INDHAMMA:ความรู้เรื่องชีวิตโดยแท้จริง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เราถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง 

จัดเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ๆ ความรู้เรื่องชีวิตโดยแท้จริง 

ก็คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นตัวเรื่องพุทธศาสนา 

ถ้าเรียกเป็นภาษาฝรั่ง เค้าเรียกว่า Dependent origination

Dependent แปลว่า อาศัยกันๆ 

Origination แปลว่า ปรุงกันขึ้นมา 

อาศัยกันแล้วปรุงขึ้นมานี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท 

 

อาศัยตากับรูปเกิดจักษุวิญญาณ จักษุวิญญาณปรุงผัสสะ ผัสสะปรุงเวทนา เวทนาปรุงตัณหา 

ตัณหาปรุงอุปาทาน ไม่มีอะไรเป็นตัวเอง มีแต่ปรุงและถูกปรุง 

ถูกปรุงแล้วก็ปรุงต่อไปนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีชื่อเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ก็มี 

มีชื่อเรียกว่า ตถตา มันเป็นเช่นนี้ เองก็มี 

มีชื่อเรียกว่า อนัญญถตา มันไม่เป็นอย่างอื่นไปจากนี้ได้ก็มี 

อวิตถตา มันไม่ผิดไปจากการเป็นอย่างนี้ได้ก็มี 

เป็นธัมมนิยามตา เป็นกฎตายตัวของธรรมดา 

เป็นธัมมัฏฐิถตา เป็นการตั้งอยู่โดยธรรมดา 

แต่มันมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เรื่องที่ว่าให้ฟังเป็นปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นตัวพุทธศาสนา 

อยากจะบอกให้ทราบว่า ที่คนในโลกไม่กล้าพูด เพราะมันไม่รู้พระพุทธศาสนา ก็เพราะมันไม่สนใจเรื่องนี้ 

ในเมืองไทยนี้แหละ เขายังถือเป็นหลักกันว่า เรื่องนี้อย่าเอามาสอนๆ เรื่องปฏิจจสมุปบาทยังไกลเกินไป 

ยังลึกเกินไป คนไม่เข้าใจ อย่าเอามาสอนกระมัง ดังนั้นคุณจึงไม่ค่อยได้ยิน 

แต่มันขัดกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า นี้มันเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษา ดังนั้นจึงเป็นโชคที่ยังไม่ดี 

ในเมืองไทยก็ดี ต่างประเทศก็ดี พวกที่เป็นพุทธศาสนา มันไม่ได้ตั้งต้นด้วยเรื่องนี้ 

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เราถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง จัดเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ๆ ความรู้เรื่องชีวิตโดยแท้จริง ก็คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นตัวเรื่องพุทธศาสนา ถ้าเรียกเป็นภาษาฝรั่ง เค้าเรียกว่า Dependent origination Dependent แปลว่า อาศัยกันๆ Origination แปลว่า ปรุงกันขึ้นมา อาศัยกันแล้วปรุงขึ้นมานี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท อาศัยตากับรูปเกิดจักษุวิญญาณ จักษุวิญญาณปรุงผัสสะ ผัสสะปรุงเวทนา เวทนาปรุงตัณหา ตัณหาปรุงอุปาทาน ไม่มีอะไรเป็นตัวเอง มีแต่ปรุงและถูกปรุง ถูกปรุงแล้วก็ปรุงต่อไปนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีชื่อเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ก็มี มีชื่อเรียกว่า ตถตา มันเป็นเช่นนี้ เองก็มี มีชื่อเรียกว่า อนัญญถตา มันไม่เป็นอย่างอื่นไปจากนี้ได้ก็มี อวิตถตา มันไม่ผิดไปจากการเป็นอย่างนี้ได้ก็มี เป็นธัมมนิยามตา เป็นกฎตายตัวของธรรมดา เป็นธัมมัฏฐิถตา เป็นการตั้งอยู่โดยธรรมดา แต่มันมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เรื่องที่ว่าให้ฟังเป็นปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นตัวพุทธศาสนา อยากจะบอกให้ทราบว่า ที่คนในโลกไม่กล้าพูด เพราะมันไม่รู้พระพุทธศาสนา ก็เพราะมันไม่สนใจเรื่องนี้ ในเมืองไทยนี้แหละ เขายังถือเป็นหลักกันว่า เรื่องนี้อย่าเอามาสอนๆ เรื่องปฏิจจสมุปบาทยังไกลเกินไป ยังลึกเกินไป คนไม่เข้าใจ อย่าเอามาสอนกระมัง ดังนั้นคุณจึงไม่ค่อยได้ยิน แต่มันขัดกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า นี้มันเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษา ดังนั้นจึงเป็นโชคที่ยังไม่ดี ในเมืองไทยก็ดี ต่างประเทศก็ดี พวกที่เป็นพุทธศาสนา มันไม่ได้ตั้งต้นด้วยเรื่องนี้ พุทธทาสภิกขุ




INDHAMMA:ภาษาเพลง...ภาษาธรรม...กับที่สุดในคำที่ดีที่สุด...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การพูดความจริงนั้น ใช้ปิยวาจาก็ได้

ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดที่แข็งกร้าว ในเมื่อจะพูด

ก็ควรหวังให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และหาก

หวังให้อีกฝ่ายเข้าใจถูกต้องว่าเราต้องการ

บอกอะไรแก่เขา ก็ควรคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิด

ของเขาด้วย วิธีการพูดรวมทั้งการตั้งจิต

ให้ถูกต้องระหว่างพูดจึงมีความสำคัญ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การพูดที่ดีนั้น นอกจากพูดความจริงแล้ว

ควรเป็นประโยชน์

ถูกเวลา

ใช้ปิยวาจา

มีเมตตากรุณา

หาไม่แล้วจะเกิดโทษทั้งต่อผู้พูดและผู้ฟัง การพูดอ่อนหวาน แต่ไม่เป็นความจริง ย่อมไม่ดีแน่

แต่การพูดจาอ่อนหวานที่ดีก็มี โดยเฉพาะการพูดที่มีคุณสมบัติทั้ง ๕ ประการดังที่กล่าวมา

พระไพศาล วิสาโล

ทิ้งท้ายกับที่สุดในคำที่ดีที่สุด...ที่เกิดขึ้นกับใจคน 

คือช่วงเวลาที่ใครบางคนพาคำว่ารัก เข้าในหัวใจ...

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ธรรมต้องเอาของจริงมาพูด แต่กิเลสเอาของหลอกมาพูด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ร่างกายของเรา...อะไรคือความสุข อยู่ดี มีสุข กินข้าวอร่อย 

นอนหลับ มีเงินใช้ มีเพื่อนฝูง ได้ฟังรำทำเพลง อีกสักวันหนึ่ง 

ถึงเราจะพอใจใจสิ่งเหล่านั้น แต่ร่างกายของเรา มันจะต้องแก่ 

แล้วก็เจ็บ แต่พวกเราไม่ได้มองเห็น ว่าความเจ็บของร่างกายนี่คืออะไร 

หลักของพุทธศาสนาท่านว่า ความเจ็บมันมีทุกอิริยาบถ 

เพียงแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง เพราะมันเคยชิน 

เกิดขึ้นมาแล้วก็หายใจเข้าออก นี่ล่ะ เกิดเวทนาแล้ว 

ถ้าปิดจมูกเข้าไปก็นั่นล่ะ รู้สึกแล้วว่างั่นเถอะ 

ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ทั้งนั้น 

ถึงจะมีความสุขขนาดไหน ผลที่สุดก็แก่ เดี๋ยวก็ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว หลังค่อม

