) ได้ประสบสิ่งซึ่งให้เกิดความรู้สึก(เวทนา) 

ที่เป็นสุข ก็ชอบใจ แล้วใคร่อยากจะเสพความรู้สึกนั้น เมื่อตา หู ฯลฯ (อายตนะ) 

กระทบสิ่งซึ่งให้เกิดความรู้สึก(เวทนา) ที่เป็นทุกข์ ก็ไม่ชอบใจ แล้วก็อยากหลีกหนีให้พ้นความรู้สึกนั้น 

ความอยากเสพความรู้สึกนั้น เรียกว่า “ตัณหา” …. ถ้าไม่มีความรู้หรือไม่ใช้ความรู้ คนที่อยู่แค่ความรู้สึก 

ก็มีชีวิตอยู่กับปฏิกิริยาของตัณหาต่อเวทนา คือความรู้สึกอย่างเต็มที่ 

ความไม่รู้นั้นเรียกว่า อวิชชา จึงบอกว่า อวิชชา เป็นปัจจัยคือเป็นตัวเอื้อโอกาสแก่ตัณหา …. 

ทีนี้ ถ้ามีปัญญา เกิดรู้ขึ้นมาเมื่อไร อวิชชาลดลงไป ตัณหาก็ไม่มีโอกาสเข้ามา หรือจะถูกทอนกําลัง 

เพราะฉะนั้น ตัณหาจึงต้องอาศัยอวิชชา เมื่อเกิดมีความรู้ขึ้นมาตัณหาก็ถูกบั่นรอน ถูกทําให้ไม่มั่นคง 

ไม่แรง หรือบางที่ถูกทําลายอํานาจไปเลย เช่น รู้ว่า สิ่งที่จะเสพ สิ่งที่ให้สุขเวทนานี้ เป็นโทษแก่ชีวิต 

พอความรู้นี้เกิดขึ้น ถ้าความรู้นั้นชัดเจน แรงพอ ตัณหาอาจจะหายไปเลย ขึ้นต่อการที่ว่า ปัญญาเพิ่มขึ้น 

หรืออวิชชาลดลงไปมากน้อยแค่ไหน ดังที่ว่าถ้าปัญญาความรู้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ก็จะทําลายกําลังตัณหา

หมดไปได้ แต่คนที่ยังไม่มีปัญญา อยู่กับด้านความรู้สึก ก็ต้องให้ตัณหาชักนําพาชีวิตไป …. 

ดูต่อไปอีก อย่างที่สอง เมื่อไม่อยู่แค่ความรู้สึก พอมีความรู้ความเข้าใจขึ้นมา 

ถึงจะประสบสิ่งที่รู้สึกถูกใจ ชอบใจ แต่เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นโทษ เช่น ของอร่อยมีสารพิษ ก็ละได้ ไม่เสพ 

(ปัญญาพาพ้นจากอํานาจของตัณหา) แต่ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อเกิดความรู้เข้าใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี 

เป็นคุณแก่ชีวิต เป็นต้น พอรู้ว่าอันนั้นมีคุณเป็นประโยชน์ก็เกิดมีความอยากทําอะไรต่อสิ่งนั้น 

ซึ่งก่อนนั้นอาจจะไม่เคยอยาก ความอยากอย่างนี้แหละเรียกว่าเป็น “ฉันทะ” 

ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นความอยากที่มากับปัญญา จึงว่า ปัญญา เอื้อโอกาสแก่ ฉันทะ …. 

สรุปได้ว่า “ตัณหา” คือ ความอยากเสพเวทนาที่เป็นสุข และเลี่ยงหนีเวทนาที่เป็นทุกข์ มีลักษณะเป็น

ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ได้แก่ ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และ อารมณ์ในใจ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ 

แปลง่ายๆ ให้เข้ากับภาษาไทยว่า “ความใฝ่เสพ” …. 

“ฉันทะ” คือ ความอยากให้มันดี แล้วก็อยากทําให้มันดี ให้มันสมบูรณ์ รวมไปถึงอยาก รู้เข้าใจอะไรๆ 

เพื่อจะทําให้มันดี แปลง่ายๆ ว่า อยากรู้-อยากทํา หรือ “ใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์” …. ขอให้สังเกตด้วยว่า 

เมื่อ ตัณหา-อยากเสพ เกิดขึ้นมา ก็จะเกิดมี ตัวตน อัตตา ที่เป็นผู้เสพขึ้นมาด้วย แต่เมื่อเกิดมี ฉันทะ 

จะมองแต่ภาวะที่ดีที่งามที่เต็มอิ่มสมบูรณ์ของสิ่งนั้นๆ ไม่มีตัวตนไม่มีอัตตาขึ้นมา …. 

ทบทวนกันสั้นๆ อีกที เป็นการย้ำให้ชัด 

๑. ตัณหา เป็นความอยากเพื่อตัวตนเพื่ออัตตา คือ มีตัวตนขึ้นมาที่จะเสพ จะได้ จะเอา จะเป็นนั่นเป็นนี่ 

จะไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ 

๒. ฉันทะ เป็นความอยากเพื่อสภาวะ คือ อยากให้สิ่งนั้นๆ มันดีมันงามเต็มสภาวะของมัน 

แล้วก็อยากทําให้มันดีให้มันงาม ให้มันถึง ให้มันเต็มสภาวะนั้น” . 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : จากหนังสือ “รู้แค่เล่มนี้ ก็พอที่จะพูดว่า รู้จักพระพุทธศาสนา” หน้า ๒๖-๒๗

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

Select your language