พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
ให้ธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้น
ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการอ่าน การฟัง คิด พิจารณาเพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม
|
|
ความหลงอยู่ในสัจจะที่เป็นตัวความจริง ตั้งต้นแต่ความจริงทั่วๆ ไปที่เป็นเรื่องสามัญ จนถึงความจริงที่เป็นสิ่งละเอียด ที่เป็นสิ่งสามัญนั้น ก็คือความจริงในกิจการทั้งหลาย ในความติดต่อกันทั้งหลาย ของบุคคลนั้นๆ เมื่อจิตรู้แค่มายา ไม่รู้ถึงความจริง จึ่งได้พากันเชื่อผิด คิดผิด ปฏิบัติผิด ทางกายทางวาจาทางใจ กันอยู่ในเรื่องนั้นๆ |
พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้จิตนี้เองพิจารณา โดยตรัสชี้ให้เห็นว่าโลกนี้มีมายาอย่างไร
เพื่อให้รู้จักว่านั่นเป็นมายา และให้รู้ทะลุเข้าไปถึงสัจจะความจริง ตั้งต้นแต่กรรมที่กระทำ
ตรัสสอนให้รู้จักว่า อย่างไรเป็นอกุศลกรรม กรรมชั่ว อย่างไรเป็นกุศลกรรม คือกรรมดี
เพื่อที่จะได้ละกรรมชั่วประกอบกรรมดี
และการที่จะได้ปัญญาพิจารณาให้เห็นสัจจะคือความจริงดั่งนี้ด้วยตนเอง ให้จิตใจของตนเองรับรองด้วย
ไม่ใช่เป็นแต่เชื่อพระวาจาตรัสเท่านั้น จึงตรัสสอนให้ชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส
คือให้บริสุทธิ์จากกิเลสดังกล่าว ราคะ หรือโลภะโทสะโมหะ
และเมื่อสงบกิเลสเหล่านี้ลงได้อย่างหยาบด้วยศีล คือด้วยการที่มาเชื่อพระพุทธเจ้า รับศีลของพระพุทธเจ้า
มาปฏิบัติงดเว้นใจของตัวเองจากโลภโกรธหลง ที่จะก่อให้เกิดเจตนาประกอบกรรม
อันเป็นอกุศลทุจริตทางกายวาจาใจต่างๆ ได้ คือว่าเมื่องดเว้นใจของตัวเองได้ ก็คือว่างดเว้นกิเลสกองโลภ
โกรธหลงเหล่านี้เองได้ สามารถที่จะรักษาศีลได้ ตั้งต้นด้วยศีล ๕ และงดเว้นใจของตัวเองจากกิเลสเหล่านี้
ที่เมื่อรับอารมณ์ต่างๆ ก็บังเกิดขึ้น และเมื่อยึดถืออยู่ก็ยังรักษากิเลสเหล่านี้ไว้ในจิตใจ
เป็นโลภเป็นโกรธเป็นหลงในจิตใจ แม้ไม่ก่อเจตนากรรมออกมาเป็นบาปอกุศลทุจริต
ก็ยังทำจิตใจให้ฟุ้งซ่านดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย ( เริ่ม)
ถ้าหากว่าไม่ระงับเสีย กิเลสที่บังเกิดกลุ้มรุมจิตใจอยู่นี้ก็จะแรงขึ้นได้ ลุกลามขึ้นเป็นกิเลสอย่างหยาบ
มาเป็นนายของจิตใจ ก่อเจตนากรรมให้ประพฤติผิดศีลต่างๆ ก่ออาชญากรรมต่างๆ
ทำไมจึงต้องปฏิบัติทำสมาธิ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้ปฏิบัติในสมาธิตั้งจิตมั่นอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย
หัดน้อมจิตมาในกรรมฐานอันเป็นที่ตั้งของสมาธิที่เป็นกุศล อาการที่เป็นสมาธินั้นคืออาการที่จิตตั้ง
และเมื่อตั้งมั่น ไม่ใช่ตั้งชนิดที่คลอนแคลน กวัดแกว่ง กลับกลอก แต่เป็นชนิดที่ตั้งมั่น
ตั้งมั่นอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติทำกรรมฐานเพื่อสมาธิ และเมื่อทำบ่อยๆ เข้าแล้ว
ก็จะทำให้จิตนี้ตั้งมั่นได้ดียิ่งขึ้น เพราะว่าน้อมมาบ่อยๆ จิตก็จะมีความคุ้นเคยอยู่ในกรรมฐาน
ก็จะสละจากอารมณ์ที่เป็นฝ่ายกิเลสได้ มาเอากรรมฐานเป็นอารมณ์ มาดูดดื่มในกรรมฐาน
และในการปฏิบัติกรรมฐานเพื่อสมาธินี้ เป็นทางพิจารณาก็มี เป็นทางที่ทำจิตรวมเข้ามาไม่พิจารณาก็มี
จึงจะรู้ ที่พิจารณานั้นก็เช่นพิจารณากาย ให้เห็นว่าผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้น ที่ยึดถือกันอยู่ว่าสวยงามน่ารัก
น่าชมสะอาด นั่นก็เป็นเพียงยึดในมายาของกาย จึงตรัสสอนให้พิจารณาละมายาเสีย
มองเข้าไปเห็นสัจจะคือความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิกูลไม่สะอาดไม่งดงาม เพื่อดับกิเลสกองราคะ
อันจะทำให้จิตสงบจากราคะ และให้เจริญเมตตาแผ่จิตออกไป มุ่งให้บุคคลนั้นๆ สัตว์นั้นๆ โดยเจาะจง
และโดยไม่เจาะจงเป็นสุข ก็เป็นเครื่องดับโทสะพยาบาท และกำหนดพิจารณาธาตุกรรมฐาน
ซึ่งรวมกันอยู่เป็นก้อนนี้อันเป็นที่ยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา โดยตรัสสอนให้แยกธาตุออกไป
ว่าสักแต่ว่าเป็นธาตุดินน้ำไฟลม หรือเติมอากาศ มาประกอบกันเข้า สักแต่ว่าเป็นธาตุ เมื่อ ธาตุสัญญา
ความกำหนดหมายว่าเป็นธาตุปรากฏขึ้น อัตตสัญญา
ความสำคัญหมายยึดถือว่าเป็นตัวเราของเราก็หายไป ก็เป็นการแก้โมหะดับโมหะ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
https://pagoda.or.th/vajirananasamvara/2019-05-24-14-01-35-2.html
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี
#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