แต่เรามองไม่เห็นเพราะว่าเรามองออกไปแต่ข้างนอก ไม่ได้มองดูตัวของเรา มันหลง 

สรุปนั้นล่ะคือความหลงมาถึงจุดตายนี้ล่ะทีนี่... ข้าก็ไม่เคยคิดไว้ก่อนว่าจะมาจุดนี้

ผลที่สุดหายใจไม่ออก ชักดิ้นชักงอใจขาด หมดไปภพหนึ่งชาติหนึ่ง ชาติหน้าเกิดมาอีกหลงอีก 

หลงอย่างชาติที่แล้วนี่ล่ะแต่ในใจมันก็ยังหาความสุขอีกเหมือนกัน

สรุปแล้วก็คือ ความสุข หรือ ทุกข์ตัวนี้ ถ้ามีความหลงอยู่ในใจ มันมองไม่เห็น

เพราะฉะนั้นมีแต่พระอริยเจ้า พระอรหันต์หรือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ชี้แนะ 

ชี้นำจุดนั้นมันทุกข์นะ มันไม่ใช่สุขนะ ต้องคิดดูให้ดีนะ ทบทวนดูให้ดีนะ

ถ้าเราไม่ทบทวนดูให้ดี เผลอๆยังมาด่าคนที่บอกอีกต่างหาก

ด่าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอีกต่างหากเพราะกิเลสมันไม่ยอมใครง่ายๆว่างั้นเถอะ

ตัวกิเลสมันเป็นลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพวกเราเป็นอย่างนั้นรึเปล่า ให้ถามตัวเองนะ

อันนี้หลวงพ่อมีแต่ว่าชี้แนะ ชี้นำ ชี้ให้ฟังว่า กิเลสกับธรรม

ธรรมต้องเอาของจริงมาพูด แต่กิเลสเอาของหลอกมาพูด

แต่โดยมากพวกเราชอบไปทางกิเลสของหลอก ของจริงนี้ไม่ค่อยชอบ

ให้พิจารณาไตร่ตรองเหตุและผล พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ท่านบอกเอาไว้นะ ให้ศึกษาสรุปแล้วโดย 

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก 

“เกิดมาทุกข์”

จากพระธรรมเทศนา “กิเลสของปลอม ธรรมของจริง”

แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:อาหาร 4 ประเภท...เพื่อสุขภาพที่ดี

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ด้วยความตระหนักรู้ถึง ความทุกข์...

จากการบริโภคที่ขาดสติ ข้าพเจ้า...ขอตั้งปณิธานว่า

จะเรียนรู้วิธีการแปรเปลี่ยน และบ่มเพาะ สุขภาพที่ดี

ทั้งกายและใจ เพื่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม

ด้วยการ กิน ดื่ม บริโภค อย่างมีสติ ข้าพเจ้า...

จะฝึกการมองอย่างลึกซึ้ง ในอาหาร ๔ ประเภท

ได้แก่ อาหาร...ที่รับผ่านทางปาก

อาหาร...ทางประสาทสัมผัส

อาหาร...ทางความปรารถนา

อาหาร...ทางวิญญาณ

เพื่อหลีกเลี่ยง.... การบริโภคอาหารที่เป็นพิษทั้งหลาย

ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นที่จะ ไม่เล่น...การพนันเสี่ยงโชค

จะไม่ใช้...แอลกอฮอล์หรือสิ่งเสพติดอื่นใด รวมทั้งการบริโภค...สิ่งที่ให้โทษบางประเภท

ในอินเทอร์เน็ต เว็บไซด์ เกม รายการวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ นิตยสาร หนังสือ และการสนทนา

 

ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานว่า... จะฝึกปฏิบัติ...การกลับสู่ปัจจุบันขณะอยู่เสมอ เพื่อสัมผัสกับความสดชื่นใน

ตัวข้าพเจ้า และสิ่งรอบข้าง ซึ่งมีความสามารถที่จะบำรุง หล่อเลี้ยง และเยี่ยวยา

 

ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่า...จะไม่ปล่อยให้...ความโศกเศร้าเสียใจ ดึงข้าพเจ้ากลับไป...ในอดีต และ

ไม่ปล่อยให้...ความกังวล ความกลัว ความอยาก ดึงข้าพเจ้าให้หลงเข้าไป...ในอนาคต

 

ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธาน... ที่จะไม่บริโภค...เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ ความเหงา และความกังวล

 

ข้าพเจ้าจะมองอย่างลึกซึ้ง เข้าไปในธรรมชาติ...แห่ง... ความเป็นดั่งกันและกัน เพื่อ...ที่จะเรียนรู้วิธี

บริโภคในหนทาง ที่จะรักษา...ความสุขสันติในกายและใจ ของตนเอง สังคม และโลก...

ท่านติช นัท ฮันห์ . . .

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ธรรมที่เหมาะสมที่สุดที่จะประยุกต์ได้จริง ด้วยกาย วาจา ใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ธรรมที่เหมาะสมที่สุดที่จะประยุกต์ได้จริง 

ด้วยกาย วาจา ใจ ให้อยู่ที่เนื้อที่ตัวจริงๆก็อยากจะแนะคือ

อานาปานสติ ซึ่งเป็นสาระบบธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา 

ในแง่ปริยัติก็ดี ในแง่ปฏิบัติก็ดี ในแง่ของผลการปฏิบัติก็ดี 

มันเป็นที่รวบรวมทั้งหมดในรูปโครงของอานาปานสติ 

หรือ เราจะพูดว่า ความรู้เข้าขั้น การปฏิบัติเข้าขั้น 

ภูมิของจิตเข้าขั้น มันก็อยู่ที่อานาปานสติ 

ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดี จนท่านสรรเสริญของท่านเอง

ว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดของการปฏิบัติ สะดวกที่สุด 

ปลอดภัยที่สุด เยือกเย็นที่สุด

 

ที่นี้เราจะดูเค้าโครงของอาณาปานสติก่อน ว่าแบ่งเป็น 4 ชุด 4 หมวด 

หมวดที่ 1 เรียกว่า กายานุปัสสนา 

หมวดที่ 2 เรียกว่า เวทนานุปัสสนา 

หมวดที่ 3 เรียกว่า จิตตานุปัสสนา 

หมวดที่ 4 เรียกว่า ธรรมานุปัสสนา 

หมวดที่ 1 กายานุปัสสนา 

อันดับที่ 1 ถึง อันดับที่ 4 รู้จักธรรมชาติของลมหายใจยาว รู้จักธรรมชาติของลมหายใจสั้น 

รู้จักธรรมชาติให้รู้จักหน้าที่ของลมหายใจ คือการปรุงแต่งกาย 

และก็รู้จักวิธีที่จะทำการปรุงแต่งกายของลมหายใจให้มันละเอียด ประณีต ให้มันระงับ 

เพราะว่าการปรุงแต่งกายนั้น มันปรุงแต่งได้หลายอย่างคือ ปรุงแต่งไปในทางหยาบก็ได้ 

อย่างนี้มันก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ปรุงแต่งให้ละเอียดให้ระงับนี่มันมีประโยชน์เพื่อให้เป็นร่างกายที่ดี

ที่มีประโยชน์ ที่มีสมรรถภาพ เพราะฉะนั้นอานาปานสติหมวดปรุงแต่งกายนี้ก็คือการฟิตร่างกาย...

