INDHAMMA:เราเข้าใจกฎแห่งกรรมว่าอย่างไร

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ทำไมคนดีถึงยากจน แต่คนชั่วกลับร่ำรวย ? 

เหตุใดคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมถึงมีอายุสั้น แต่คนที่โกงกินบ้านเมืองกลับมีอายุยืน? 

ข้อความเหล่านี้มักถูกยกขึ้นมาเพื่อตั้งข้อสงสัยกับกฎแห่งกรรมว่า 

กฎนี้มีจริงหรือและมีความเป็นธรรมเพียงใด ในทัศนะของคนจำนวนไม่น้อยสองประเด็นนี้สัมพันธ์กัน 

เพราะหากชี้ได้ว่ากฎแห่งกรรมไม่มีความเป็นธรรม ก็แสดงว่ากฎนี้ไม่มีอยู่จริง 

คำถามก็คือ เราเข้าใจกฎแห่งกรรมว่าอย่างไร กฎแห่งกรรมในความเข้าใจของคนทั่วไป 

สรุปได้สั้น ๆ ว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” นัยยะที่มักพ่วงตามมาก็คือ ทำดีแล้วต้องรวยและอายุยืน 

ทำชั่วต้องยากจนและอายุสั้น เป็นต้น 

เพราะคนทั่วไปมองว่า รวยและอายุยืนนั้นคือ “ดี” ส่วนยากจนและอายุสั้นคือ “ไม่ดี”

ไม่ผิดหากจะกล่าวว่ากฎแห่งกรรมหมายถึง 

ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” 

เพราะข้อความนี้มาจากพุทธศาสนสุภาษิต

ในพระไตรปิฎก แต่ข้อความนี้ไม่ได้มาโดด ๆ 

ข้อความที่มาก่อนหน้านั้นก็คือ 

หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น” 

ความหมายก็คือหากปลูกมะม่วง ก็ได้มะม่วง 

ปลูกมะพร้าว ก็ได้มะพร้าว เป็นอื่นไปไม่ได้ 

นี้คือกฎธรรมชาติที่พุทธศาสนาเรียกว่า “พีชนิยาม” 

หรือกฎธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและการสืบพันธุ์ 


ในทัศนะของพุทธศาสนา พีชนิยามกับกฎแห่งกรรม (ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กรรมนิยาม”) 

มีสถานะเท่ากัน คือเป็นกฎธรรมชาติเหมือนกัน และมีความเป็นสากล ไม่ขึ้นอยู่กับการบังคับควบคุม

ของมนุษย์ ปลูกมะม่วง ย่อมได้มะม่วงฉันใด ทำดีย่อมได้ดีฉันนั้น 

แต่ “ดี” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ารวยหรืออายุยืน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า 

ปลูกมะม่วงย่อมได้เงินดี ใคร ๆ ก็รู้ว่าปลูกมะม่วงแล้วไม่จำเป็นต้องได้เงินดี 

เพราะเงินจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับราคาของมะม่วงในตลาดว่าสูงหรือต่ำ 

และยังต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของพ่อค้าคนกลาง ตลอดจนความสามารถของลูกค้า

ในการเข้าถึงสวนมะม่วง เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้อยู่นอกเหนือกฎธรรมชาติหรือพีชนิยาม 

แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสังคม ซึ่งแปรเปลี่ยนตลอดเวลาและมีมนุษย์เป็นตัวกำหนดที่สำคัญ 

ปลูกมะม่วงไม่ได้แปลว่าต้องได้เงินดีฉันใด ทำดีก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรวยฉันนั้น 

แต่ที่แน่ใจก็ได้ก็คือ ปลูกมะม่วงก็ต้องได้มะม่วง (หากปลูกถูกต้อง) ทำดีก็ต้องได้ดี (หากทำดีถูกต้อง) 

ดีในที่นี้หมายถึงผลดีที่เกิดขึ้นกับจิตใจ บุคลิกนิสัย และส่งผลถึงการกระทำ เช่น ทำให้จิตใจสงบเย็น 

โปร่งเบา ส่วนผลที่นอกเหนือจากนั้น เช่น รายได้ สุขภาพ ชื่อเสียงเกียรติยศ ยังต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

อีกมากมาย เช่น ความสามารถในการประกอบอาชีพและการจับจ่ายใช้สอยของคนผู้นั้น 

รวมทั้งพฤติกรรมของคนรอบข้าง ค่านิยมของสังคม สภาวะเศรษฐกิจในเวลานั้น ฯลฯ ชอบทำบุญ 

ทอดกฐินทอดผ้าป่าเป็นประจำ แต่ขณะขับรถกลับจากต่างจังหวัด เกิดหลับในขึ้นมา จึงขับชนเสาไฟฟ้า

ถึงแก่ชีวิต ในกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจพูดได้ว่าทำดีแล้วทำไม่ไม่ได้ดี 

เพราะการขับรถอย่างปลอดภัยนั้นต้องอาศัยสติด้วย ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นคนใจบุญอย่างเดียว 

ในทำนองเดียวกัน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่โกงไม่กิน แต่ชอบกินอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน 

แถมไม่ออกกำลังกาย อีกทั้งยังเครียดจากที่ทำงาน เส้นเลือดในสมองจึงแตก กลายเป็นอัมพาต 

นอนซมอยู่ที่บ้านช่วยตัวเองไม่ได้ กรณีอย่างนี้ก็ไม่อาจพูดได้เช่นกันว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี 

เพราะสุขภาพนั้นจะดีหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตด้วย 

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว ชอบทำบุญแต่ตายเพราะอุบัติเหตุ 

หรือซื่อสัตย์แต่กลับเป็นอัมพาต จึงไม่ได้หมายความว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง 

ทั้งยังพูดไม่ได้ด้วยว่ากฎแห่งกรรมไร้ความเป็นธรรม เพราะเป็นคนละเรื่องกัน 

กฎแห่งกรรมนั้นเป็นกฎธรรมชาติ ส่วนความเป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์นิยามเอาเอง 

แค่ไหนจึงเรียกว่าความเป็นธรรม เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้มาก 

ผู้คนมักคิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต่อเมื่อพบว่าตนเองได้น้อยกว่า คนอื่น 

(เช่นได้แจกผ้าห่มน้อยกว่า หรือได้เงินเดือนและโบนัสน้อยกว่า) แต่หากตนเองได้มากกว่าคนอื่น 

มีใครบ้างที่จะโวยวายว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้แปลว่าความไม่เท่าเทียม 

แต่มักแปลว่าฉัน (หรือพวกของฉัน)ได้น้อยกว่าคนอื่น 

พระไพศาล วิสาโล

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม





Select your language