พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
|
“ ความสำคัญของประโยคที่ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” ประโยคนี้เป็นภาษาบาลีก็มีว่า “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” "สับ-เพ, ทัม-มา, นา-ลัม, อะ-ภิ-นิ-เว-สายะ" ตามตัวพยัญชนะก็แปลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆไม่ควรเพื่อเข้าไปยึดมั่นถือมั่น หรือ ตามพยัญชนะจริงๆก็ว่า ไม่ควรเพื่อจะฝังตัวเข้าไป โดยอาศัยคำว่า “อภินิเวส” เป็นหลัก ซึ่งแปลว่า เข้าไปอย่างยิ่ง อย่างที่เราเรียกกันในภาษาไทยธรรมดาว่า ฝังจิต ฝังใจ ฝังเนื้อเข้าไปในสิ่งนั้นๆจนหมดสิ้น |
หรือว่ายึดมั่นด้วยการฝังจิตเข้าไป ด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า “นี้ตัวเรา นี้ของเรา”
ซึ่งกล่าวอย่างง่ายๆ ก็ได้แก่ ความรู้สึกว่า “ตัวกู-ของกู” ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง …..
คำกล่าวประโยคนี้ ควรจะถือว่าเป็น “หัวใจของพุทธศาสนา” เพราะมีเรื่องราวกล่าวอยู่ในบาลี
(พระไตรปิฎก)ว่า เมื่อมีผู้มาทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงประมวลคำสอนทั้งสิ้นให้เหลือเพียงประโยคสั้นๆ
เพียงประโยคเดียว พระองค์ก็ทรงทำดังนั้น และได้ตรัสประโยคที่ว่า
สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย และทรงยืนยันว่า นี่แหละคือใจความคำสอนทั้งหมด
ในบรรดาคำสอนของพระองค์
ทรงยืนยันว่า ถ้าได้ฟังคำนี้ก็คือได้ฟังทั้งหมด ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนี้ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด
ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้รับผลจากการปฏิบัติทั้งหมด ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
ดังนั้นจึงกล่าวว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ….. เราจะมองเห็นตามได้ทันทีว่า
การศึกษาเล่าเรียนพระคัมภีร์เรื่องราวทั้งหมดก็คือ เรียนเรื่องไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด
นอกนั้นเป็นการเรียนที่เฟ้อ ทีนี้มาถึง การปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติเพื่อละความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง
นอกนั้นเป็นการปฏิบัติเฟ้อ เพราะความงมงายหรือความคดโกงอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
เช่น จะรักษาศีลก็จะต้องให้มีผลเป็นไป
เพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นที่กำลังมีอยู่อย่างมากมายนั้นเสีย
การฆ่าเขา การลักของเขา การประพฤติผิดในกาม เป็นต้นนี้ ล้วนมีมูลมาจากยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น …..
ถ้าเจริญสมาธิก็เป็นไปเพื่อหยุดความยึดมั่นถือมั่นเสีย เป็นจิตว่าง จิตสงบจากความยึดมั่นถือมั่น
ถ้าผิดจากนี้ก็ไม่เป็นสมาธิที่ตรงตามจุดหมายของพุทธศาสนา ถ้าเป็นการเจริญปัญญาหรือวิปัสสนา
ก็เป็นการขุดรากเหง้าของความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาทำลายเสีย ไม่ให้กลับงอกงามขึ้นมาอีกต่อไป
จึงจะเป็นปัญญาที่ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนา ผิดจากนี้ก็เป็นปัญญาหลอกลวงหรือปัญญางมงาย
เพราะแสงสว่างเข้าตา หรือความโลภเข้าตาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนี้แหละทำให้กล่าวได้ว่า
ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งรวมกันแล้วเรียกสั้นๆว่า การปฏิบัติธรรมทั้งหลายเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น
หรือเรียกอย่างกว้างๆว่า เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ ทีนี้ ก็มองไปถึงผลของการปฏิบัติที่เรียกว่า มรรค
ผล นิพพาน นั่นเล่า นั้นแหละคือตัวสภาพที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือมั่น หรือว่า เป็นผลที่เกิดมาจาก
การทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้โดยสิ้นเชิงแล้ว หรือว่าเหลืออยู่เพียงเอกเทศก็ตามแต่
ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นบางส่วนที่ได้ดับไปแล้ว …..
ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า บรรดาวิชาความรู้ทั้งหมด การปฏิบัติทั้งหมด และผลของการปฏิบัติทั้งหมด
ในพุทธศาสนานั้น สรุปรวมลงในประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า
“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” และจัดได้ว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาจริงๆ
ดังนั้น ถ้าถูกถามว่าจะดับตัณหาหรืออุปาทานด้วยอะไรเป็นเครื่องมือ เราก็ตอบได้อย่างไม่ผิดว่า
“ฉันจะดับมันด้วยหัวใจของพุทธศาสนา” ดังนี้.” .
พุทธทาสภิกขุ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๐๔
ที่มา : ธรรมบรรยายชุด “ตัวกู-ของก”
หัวข้อเรื่อง “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
จากหนังสือ “ตัวกู-ของกู” หน้า ๑๕๘-๑๖๐
สำนักพิมพ์ ธรรมสถาพร พิมพ์ครั้งแรก กันยายน ๒๕๕๖
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี
#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