ส่วนร่างกายให้พร้อมจะต่อสู้มาร 

หมวดที่ 2 เวทนานุปัสสนา 

อานาปานสติอันดับที่ 5 จนถึงอันดับที่ 8 นี่มันรู้จักความรู้สึกที่เป็นเวทนาในลักษณะของปีติ 

และก็ในลักษณะของความสุข ข้อเท็จจริงที่เวทนานี้ปรุงแต่งจิตอย่างนั้นอย่างนี้ จนเป็นตัวของกิเลสนั่นเอง 

เป็นตัวความอยาก ความยึดมั่น แล้วก็รู้วิธีที่จะระงับเสียซึ่งจิตสังขารเหล่านี้ ควบคุมเวทนาเหล่านี้

ไม่ให้ปรุงแต่งไปในทางของกิเลสตัณหา นี่ก็เรียกว่ารู้จักทางมาของมาร 

รู้จักกำพืดของมาร รู้จักทางมาของพญามารว่ามาจากเวทนาที่ปรุงแต่งจากความคิดนึกที่เป็นไปในทาง

ของกิเลสตัณหา ถ้าเราทำอานาปานสติหมวดที่ 2 ก็รู้จักกำพืดของมาร รู้จักทางมาของมาร ที่เกิดของมาร 

รู้จักหน้าตา ที่เกิดของมาร รู้จักวิธีที่จะตัดหนทางที่มาของมาร พูดอย่างภาษาหยาบคาย 

กูรู้จักหน้ามึงแล้ว 

หมวดที่ 3 จิตตานุปัสสนา คืออันดับที่ 9 ถึงอันดับที่ 12 ของอานาปานสติ ก็มารู้จักจิต 

ฝึกฝนจิตเกี่ยวกับจิตโดยตรง รู้จักว่าจิตเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง มีราคะหรือไม่มีราคะ 

มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มีโมหะ มีหดหู่หรือฟุ้งซ่านขณะนี้ต้องทุกๆ อย่างเลย 

ก็เรียกว่ารู้จักจิตในทุกลักษณะ รู้จักบังคับหรือทำหรือควบคุมจิตนี้ ปีติ ปราโมทย์ บันเทิงอยู่ก็ได้ 

รู้จักบังคับ ควบคุมจิตนี้ให้แน่วแน่ มั่นคงก็ได้ รู้จักบังคับจิตนี้ให้ปล่อยอารมณ์ที่เข้ามารบกวน 

กลุ้มรุมจิตก็ได้ เมื่อทำได้ทั้ง 4 อย่างนี้ เป็นจิตตานุปัสสนา มันก็คือการฟิตอีกเหมือนกัน ฟิตจิต 

หมวดสุดท้าย ธรรมานุปัสสนา อานาปานสติลำดับที่ 13 ถึง 16 นี่คือโถมเข้าใส่ 

อย่างที่เด็กในโรงหนังเรียกว่า ฉึ่งกันใหญ่ ว่าตะลุมบอลกันใหญ่ ที่ใช้กายและจิตที่ฟิตดีแล้วรู้จักมารดีแล้ว 

รี่เข้าไปเล่นงานมารโดยใช้อาวุธที่เตรียมมาดีแล้ว คือความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมๆกันว่า 

อนิจจานุปัสสี เป็นผู้เห็นความไม่เที่ยงอยู่เสมอ เห็นความไม่เที่ยงก็คือ เห็นความเหลวคว้างของตัวตน 

เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน นี่คืออาวุธ เหมือนกับที่ในอุปมา ปริศนาธรรมก็ได้แก่ 

เขากระต่าย หนวดเตา นอกบ ล้วนแต่ว่ามันว่างจากตัวตน นี่เป็นอาวุธที่จะเข้าประหัตประหารมาร ตะลุมบอล

กันกับมาร ขั้นที่ 13 เป็นอย่างนี้ พอขั้นที่ 14 ก็มีราคะ คือการเริ่มสลายตัวของมาร 

ขั้นที่ 15 มันก็เป็นการดับของมาร ขั้นที่ 16 ก็คือการโยนปัญหาเรื่องมาร หรือความทุกข์ออกไปหมดสิ้น 

มันก็เกลี้ยงเกลาจากความทุกข์ มีความสงบสุขเป็นมรรคผลนิพพาน ก็จบเรื่องของการฆ่ามาร ปราบมาร 

พุทธทาสภิกขุ

อานาปานสติประยุกต์

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:เราเข้าใจกฎแห่งกรรมว่าอย่างไร

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ทำไมคนดีถึงยากจน แต่คนชั่วกลับร่ำรวย ? 

เหตุใดคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมถึงมีอายุสั้น แต่คนที่โกงกินบ้านเมืองกลับมีอายุยืน? 

ข้อความเหล่านี้มักถูกยกขึ้นมาเพื่อตั้งข้อสงสัยกับกฎแห่งกรรมว่า 

กฎนี้มีจริงหรือและมีความเป็นธรรมเพียงใด ในทัศนะของคนจำนวนไม่น้อยสองประเด็นนี้สัมพันธ์กัน 

เพราะหากชี้ได้ว่ากฎแห่งกรรมไม่มีความเป็นธรรม ก็แสดงว่ากฎนี้ไม่มีอยู่จริง 

คำถามก็คือ เราเข้าใจกฎแห่งกรรมว่าอย่างไร กฎแห่งกรรมในความเข้าใจของคนทั่วไป 

สรุปได้สั้น ๆ ว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” นัยยะที่มักพ่วงตามมาก็คือ ทำดีแล้วต้องรวยและอายุยืน 

ทำชั่วต้องยากจนและอายุสั้น เป็นต้น 

เพราะคนทั่วไปมองว่า รวยและอายุยืนนั้นคือ “ดี” ส่วนยากจนและอายุสั้นคือ “ไม่ดี”

ไม่ผิดหากจะกล่าวว่ากฎแห่งกรรมหมายถึง 

ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” 

เพราะข้อความนี้มาจากพุทธศาสนสุภาษิต

ในพระไตรปิฎก แต่ข้อความนี้ไม่ได้มาโดด ๆ 

ข้อความที่มาก่อนหน้านั้นก็คือ 

หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น” 

ความหมายก็คือหากปลูกมะม่วง ก็ได้มะม่วง 

ปลูกมะพร้าว ก็ได้มะพร้าว เป็นอื่นไปไม่ได้ 

นี้คือกฎธรรมชาติที่พุทธศาสนาเรียกว่า “พีชนิยาม” 

หรือกฎธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและการสืบพันธุ์ 


ในทัศนะของพุทธศาสนา พีชนิยามกับกฎแห่งกรรม (ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กรรมนิยาม”) 

มีสถานะเท่ากัน คือเป็นกฎธรรมชาติเหมือนกัน และมีความเป็นสากล ไม่ขึ้นอยู่กับการบังคับควบคุม

ของมนุษย์ ปลูกมะม่วง ย่อมได้มะม่วงฉันใด ทำดีย่อมได้ดีฉันนั้น 

แต่ “ดี” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ารวยหรืออายุยืน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า 

ปลูกมะม่วงย่อมได้เงินดี ใคร ๆ ก็รู้ว่าปลูกมะม่วงแล้วไม่จำเป็นต้องได้เงินดี 

เพราะเงินจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับราคาของมะม่วงในตลาดว่าสูงหรือต่ำ 

และยังต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของพ่อค้าคนกลาง ตลอดจนความสามารถของลูกค้า

ในการเข้าถึงสวนมะม่วง เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้อยู่นอกเหนือกฎธรรมชาติหรือพีชนิยาม 

แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสังคม ซึ่งแปรเปลี่ยนตลอดเวลาและมีมนุษย์เป็นตัวกำหนดที่สำคัญ 

ปลูกมะม่วงไม่ได้แปลว่าต้องได้เงินดีฉันใด ทำดีก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรวยฉันนั้น 

แต่ที่แน่ใจก็ได้ก็คือ ปลูกมะม่วงก็ต้องได้มะม่วง (หากปลูกถูกต้อง) ทำดีก็ต้องได้ดี (หากทำดีถูกต้อง) 

