INDHAMMA:สัมมาสมาธิ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

สมาธิไม่ได้แปลว่า นิ่งๆ ซื่อบื้อ อยู่ในอารมณ์อันเดียว 

ซึมๆอยู่ในอารมณ์อันเดียว

สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต จิตตั้งมั่นขึ้นมา 

วิธีทำจิตให้ตั้งมั่น มี ๒ วิธี แต่เดิมหลวงพ่อรู้จักวิธีเดียว 

เพราะหลวงพ่อหัดสมาธิมาแต่เด็ก ทำสมาธิมา 

เรียนจากท่านพ่อลี วัดอโศการาม ทำสมาธิจิตนิ่ง 

จิตเป็นผู้รู้ผู้ตื่น เด่นดวงอยู่อย่างนั้น 

พอออกจากสมาธิมาแล้วนะ แล้วมาตามดูกายตามดูใจ

เนี่ยมาเจริญปัญญา ตัวจิตที่เป็นผู้รู้ผู้ดูนะ มันเหมือนแยกอยู่ต่างหาก 

เหมือนแยกออกมาเป็นคนดู ดูกายอันนี้ทำงาน ดูใจอันนี้ทำงาน จิตเป็นคนดูอยู่ ตั้งอยู่อย่างนั้น 

เด่นอยู่อย่างนั้น มันตั้งเด่นอยู่อย่างนั้นได้ตั้งนานแน่ะ ได้ทีหนึ่งเป็นเดือนๆเลยนะ เพราะว่า

สมาธิมันแก่กล้า ทีนี้มาหลังๆนะ มาดูรุ่นน้องๆ รุ่นลูกๆหลานๆ อะไรอย่างนี้ ลูกเพื่อนกัน ทำสมาธิไม่เป็น

ทำอย่างไรหนอถึงจะมีสัมมาสมาธิได้อย่างเขาบ้าง หลวงพ่อก็เลยสังเกตว่า ถ้าหากว่าคนไหนนะรู้ทัน

ว่าจิตไม่ตั้งมั่นนะ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นชั่วขณะ ได้ชั่วขณะเท่านั้นน่ะ เป็นขณิกสมาธิ ไม่ถึงอัปนา

ไม่ถึงอุปจาระ ขณิกสมาธินี้ก็เหลือเฟือแล้ว สำหรับการปฏิบัติเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ขณิกสมาธิ

เป็นสมาธิชั่วขณะ แป๊บเดียว ใจตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคราวๆ ไม่นาน ตั้งไม่นาน ถ้าใครรู้สึกว่าตั้งอยู่ได้นาน

ก็ไปเพ่งเอาไว้ ไม่ใช่ของจริงหรอก ถ้าไม่ทรงฌานนะ ถ้าทรงฌานได้ก็อยู่นาน ถ้าไม่ได้ทรงฌานแล้วรู้สึก

ว่าตั้งอยู่นาน แสดงว่าเพ่งเอาไว้ เนี่ย วิธีจะฝึกให้เกิดสมาธิชั่วขณะ ก็ใช้วิธีที่มีสตินี่แหละ สังเกตเอาจิตของ

เราจะเคลื่อนที่ตลอดเวลา เวลาดูมันก็วิ่งไปดู เวลาฟังมันก็วิ่งไปฟัง เวลาคิดมันก็วิ่งไปคิด เวลาปฏิบัตินะ

มันก็วิ่งไปจับที่ลมหายใจบ้าง ที่ท้องพองยุบบ้าง ที่เท้าบ้าง ที่มือบ้าง มันวิ่งไปวิ่งมาได้ตลอดเลย ตรงที่จิต

มันยังวิ่งไปวิ่งมา ส่ายไปส่ายมา นี้ก็คือ เรียกว่าจิตไม่ตั้งมั่น แต่บางทีจิตสงบได้นะ

เช่นไปดูท้องพองยุบนะ จิตวิ่งไปเกาะนิ่งๆอยู่ที่ท้อง อันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เดินจงกรม

ยกเท้า ย่างเท้า จิตไหลไปเกาะนิ่งๆอยู่ที่เท้า ก็เป็นมิจฉาสมาธิ ไปอยู่แล้วเดี๋ยวก็เกิดปีติ ขนลุกจนพอง

ตัวเบาตัวโคลง รู้สึกวูบๆวาบๆ รู้สึกเหมือนอะไรมาไต่ อันนั้นเป็นเรื่องของสมถะนะ ไม่ค่อยได้เรื่องอะไร

เท่าไหร่หรอก แต่ถ้าใจเราตั้งมั่น มันจะเกิดปัญญา ถ้าใจเราไม่ไหลตามอารมณ์ไปนะ ใจตั้งมั่นในขณะที่รู้

อารมณ์ สติระลึกรู้อารมณ์ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้วก็เป็นกลางเนี่ย ปัญญาจะเกิด สติระลึกรู้อารมณ์นะ อารมณ์

ใดๆปรากฎขึ้นสติระลึกได้เอง ไม่ได้กำหนด ไม่ได้บังคับ แต่ระลึกได้เอง ด้วยใจที่ตั้งมั่น สติรู้ทันสภาวะที่

เกิดขึ้น จิตตั้งมั่นในขณะที่รู้สภาวะ เนี่ยถ้ามีองค์ประกอบสองอย่างนี้แล้ว ปัญญาจะเกิด

ปัญญาจะเกิดก็คือ จะเห็นทันทีเลยว่า อารมณ์ รูปนาม กายใจ ที่สติไประลึกนั้น ไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นเลยว่า

มันไม่ใช่ตัวเรา ยกตัวอย่างร่างกายนี้ ร่างกายเคลื่อนไหว เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจมันเป็นแค่คนดูใจ

มันอยู่ต่างหาก เห็นร่างกายนี้ยืนเดินนั่งนอน ใจเป็นแค่คนดูนะ จิตใจมันอยู่ต่างหาก อยู่อย่างสบายนะ

ไม่ใช่อยู่อย่างเครียดๆแข็งๆ บางคนได้ยินว่าใจอยู่ต่างหากก็ไปประคองใจไว้จนแข็งเลย

อันนั้นทำผิดอีก อย่าไปประคับประคองให้มันแข็งๆ...

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม

บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

Select your language