พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
|
ธรรมที่เหมาะสมที่สุดที่จะประยุกต์ได้จริง ด้วยกาย วาจา ใจ ให้อยู่ที่เนื้อที่ตัวจริงๆก็อยากจะแนะคือ อานาปานสติ ซึ่งเป็นสาระบบธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ในแง่ปริยัติก็ดี ในแง่ปฏิบัติก็ดี ในแง่ของผลการปฏิบัติก็ดี มันเป็นที่รวบรวมทั้งหมดในรูปโครงของอานาปานสติ หรือ เราจะพูดว่า ความรู้เข้าขั้น การปฏิบัติเข้าขั้น ภูมิของจิตเข้าขั้น มันก็อยู่ที่อานาปานสติ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดี จนท่านสรรเสริญของท่านเอง ว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดของการปฏิบัติ สะดวกที่สุด ปลอดภัยที่สุด เยือกเย็นที่สุด |
ที่นี้เราจะดูเค้าโครงของอาณาปานสติก่อน ว่าแบ่งเป็น 4 ชุด 4 หมวด
หมวดที่ 1 เรียกว่า กายานุปัสสนา
หมวดที่ 2 เรียกว่า เวทนานุปัสสนา
หมวดที่ 3 เรียกว่า จิตตานุปัสสนา
หมวดที่ 4 เรียกว่า ธรรมานุปัสสนา
หมวดที่ 1 กายานุปัสสนา
อันดับที่ 1 ถึง อันดับที่ 4 รู้จักธรรมชาติของลมหายใจยาว รู้จักธรรมชาติของลมหายใจสั้น
รู้จักธรรมชาติให้รู้จักหน้าที่ของลมหายใจ คือการปรุงแต่งกาย
และก็รู้จักวิธีที่จะทำการปรุงแต่งกายของลมหายใจให้มันละเอียด ประณีต ให้มันระงับ
เพราะว่าการปรุงแต่งกายนั้น มันปรุงแต่งได้หลายอย่างคือ ปรุงแต่งไปในทางหยาบก็ได้
อย่างนี้มันก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ปรุงแต่งให้ละเอียดให้ระงับนี่มันมีประโยชน์เพื่อให้เป็นร่างกายที่ดี
ที่มีประโยชน์ ที่มีสมรรถภาพ เพราะฉะนั้นอานาปานสติหมวดปรุงแต่งกายนี้ก็คือการฟิตร่างกาย...
ส่วนร่างกายให้พร้อมจะต่อสู้มาร
หมวดที่ 2 เวทนานุปัสสนา
อานาปานสติอันดับที่ 5 จนถึงอันดับที่ 8 นี่มันรู้จักความรู้สึกที่เป็นเวทนาในลักษณะของปีติ
และก็ในลักษณะของความสุข ข้อเท็จจริงที่เวทนานี้ปรุงแต่งจิตอย่างนั้นอย่างนี้ จนเป็นตัวของกิเลสนั่นเอง
เป็นตัวความอยาก ความยึดมั่น แล้วก็รู้วิธีที่จะระงับเสียซึ่งจิตสังขารเหล่านี้ ควบคุมเวทนาเหล่านี้
ไม่ให้ปรุงแต่งไปในทางของกิเลสตัณหา นี่ก็เรียกว่ารู้จักทางมาของมาร
รู้จักกำพืดของมาร รู้จักทางมาของพญามารว่ามาจากเวทนาที่ปรุงแต่งจากความคิดนึกที่เป็นไปในทาง
ของกิเลสตัณหา ถ้าเราทำอานาปานสติหมวดที่ 2 ก็รู้จักกำพืดของมาร รู้จักทางมาของมาร ที่เกิดของมาร
รู้จักหน้าตา ที่เกิดของมาร รู้จักวิธีที่จะตัดหนทางที่มาของมาร พูดอย่างภาษาหยาบคาย
กูรู้จักหน้ามึงแล้ว
หมวดที่ 3 จิตตานุปัสสนา คืออันดับที่ 9 ถึงอันดับที่ 12 ของอานาปานสติ ก็มารู้จักจิต
ฝึกฝนจิตเกี่ยวกับจิตโดยตรง รู้จักว่าจิตเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง มีราคะหรือไม่มีราคะ
มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มีโมหะ มีหดหู่หรือฟุ้งซ่านขณะนี้ต้องทุกๆ อย่างเลย
ก็เรียกว่ารู้จักจิตในทุกลักษณะ รู้จักบังคับหรือทำหรือควบคุมจิตนี้ ปีติ ปราโมทย์ บันเทิงอยู่ก็ได้
รู้จักบังคับ ควบคุมจิตนี้ให้แน่วแน่ มั่นคงก็ได้ รู้จักบังคับจิตนี้ให้ปล่อยอารมณ์ที่เข้ามารบกวน
กลุ้มรุมจิตก็ได้ เมื่อทำได้ทั้ง 4 อย่างนี้ เป็นจิตตานุปัสสนา มันก็คือการฟิตอีกเหมือนกัน ฟิตจิต
หมวดสุดท้าย ธรรมานุปัสสนา อานาปานสติลำดับที่ 13 ถึง 16 นี่คือโถมเข้าใส่
อย่างที่เด็กในโรงหนังเรียกว่า ฉึ่งกันใหญ่ ว่าตะลุมบอลกันใหญ่ ที่ใช้กายและจิตที่ฟิตดีแล้วรู้จักมารดีแล้ว
รี่เข้าไปเล่นงานมารโดยใช้อาวุธที่เตรียมมาดีแล้ว คือความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมๆกันว่า
อนิจจานุปัสสี เป็นผู้เห็นความไม่เที่ยงอยู่เสมอ เห็นความไม่เที่ยงก็คือ เห็นความเหลวคว้างของตัวตน
เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน นี่คืออาวุธ เหมือนกับที่ในอุปมา ปริศนาธรรมก็ได้แก่
เขากระต่าย หนวดเตา นอกบ ล้วนแต่ว่ามันว่างจากตัวตน นี่เป็นอาวุธที่จะเข้าประหัตประหารมาร ตะลุมบอล
กันกับมาร ขั้นที่ 13 เป็นอย่างนี้ พอขั้นที่ 14 ก็มีราคะ คือการเริ่มสลายตัวของมาร
ขั้นที่ 15 มันก็เป็นการดับของมาร ขั้นที่ 16 ก็คือการโยนปัญหาเรื่องมาร หรือความทุกข์ออกไปหมดสิ้น
มันก็เกลี้ยงเกลาจากความทุกข์ มีความสงบสุขเป็นมรรคผลนิพพาน ก็จบเรื่องของการฆ่ามาร ปราบมาร
พุทธทาสภิกขุ
อานาปานสติประยุกต์
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี
#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