ดีในที่นี้หมายถึงผลดีที่เกิดขึ้นกับจิตใจ บุคลิกนิสัย และส่งผลถึงการกระทำ เช่น ทำให้จิตใจสงบเย็น 

โปร่งเบา ส่วนผลที่นอกเหนือจากนั้น เช่น รายได้ สุขภาพ ชื่อเสียงเกียรติยศ ยังต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

อีกมากมาย เช่น ความสามารถในการประกอบอาชีพและการจับจ่ายใช้สอยของคนผู้นั้น 

รวมทั้งพฤติกรรมของคนรอบข้าง ค่านิยมของสังคม สภาวะเศรษฐกิจในเวลานั้น ฯลฯ ชอบทำบุญ 

ทอดกฐินทอดผ้าป่าเป็นประจำ แต่ขณะขับรถกลับจากต่างจังหวัด เกิดหลับในขึ้นมา จึงขับชนเสาไฟฟ้า

ถึงแก่ชีวิต ในกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจพูดได้ว่าทำดีแล้วทำไม่ไม่ได้ดี 

เพราะการขับรถอย่างปลอดภัยนั้นต้องอาศัยสติด้วย ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นคนใจบุญอย่างเดียว 

ในทำนองเดียวกัน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่โกงไม่กิน แต่ชอบกินอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน 

แถมไม่ออกกำลังกาย อีกทั้งยังเครียดจากที่ทำงาน เส้นเลือดในสมองจึงแตก กลายเป็นอัมพาต 

นอนซมอยู่ที่บ้านช่วยตัวเองไม่ได้ กรณีอย่างนี้ก็ไม่อาจพูดได้เช่นกันว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี 

เพราะสุขภาพนั้นจะดีหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตด้วย 

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว ชอบทำบุญแต่ตายเพราะอุบัติเหตุ 

หรือซื่อสัตย์แต่กลับเป็นอัมพาต จึงไม่ได้หมายความว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง 

ทั้งยังพูดไม่ได้ด้วยว่ากฎแห่งกรรมไร้ความเป็นธรรม เพราะเป็นคนละเรื่องกัน 

กฎแห่งกรรมนั้นเป็นกฎธรรมชาติ ส่วนความเป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์นิยามเอาเอง 

แค่ไหนจึงเรียกว่าความเป็นธรรม เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้มาก 

ผู้คนมักคิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต่อเมื่อพบว่าตนเองได้น้อยกว่า คนอื่น 

(เช่นได้แจกผ้าห่มน้อยกว่า หรือได้เงินเดือนและโบนัสน้อยกว่า) แต่หากตนเองได้มากกว่าคนอื่น 

มีใครบ้างที่จะโวยวายว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้แปลว่าความไม่เท่าเทียม 

แต่มักแปลว่าฉัน (หรือพวกของฉัน)ได้น้อยกว่าคนอื่น 

พระไพศาล วิสาโล

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม





INDHAMMA:มีความสุขที่แท้จริง ตลอดชีวิต

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

นี่เราเป็นพุทธบริษัทแล้ว 

มีความรู้ถูกต้องในความเป็นพุทธบริษัทแล้ว จะพอใจธรรมะ 

จะบูชาธรรมะ จะเคารพธรรมะ 

ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็บูชาธรรมะ 

นี่เราบูชาธรรมะ ก็คือบูชาหน้าที่คือ บูชาการงานที่จะต้องทำ 

อย่าให้บกพร่องได้ ....เรียกว่ามีธรรมะกันตลอดชีวิต 

ก็พอใจที่แท้จริงตลอดชีวิต มีความสุขที่แท้จริง ตลอดชีวิต 

ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงินเลย 

ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลย

ถ้าเป็นความสุขที่หลอกลวงละก็จะต้องใช้เงินมาก ยิ่งหลอกลวงมากก็ยิ่งใช้เงินมาก 

ยิ่งหลอกลวงมากที่สุดก็ยิ่งใช้เงินมากที่สุด จนหมดเนื้อหมดตัว เป็นคนคอร์รัปชั่นคดโกงไปเลย 

นี่จำกันได้สั้นๆ ง่ายๆ ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน เพราะมันพอใจเป็นสุขเสียแล้วเมื่อทำงาน 

ทำงานเป็นสุขสนุกเสียแล้วทั้งวันทั้งคืน จะใช้เงินอะไรหาความสุขล่ะ มันอิ่มอยู่ด้วยความสุขแล้วทั้งวันทั้งคืน

โดยไม่ต้องใช้เงินเพื่อความสุข ทีนี้ คนโง่มันหัวกระหายอยู่ด้วยกิเลสราคะ โลภะ นี่ ต้องเอาเงินไปซื้อ

ของเล่น ของกินกามารมณ์อะไรต่างๆ นั่นมันต้องใช้เงินซื้อ ที่ได้มานั้นไม่ใช่ความสุข เป็นความเพลิดเพลิน

ที่หลอกลวง นี่เรียกว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลย ทำให้เงินเหลือเพราะทำงานสนุก 

ผลงานก็เกิดมาก แล้วก็เหลือเพราะไม่ต้องใช้ผลงานนั้นไปซื้อหาความสุขที่ไหนอีก มันมีความสุขตลอดเวลา

อยู่แล้ว ที่นี้คนโง่มันไม่รู้จักความสุขชนิดนี้ มันกระหายต่อเหยื่อของกิเลสตัณหา 

เอร็ดอร่อย สนุกสนาน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่เรียกกันว่า เริงรมย์ สถานเริงรมย์น่ะ

ต้องใช้เงิน ใช้เงินเท่าไรมันก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ จนเงินเดือนไม่พอใช้ มันก็ต้องโกง 

ในที่สุดก็ได้รับผลของการโกง นี่เรียกว่าความสุขที่หลอกลวง ใช้เงินมากที่สุดและจนไม่พอใช้ 

จนต้องกลายเป็นคนคดโกง ข้าราชการที่คอร์รับชั่นที่คดโกงน่ะ คือเข้าใจผิดอย่างนี้ทั้งนั้น 

ประชาชนก็เหมือนกันแหละ ที่เงินไม่พอใช้ ก็เพราะไปหลงความเพลิดเพลินที่หลอกลวง 

ไม่เอาความสุขที่แท้จริงที่เกิดขึ้นเมื่อกำลังทำงาน เมื่อกำลังเหงื่อไหล นั่นคืออาบน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้า 

นี่ขอให้เราเข้าใจเป็นคำสรุปสั้นๆ ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน ความสุขที่หลอกลวง

ใช้เงินจนเงินไม่พอใช้ ทุกคนแหละ ถ้าอย่างนี้ไปดูเองก็แล้วกัน

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ควบคุมจิต(บริกรรมภาวนา)

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 จิตอยู่ที่ใดให้เอาสติไปตั้งตรงไว้ในที่นั่น

จึงจะเรียกว่าควบคุมจิต รักษาจิต

ที่จะห้ามไม่ให้คิดไม่ให้นึกนั้น ห้ามไม่ได้เด็ดขาด

ธรรมดาของจิตมันต้องมีคิดมีนึก

แต่หากมีสติควบคุมจิตอยู่เสมอ คิดนึกอะไรก็รู้ตัว

อยู่ทุกขณะ เรียกว่า #บริกรรมภาวนา

การบริกรรมภาวนานี้มิใช่ของเลว

คนบางคนเข้าใจว่าเป็นของเลว เป็นเบื้องต้น

ที่จริงไม่ใช่เบื้องต้น ธรรมไม่มีเบื้องตน ท่ามกลาง

ที่สุดหรอก ธรรมะอันเดียวกันนั่นแหละ

ถ้าหากสติอ่อนเมื่อไรก็เป็นเบื้องต้นเมื่อนั้น สติแก่กล้าเมื่อไรก็เป็นท่ามกลางและที่สุดเมื่อนั้น คือ

หมายความว่าสติคุมจิตอยู่ทุกขณะ จนกระทั่งเป็นมหาสติปัฏฐาน จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถ

ใดๆทั้งหมด มีสติรอบตัวอยู่เสมอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจให้มีสติ แต่มันเป็นของมันเอง 

 สติควบคุมจิตไปในตัว เมื่อมีสติเช่นนั้นมันก็ไม่เกี่ยวข้องพัวพันกันกับสิ่งต่างๆ เมื่อตาเห็นรูป 

 หูได้ยินเสียง ลิ้นลิ้มรสต่างๆ กายได้สัมผัส มันก็เป็นสักแต่ว่า สัมผัสแล้วก็หายไปๆ 

 ไม่ได้เอามาเป็นอารมณ์ ไม่เอามาคำนึงถึงใจ อันนั้นเป็น มหาสติ แท้ทีเดียว

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

การฝึกหัดจิตให้มีสติทุกเมื่อ

 http://www.nkgen.com/tess802.htm

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:ใครจะทำดี ก็เป็นความดีของผู้นั้น ใครกระทำชั่วก็เป็นความชั่วของผู้นั้น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ใครจะทำดี ก็เป็นความดีของผู้นั้น

ใครกระทำชั่วก็เป็นความชั่วของผู้นั้น

เราจะไปลบล้างความชั่วเขาไม่ได้

เขาเองต้องลบล้างความชั่วเขาเอง

เมื่อเขารู้ตัวเมื่อใดว่าอ้อเรานี่ทำผิด

ทำชั่วแล้วอย่างนี้

เขากลับจิตเขาไม่ทำอีกต่อไปแล้ว

อย่างนี้ความชั่วมันจึงจะหมดไป

ไม่ใช่ว่าผู้อื่นไป ปิดบังไปอุ้มชูเข้าไว้ ความชั่วของผู้นั้นจะหมดไปเอง 

โดยที่ผู้นั้นไม่ได้เห็นโทษแห่งความชั่วนั้นเลย เช่นนี้นะ ไม่ควรแท้พวกเรา จะเป็นมิตรเป็นเพื่อนกันยังไงก็ช่าง 

ทีแรกก็ทำดี แต่ต่อมามันทำไม่ดี ทำชั่วผิดศีลผิดธรรม ไปอย่างนี้ได้รับโทษทางกฎหมายบ้าง ทางศีลธรรมบ้าง

เราก็ไม่สามารถจะไปช่วยเขาได้ จะไปช่วยปกปิดความชั่วเขางี้มันไม่ถูกต้อง 

เราก็วางอุเบกขาลง เท่านั้นแหละ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

https://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=227

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:เคารพธรรม

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ถ้ามนุษย์ประกอบไปด้วยธรรมะแล้ว 

ไม่ต้องมีระบอบการปกครองเลย ไม่ต้องมีผู้ปกครอง 

ไม่ต้องมีระบอบการปกครอง มันจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น 

ถ้ามนุษย์ทุกคนมีธรรมะประกอบไปด้วยธรรมะแล้ว 

ไม่ต้องมีใครเป็นผู้ปกครอง หรือมีระบอบการปกครอง 

ฉะนั้นขอให้พิจารณาดูความประเสริฐสูงสุด 

ความมีค่าอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม–ธรรม” นี้ 

เพราะมันไม่ประกอบด้วยธรรมต่างหากจึงต้องการผู้ปกครอง 

หรือระบอบการปกครอง

ลองไปอ่านเรื่องเก่า ๆ บรมโบราณดู ที่เรียกว่าพระเจ้าสมมติราช เกิดขึ้นอย่างไร 

หนังสือกฎหมายเก่า ๆ สมัยสมุดข่อย ที่บานแผนกของมัน 

จะเอ่ยด้วยเรื่องนี้ก่อน ว่าพระเจ้าสมมติราชเกิดขึ้นในโลกนี้ ด้วยลักษณะที่มนุษย์ทนไม่ไหว 

เพราะเริ่มขาดธรรมะ เริ่มไม่มีธรรมะ แล้วจึงสมมติบุคคลที่ฉลาด ที่เข้มแข็ง ที่ดีมีธรรมะ ให้เป็นผู้ปกครอง 

ผู้ปกครอง หรือระบอบการปกครอง เกิดขึ้น เพราะมนุษย์เริ่มขาดธรรมะ

ฉะนั้น ถ้ามีธรรมะ มันก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการปกครองหรือผู้ปกครอง มันไม่มีใครกระดุกกระดิก 

หรือเคลื่อนไหวไปในทางเบียดเบียนผู้อื่นเลย 

มันก็เป็นอยู่ได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ปกครอง ดังกล่าวนี่แหละ 

เรากำลังเห่อประชาธิปไตย นิยมกันว่า “ของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน” 

กันไปทั่วทุกหัวระแหง แต่แล้วอย่าลืมว่ามันขาดธรรมะไม่ได้ ขาดธรรมะแล้ว การปกครองระบอบไหน 

ก็เป็นไปไม่ได้ นี่ทำให้เห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” นั้น คือ ผู้ปกครองที่แท้จริง 

คือสิ่งที่มีอำนาจในการปกครองที่แท้จริง จะต้องบูชาธรรมกัน ต้องเคารพธรรมกัน 

เพราะธรรม เป็นสิ่งสูงสุด จนถึงกับพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็เคารพ

ถ้าท่านไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็จงได้ยินได้ฟังเสียทีนี่ และเดี๋ยวนี้ ว่าพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ 

เคารพธรรม คือ ความข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มีมาแล้วแต่อดีตก็ดี 

ที่จะมีมาในอนาคตก็ดี และรวมทั้งในปัจจุบันนี้ก็ดี ทุก ๆ พระองค์ เคารพธรรม 

ฉะนั้นความสูงสุดจะมีมากน้อยเท่าไร ก็ลองคำนวณดู 

แล้วเรามนุษย์ธรรมดานี้จะเคารพอะไร ถ้าไม่เคารพธรรม

พุทธทาสภิกขุ


#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:การระลึกได้ในเรื่องกายและใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เราอาจจำได้หลายเรื่อง ไม่ลืมอะไรอีกมากมาย 

รวมทั้งไม่ลืมตัว ไม่ลืมตัวในที่นี้แปลว่าอะไร 

คนที่ได้ดิบได้ดีแล้วไม่ลืมตัวว่า ตัวเองเคยเป็นลูกชาวนา 

ไม่ลืมกำพืดเดิม ไม่หลงตัว อันนี้เรียกว่ามีสติได้เหมือนกัน 

ไม่ว่าจะเป็นใหญ่แค่ไหน ก็ยังมีสติระลึกได้ว่า 

เคยเป็นคนยากคนจน ไม่เป็นวัวลืมตีน 

นี่ก็เป็นความระลึกได้อย่างหนึ่ง 

ความไม่ลืมตัวนี้ ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน 

เปรียบเหมือนกับต้นข้าว ยิ่งมีรวงมากเท่าไหร่ 

ยิ่งอ่อนน้อมจนโค้งลงมาสู่ดิน 

นั่นเป็นตัวอย่างของความอ่อนน้อมถ่อมตน

เพราะไม่ลืมตัว คือกลับคืนสู่ดิน แต่ยังมีความไม่ลืมตัวบางอย่าง ที่ละเอียดกว่านั้น เช่น เวลาเราโกรธ 

พูดจารุนแรง เกือบจะด่า หรือใช้กำปั้นทุบตีเขา ยังไม่ทันทำ ก็รู้ตัวขึ้นมา ทำให้ไม่ลืมตัว จนทำสิ่งแย่ๆ 

ออกไป อย่างนี้คือความไม่ลืมตัวที่สำคัญมาก ทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ 

สติที่หมายถึงความไม่ลืมตัว จนเป็นทาสอารมณ์ ทำให้รู้ทันอารมณ์ 

สติแบบนี้แหละ ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติ เป็นการระลึกได้ในเรื่องกายและใจ 

ไม่ใช่ระลึกได้ในเรื่องนอกตัว … 

พระไพศาล วิสาโล

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ความประจวบพอดีกันของเหตุการณ์ทั้ง ๓ ในวันวิสาขบูชา 

มีความสำคัญและความน่าอัศจรรย์ 

โดยทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจ และความเลื่อมใสศรัทธา 

แล้วกระทำอามิสบูชาต่อพระรัตนตรัย 

แต่ความหมายอันลึกซึ้งที่ประสานกันของเหตุการณ์ทั้งสามนั้น

มีความสำคัญและความน่าอัศจรรย์ 

โดยเป็นอนุสติเตือนใจให้เราระลึกถึงหลักธรรม

แล้วกระทำปฏิบัติบูชา

การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เกิดขึ้นตรงกันในวันเดียว 

ความหมายของเหตุการณ์ทั้งสามนั้นก็เกี่ยวพันประสานกันเป็นอันเดียว 

การประสูติ ของพระองค์ มีความหมายเตือนให้เราระลึกว่า 

คนทุกคนแม้จะเริ่มต้นชีวิตโดยความเป็นมนุษย์มีกำเนิดไม่แตกต่างกัน 

แต่ต่อจากจุดเริ่มต้นนั้นแล้ว มนุษย์ก็แสดงความเป็นสัตว์ประเสริฐออกมา 

ด้วยความเป็นผู้สามารถที่จะฝึกฝนอบรม บุคคลผู้มีจุดหมายอันสูงส่ง 

มุ่งบำเพ็ญความดีงามปรับปรุงตนอยู่ตลอดเวลา อาศัยความเพียรและสติปัญญาฝึกฝนตน

ให้บรรลุความเป็นมนุษย์ผู้เยี่ยมยอดได้ กลายเป็นศาสดาที่เคารพบูชาของปวงเทพและหมู่มนุษย์ 

นำประโยชน์สุขมาให้ไม่เฉพาะแต่ตนเองผู้เดียว แต่เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งหมดด้วย

พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างแสดงประจักษ์พยานของภาวะเช่นนี้ 

ทุกคนจึงควรมีกำลังใจเพียรพยายามใช้สติปัญญาพิจารณา 

บำเพ็ญความดีงาม ฝึกฝนปรับปรุงตนให้เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐยิ่งขึ้นอยู่เสมอ 

การตรัสรู้ เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกว่า สิ่งสำคัญที่เป็นผลสำเร็จ และเป็นจุดมุ่งหมาย

แห่งความเพียรพยายามและการใช้สติปัญญาของพระพุทธเจ้า

ซึ่งทำให้พระชนมชีพของพระองค์กลายเป็นสิ่งมีคุณค่าอย่างสูงสุดนั้น 

หาใช่การได้มาซึ่งสิ่งสำหรับปรนเปรอบำรุงบำเรอความสุขส่วนตนไม่ 

แต่เป็นการเข้าถึงความดีงามอย่างสูงสุดที่ทำให้พระชนมชีพของพระองค์เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ 

พร้อมทั้งเผื่อแผ่ขยายความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์นั้นออกไปให้แก่ชีวิตอื่นๆ ด้วย 

เรียกว่านำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่โลก การเข้าถึงความดีงามนี้เอง ที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นมนุษย์ 

กลายเป็นพระพุทธเจ้า ทำให้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก 

ความดีงามที่ว่านี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” หรือ “พระธรรม” 

การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทำให้ธรรมปรากฏขึ้นในโลก ธรรมปรากฏขึ้นแล้ว ก็กระจายความดีงามออกไป 

ด้วยคำสอนที่สาดแสงสว่างส่องทางแห่งการดำเนินชีวิตที่ดีงาม 

นำไปสู่ประโยชน์สุขและความอยู่ร่วมกันอย่างสงบร่มเย็น นอกจากนี้ การตรัสรู้ยังสอนเราด้วยว่า 

การบรรลุผลสำเร็จที่ดีงามนั้น มิใช่จะกระทำได้ง่าย 

พระพุทธเจ้า กว่าจะตรัสรู้ได้ ต้องทรงบำเพ็ญเพียรพยายาม 

ใช้สติปัญญาแสวงหาค้นคว้าทดลองด้วยความเด็ดเดี่ยวและอดทน 

จนบางคราวแทบจะสิ้นพระชนมชีพตลอดเวลายาวนานถึง ๖ ปี ครั้นตรัสรู้แล้ว 

เมื่อทรงนำธรรมอันเป็นหลักแห่งความจริงความดีงามนั้น ไปสั่งสอนผู้อื่น 

ก็ต้องทรงเสียสละลำบากพระกาย เสด็จเที่ยวไปทุกถิ่น แม้ที่แสนจะกันดารและฝ่าภยันตราย 

บุคคลที่จะทำความดีงาม บำเพ็ญประโยชน์สุขแก่หมู่ชน ก็ควรดำเนินตามพุทธปฏิปทา 

โดยการเพียรพยายามด้วยความเสียสละ อดทน ไม่ยอมท้อถอย 

การปรินิพพาน มีความหมายที่เป็นอนุสติ ให้ระลึกว่า พระชนมชีพของพระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นชีวิตมนุษย์ 

เมื่อถึงคราวสิ้นสุด ก็ดับสิ้นไปตามกาลเวลา แต่พระธรรมที่ได้ทรงค้นพบ เปิดเผยไว้ 

ทำให้ปรากฏในโลกแล้ว เป็นหลักแห่งความจริงและความดีงามอันอมตะ ไม่เคลื่อนคลาดแตกดับ 

เป็นสิ่งไม่ตาย ยังคงส่องทางแห่งปัญญาเพื่อบรรลุประโยชน์สุขแก่หมู่มนุษย์สืบต่อไป 

และทั้งพระพุทธเจ้ายังได้ทรงตั้งคณะสงฆ์ไว้ทำหน้าที่รักษาสืบทอดส่งต่อประทีปแห่งธรรมแทนพระองค์

ต่อๆ มาอีกด้วย แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงหยุดเลิกพุทธกิจ ก็ได้ทรงหยุดเลิก

ในเมื่อมีอมตธรรมสำหรับอำนวยอมตประโยชน์สืบต่อมา 

การปรินิพพานเป็นการดับสนิทในเมื่อกิจสำเร็จ การดำเนินให้เข้าถึงอมตธรรมและบรรลุอมตประโยชน์

เป็นหน้าที่ของเราทั้งหลาย ทั้งที่จะต่างคนต่างทำ และร่วมกันช่วยกันทำต่อไป

พระพรหมคุณภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต

https://www.watnyanaves.net/th/book-reading/340/1

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:เริ่มต้นแบ่งเวลาทำความดีในวันพระ...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 เดือนหนึ่งมีสามสิบวัน แบ่งให้โยมเสียยี่สิบหกวัน

แบ่งให้พระสี่วัน คือข้างขึ้นข้างแรม วันพระแปดค่ำ สิบสี่ค่ำ

สิบห้าค่ำนี่ ยี่สิบหกวันเป็นวันของคนท่านแบ่งให้

พระท่านเอาสี่วัน ในระยะเดือนหนึ่งนั้นให้พยายามพากัน

เข้าวัดพัก ให้พากันมีศีลบริสุทธิ์ให้ดีในสี่วันนี้

สามสิบวันให้ท่านสี่วัน เราเอายี่สิบหกวัน ขนาดนี้ก็ยังไม่พอ

ก็ยังมาขโมยเอาวันพระไปใช้อีก

สี่วันนี้ให้หยุดทำบาปถ้าให้มากกว่านี้ก็จะไม่เอากัน แต่บรรดาชาวบ้านเราทั้งหลายก็คงทำบาปบ้าง

เป็นธรรมดาก็เห็นใจเหมือนกัน แต่ว่าท่านขอสี่วันให้หยุดทำบาปเสีย

ในเดือนหนึ่งให้หาโอกาสพัก สองเดือนก็จะได้แปดวัน

ปีหนึ่งก็จะได้หลายวันอยู่ อันนี้เรามันเอาเป็นวันคนเสียหมด แล้วทำอย่างไรเราจึงจะเจริญงอกงามไปได้

ทำอย่างไรจิตเราจึงจะผ่องใสรู้เรื่องอะไรต่างๆ ถ้าไม่ค่อยทำเอาแบ่งเอา มันก็ไม่ได้ พยายามละมันออก

พยายามตัดมันออกๆ ไม่ถึงกับว่าทำให้ดีเหมือนพระหรอก ขอแต่ว่าอย่างดีให้มีศีล ทำกายเราให้มันดี

ทำใจเราให้มันดีของสำคัญ ส่วนสำคัญที่อยู่ในมนุษย์ก็มีอยู่เท่านี้

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

INDHAMMA: พิจารณาร่างกายอันนี้ให้ชำนิชำนาญด้วยโยนิโสมนสิการ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

"อุบายแห่งวิปัสสนา"

ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี มีอุปมาดัง ดอกบัวปทุมชาติอันสวย ๆ งาม ๆ 

ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตม อันเป็นของสกปรกปฏิกูล น่าเกลียด แต่ว่าดอกบัวนั้น เมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้ว 

ย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรง ของพระราชาอุปราชอำมาตย์ และเสนาบดีเป็นต้นและดอกบัวนั้น 

ก็มิได้กลับคืนไปยังโคลนตมอีกเลย 

ข้อนี้เปรียบเหมือนพระโยคาวจรเจ้า ผู้ประพฤติพากเพียรประโยคพยายาม ย่อมพิจารณาซึ่ง 

สิ่งสกปรกน่าเกลียด จิตจึงพ้นสิ่งสกปรกน่าเกลียดได้ สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้น ก็คือตัวเรานี้เอง

ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครก คือ อุจจาระ ปัสสาวะ 

(มูตร คูถ ทั้งปวง)สิ่งที่ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น 

ก็เรียกว่าขี้ทั้งหมด เช่น ขี้หัวขี้เล็บ ขี้ฟัน ขี้ไคล เป็นต้น 

เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร มี แกง กับ เป็นต้น

ก็รังเกียจต้องเททิ้งกินไม่ได้ และร่างกายนี้ ต้องชำระอยู่เสมอ 

จึงพอเป็นของดูได้ ถ้าหากไม่ชำระขัดสี ก็จะมีกลิ่นเหม็นสาบ 

เข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ ของทั้งปวงมีผ้าแพร เครื่องใช้ต่าง ๆ 

เมื่ออยู่นอกกายของเรา ก็เป็นของสะอาดน่าดู 

แต่เมื่อมาถึงกายนี้แล้ว ก็เป็นของสกปรกไป 

เมื่อปล่อยไว้นาน ๆ เข้าไม่ซักฟอก ก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้เลย 

เพราะเหม็นสาบ ดังนี้

จึงได้ความว่าร่างกายของเรานี้เป็นเรืองมูตร เรือนคูถ เป็นอสุภะของไม่งามปฏิกูลน่าเกลียด 

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นปานนี้ เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย 

เพราะฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายจึงมาพิจารณาร่างกายอันนี้ ให้ชำนิชำนาญด้วยโยนิโสมนสิการ 

ตั้งแต่ต้นมาทีเดียว คือขณะเมื่อยังเห็นไม่ทันชัดเจน ก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกาย 

อันเป็นที่สบายแก่จริต จนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง 

แล้วก็กำหนดส่วนนั้น ให้มากเจริญให้มาก ทำให้มาก การเจริญทำให้มากนั้น พึงทราบอย่างนี้

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต..

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

  

INDHAMMA:กินอยู่พอดี...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...  

"ใครชอบคำว่ากินดีอยู่ดี ระวังนะไปศึกษา

สอบสวนเสียดีๆ ว่ากินดีอยู่ดีนั้นมันต้องอยู่ตรงกลาง

เดี๋ยวนี้กิเลสมันไม่ยอมอยู่ตรงกลาง

มันจะปีนขึ้นไปเรื่อย ไปหาที่ที่เกินอยู่เรื่อยไป

ฉะนั้นเปลี่ยนคำใหม่ เปลี่ยนคำใหม่เสียดีกว่า

ให้เป็นคำว่ากินอยู่พอดี

กินอยู่พอดี ท่านทั้งหลายจงถือหลักให้ถูกต้องว่า

กินอยู่พอดี อย่าใช้คำว่ากินดีอยู่ดี กิเลสมันจะได้โอกาส

และมันก็จะกินไม่มีขอบเขต ดี ดี ดี ดี เรื่อยไป

อย่าไปบูชากินดีอยู่ดี จะตกนรกไม่ทันรู้..."

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA: 4 วิธี ฝึกปฏิบัติให้เป็น "นายเทคโนโลยี"

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การที่คนสมัยนี้เข้าถึงธรรมะได้ยากขึ้น ทำให้เขาโหยหาธรรมะมากกว่าเดิม เพราะชีวิตเครียดมากขึ้น 

สมัยนี้เรามีความพรั่งพร้อมทางวัตถุ ได้เสพได้บริโภคเต็มที่ ก็เลยรู้สึกอิ่มตัวเร็ว 

สมัยก่อนวัตถุสิ่งเสพไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนอย่างตอนนี้ ดังนั้นจึงไม่รู้สึกอิ่มตัวเหมือนคนสมัยนี้ พออิ่มตัวเร็ว 

ก็เลยรู้สึกว่าวัตถุไม่ใช่คำตอบ ไม่ได้ให้ความสุขอย่างแท้จริง เกิดความเบื่อหน่าย 

จึงหันไปแสวงหาสิ่งอื่นที่เชื่อว่าจะทำให้มีความสุขมากกว่านี้ 

ในภาวะนี้ เราจะตกอยู่บนทางแพร่ง

ทางหนึ่งก็คิดว่าเราต้องมีเงินให้มากกว่านี้ มีวัตถุให้มากกว่านี้ เราถึงจะมีความสุข 

เหมือนคนติดยาเสพติด ต้องใช้ยามากขึ้น หรือยาแรงขึ้น ถึงจะเพลิดเพลินเหมือนเก่า 

เหมือนนักการเมือง เสพติดในอำนาจก็ต้องแสวงหาอำนาจมากขึ้น 

หรือตำแหน่งสูงขึ้น คนที่ติดเทคโนโลยีก็เช่นกัน พอมีแล้วก็ยังไม่พอใจ 

อยากได้สินค้ารุ่นใหม่ขึ้น แพงขึ้น ดีขึ้น

อีกทางหนึ่ง คือการหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น แล้วมาหาธรรมะ 

เหมือนกับชาวตะวันตกที่มีความเจริญทางวัตถุสูงมาก 

เสพสุขกันเต็มที่ทั้ง ตา หู จมูก สิ้น กาย แล้วก็รู้สึกอิ่มตัว 

เบื่อหน่ายวัตถุ จึงหันเข้าหาธรรมะ 

ในอเมริกา ยุโรป คนจึงสนใจพุทธศาสนา

หรือทำสมาธิภาวนามากขึ้น 

ถึงแม้จะไม่ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมหรือเจริญสติ

ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ที่ถูกรายล้อมไปด้วยเทคโนโลยี 

เราก็สามารถมีชีวิตสงบเย็นได้ โดยใช้หลักการดังต่อไปนี้ 

1. ความพอดีและความสันโดษ คือใช้เทคโนโลยีหรือเสพวัตถุแต่พอดี ทั้งในแง่เวลาและปริมาณ 

คือถ้าเราใช้เทคโนโลยีแต่พอดี เราก็มีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งอื่นที่มีความสำคัญ 

ดังนั้นจึงควรกำหนดเวลาให้ตัวเอง ว่าวันหนึ่งจะใช้เวลากับเฟซบุคนานเท่าไร เล่นเกมนานเท่าไร 

จะแชทนานเท่าไร ดูทีวีนานเท่าไร ถ้าไม่กำหนด ไม่มีวินัย ความพอดีก็เกิดขึ้นได้ยาก 

 2. มีสติ สติช่วยให้เราไม่หลงเพลินกับการเสพเทคโนโลยี รู้จักหยุดเมื่อถึงเวลา 

ถ้าไม่มีสติ ก็จะหลงจนเพลิน จนเสียงานเสียการ บางคนดูละครเกาหลีตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง 

แล้วก็มาบ่นว่าทำอย่างไรดี ติดละครเกาหลีจนไม่มีเวลาทำงาน 

 3. ต้องรู้คุณและรู้โทษ ของทุกสิ่งมีทั้งคุณและโทษ ใช้ให้มันเป็นคุณมากกว่าโทษ 

 4. แยกแยะระหว่างคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม ใช้หรือบริโภคสิ่งต่าง ๆ โดยมุ่งคุณค่าแท้มากกว่าคุณค่าเทียม 


ถ้าทำเช่นนี้ได้ เราจะเป็นนายเทคโนโลยี ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีมาเป็นนายเรา 

เราจะมีเวลาว่างมากขึ้น รวมทั้งมีเวลาสำหรับการศึกษาหาความรู้ ดูแลครอบครัว อ่านหนังสือ 

พัฒนาตัวเอง ออกกำลังกาย และถ้ามีเวลาเหลืออีกก็ออกไปช่วยเหลือผู้อื่น บำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม 

พระไพศาล วิสาโล

Visalo.org

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม



INDHAMMA:ธรรมเจริญ ณ ที่ใด กิเลสย่อมเสื่อมและดับสูญไป ณ ที่นั้น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ไม่มีที่อื่นเป็นที่เกิดและดับของกิเลสทั้งมวล 

โปรดทราบอย่างถึงใจว่า 

ธรรมเจริญ ณ ที่ใด 

กิเลสย่อมเสื่อมและดับสูญไป ณ ที่นั้น 

คำว่า “ที่ใด” นั้นปฏิบัติทั้งหลายพึงทราบว่า 

คือที่ใจดวงเดียวนี่เท่านั้น 

ฉะนั้น จงพากันห้ำหั่นฟันฝ่าฆ่ากิเลส

ด้วยความกล้าหาญในสมรภูมิ คือ ใจ 

โดยอาศัยสถานที่เหมาะสมเป็นเครื่องหนุนกำลัง 

เพื่อชัยชนะเอาตัวรอดเป็นยอดคนด้วยประโยชน์แห่งความเพียรของตน 

อย่าหันเหเรรวนว่ากิเลสกองทุกข์จะมีอยู่ที่อื่นใด นอกจากมีอยู่ในใจดวงเดียวเท่านั้น 

หลวงปู่ขาว อนาลโย

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:“สร้างสรณะทางใจ”

 พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ถ้าเรามีเวลาว่างพอ  เราก็ควรจะเอาเวลาว่างนั้น

มาสร้างสรณะ สร้างที่พึ่งทางใจดีกว่า คือสร้างความสงบ 

สร้างความสุขทางใจดีกว่า

เอาเวลานั้นไปสร้างความสุขทางร่างกาย 

สร้างความสุขจากการทำตามความอยากต่างๆ 

เพราะเป็นความสุขเพียงเล็กน้อย 

แล้วก็มีความทุกข์แถมมามากกว่าหลายเท่าด้วยกัน 

นี่คือสิ่งที่เราควรที่จะพิจารณาอยู่เรื่อยๆ 

เวลาที่เรากำลังทำอะไรกันอยู่ขอให้เราถามว่า 

เรากำลังทำเพื่อให้เกิดความสุขทางใจ 

หรือว่าเรากำลังทำเพื่อให้เกิดความทุกข์ทางใจ 

ถ้าเป็นการทำเพื่อให้เกิดความทุกข์ทางใจ เราก็ควรจะหยุดเสีย ก็คือถ้าเราทำตามความอยากทางตา 

หู จมูก ลิ้น กาย ทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทางลาภ ยศ สรรเสริญนี้ 

เป็นการกระทำเพื่อความอยาก ไม่ได้ทำเพื่อจิตใจ ไม่ได้ทำให้จิตใจสงบ 

การกระทำที่จะทำให้จิตใจสงบนี้ ต้องเกิดจากการทำทาน เกิดจากการรักษาศีล 

เกิดจากการภาวนา เกิดจากการเจริญสติ เกิดจากการนั่งสมาธิ 

เกิดจากการพิจารณาทางปัญญาเพื่อระงับดับความอยากต่างๆ. 

ธรรมะบนเขา กัณฑ์ที่ ๑๓ วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ 

“สร้างสรณะทางใจ” 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

ควบคุมความคิด  

INDHAMMA:คุณสมบัติ ๗ ประการของผู้มีปัญญา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ในวาระหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงแสดงคุณสมบัติ ๗ ประการของผู้มีปัญญา ดังนี้

๑. ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ รู้หลักการแห่งเหตุผล 

รู้จักวิเคราะห์เหตุและปัจจัยที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จตามมุ่งหมาย 

๒. อัตถัญญุตา รู้จักผล รู้จักอรรถ รู้ความหมาย รู้วัตถุประสงค์ 

รู้เป้าหมาย และรู้จักผลที่สืบเนื่องจากการกระทำ 

 ๓. อัตตัญญุตา รู้จักตน รู้สถานภาพและหน้าที่ 

รู้กำลังความสามารถที่มีอยู่ในปัจจุบัน รู้ข้อดีข้อด้อยของตน 

๔. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ รู้จักความพอดีทั้งในด้านการกระทำ

ทางกายวาจา ในการบริโภคและใช้จ่าย

๕. กาลัญญุตา รู้จักกาล รู้กาละเทศะและพูดหรือทำอะไร 

ให้สอดคล้องกับกาละเทศะนั้น ตรงต่อเวลานัดหมาย

และกำหนดเสร็จงาน 

๖. ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน รู้จักกลุ่มบุคคล 

รู้จักที่ประชุมและรู้จักชุมชน รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร

ให้เหมาะสม 

๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้จักบุคคล รู้อัธยาศัย ความสามารถ

คุณธรรมและข้อบกพร่องของแต่ละบุคคล 

รู้ว่าควรจะคบหาสมาคมกับใคร

และรู้วิธีปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ อย่างดีที่สุด

ธรรมะคำสอน 

โดย พระอาจารย์ชยสาโร 

แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม



Select your language