แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนัตตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนัตตา แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:ชีวิตเป็นการประชุมเข้าของส่วนประกอบต่างๆ หน่วยรวมของส่วนประกอบเหล่านี้ก็..ไม่ใช่“ตัวตน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

. ในพระไตรปิฎก “วชิราสูตร” วชิราภิกษุณี กล่าวกับมารผู้มีบาปว่า... . 

“มารเอ๋ย ทิฏฐิของเจ้าเชื่อว่าอะไรเป็นสัตว์ กองแห่งสังขารล้วนๆนี้ บัณฑิตจะเรียกว่า “สัตว์” ไม่ได้เลย . 

เมื่อ “ขันธ์” ทั้งหลายมีอยู่ การสมมติว่า “สัตว์” ก็มีได้ 

เหมือนคำว่า “รถ” มีได้ เพราะประกอบ “ส่วนต่างๆ” เข้าด้วยกัน . 

อนึ่ง ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้น ดำรงอยู่และแปรผันไป 

นอกจากทุกข์ ไม่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรอื่นดับไป." 

. วชิราสูตร พระไตรปิฎกภาษาไทย สงฺ. ส. ๑๕/๑๗๑/๒๒๘ 

“ พุทธธรรมมองเห็นสิ่งทั้งหลาย 

ในรูปของส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกันเข้า 

“ตัวตนแท้ๆ” ของสิ่งทั้งหลายไม่มี 

เมื่อแยกส่วนต่างๆที่มาประกอบกันเข้านั้นออกไปให้หมด 

ก็จะไม่พบ “ตัวตน” ของสิ่งนั้นเหลืออยู่ …. ตัวอย่างง่ายๆ 

ที่ยกขึ้นอ้างกันบ่อยๆ คือ “รถ” เมื่อนำส่วนประกอบต่างๆ

มาประกอบเข้าด้วยกันตามแบบที่กำหนด 

ก็บัญญัติเรียกกันว่า “รถ” 

แต่ถ้าแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน 

ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้

มีแต่ส่วนประกอบทั้งหลาย ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆกันจำเพาะแต่ละอย่างอยู่แล้ว คือ “ตัวตน”ของรถ 

มิได้มีอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบเหล่านั้น มีแต่เพียงคำบัญญัติว่า “รถ” 

สำหรับสภาพที่มารวมตัวกันเข้าของส่วนประกอบเหล่านั้น . แม้ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆนั้นเอง 

ก็ปรากฏขึ้นโดยการรวมกันเข้าของส่วนประกอบย่อยๆต่อๆไปอีก และหาตัวตนที่แท้ไม่พบเช่นเดียวกัน 

เมื่อจะพูดว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่ ก็ต้องเข้าใจในความหมายว่า มีอยู่ในภาวะของส่วนประกอบต่างๆ 

ที่มาประชุมเข้าด้วยกัน . …. เมื่อมองเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายในรูปของการประชุมส่วนประกอบเช่นนี้ 

พุทธธรรมจึงต้องแสดงต่อไปว่า ส่วนประกอบต่างๆเหล่านั้นเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง 

อย่างน้อยก็พอเป็นตัวอย่าง และโดยที่พุทธธรรมมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเรื่อง“ชีวิต” 

โดยเฉพาะในด้านจิตใจ การแสดงส่วนประกอบต่างๆ จึงต้องครอบคลุมทั้งวัตถุและจิตใจ 

หรือ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม และแยกแยะเป็นพิเศษในด้านจิตใจ…. . …. 

ตามปกติ มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะยึดถืออยู่เสมอว่า “ตัวตนที่แท้”ของตนมีอยู่ในรูปใดรูปหนึ่ง 

บ้างก็ยึดเอาจิตเป็นตัวตน บ้างก็ยึดว่ามีสิ่งที่เป็นตัวตนอยู่ต่างหากแฝงซ้อนอยู่ในจิตนั้น 

ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นตัวการที่คอยควบคุมบังคับบัญชากายและใจนั้นอีกชั้นหนึ่ง . …. 

การแสดง “ขันธ์ ๕” นี้มุ่งให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “สัตว์” “บุคคล” “ตัวตน” เป็นต้นนั้น 

เมื่อแยกออกไปแล้วก็จะพบแต่ส่วนประกอบ ๕ ส่วนเหล่านี้เท่านั้น 

ไม่มีสิ่งอื่นเหลืออยู่ที่จะมาเป็น “ตัวตน” 

ต่างหากได้ และแม้ขันธ์ ๕ เหล่านั้นแต่ละอย่าง ก็มีอยู่เพียงในรูปที่สัมพันธ์อิงอาศัยกัน ไม่เป็นอิสระ 

ไม่มีโดยตัวของมันเอง ดังนั้น ขันธ์ ๕ แต่ละอย่างนั้นก็ไม่ใช่ตัวตนอีกเช่นกัน . …. รวมความว่า 

หลัก “ ขันธ์ ๕” แสดงถึงความเป็น “อนัตตา” ให้เห็นว่า..ชีวิตเป็นการประชุมเข้าของส่วนประกอบต่างๆ 

หน่วยรวมของส่วนประกอบเหล่านี้ก็..ไม่ใช่“ตัวตน” ส่วนประกอบแต่ละอย่างนั้นเองก็ไม่ใช่ตัวตน 

และสิ่งที่เป็นตัวตนอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบเหล่านี้ก็ไม่มี เมื่อมองเห็นเช่นนั้นแล้ว 

ก็จะถอนความยึดมั่นถือมั่นในเรื่อง “ตัวตน” ได้.” . 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับเดิม” หน้า ๑๙,๒๔

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจ อยู่กับความคิดสกปรก ความทรงจำแย่ๆ หรือความลับน่าอับอาย 

เกินกว่าจะให้ใครรู้ว่าเราก็คิดอย่างนี้ได้ ขอให้ทราบเถิดว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีคนอีกทั้งโลกเป็นเพื่อน 

ยิ่งหากคุณรู้สึกว่าความคิดที่เสียดแทงหัวหูอยู่นั้น เป็นเรื่องน่าอับอายเกินกว่าจะปรึกษาใคร 

เรียกว่าไม่กล้าเปิดเผยกันตลอดชีวิต ก็ยิ่งย้ำติดและคิดหนัก เช่น คำหยาบที่โยงเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

หรือความคิดทางเพศกับญาติเชื้อ แม้คุณจะปฏิเสธว่าไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้อยากอยู่ข้างเดียวกับ

ความคิดพรรค์นั้น มันก็ยังคงวนเวียนเยี่ยมหน้ามาไม่เลิก ราวกับมีศัตรูตามราวีตนอยู่ในตัวเอง

ความคิดไม่ดี ที่โผล่มาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้มีหลายสาเหตุ 

แต่สาเหตุสำคัญ คือ เคยเมามันกับการคิดเพ่งโทษคนอื่น

ให้เป็นยักษ์เป็นมารหนึ่ง หรือเคยสะใจกับการด่าสาดเสียเทเสีย

ใส่คนอื่นให้เจ็บใจหนึ่ง ความคิดและคำพูดร้ายๆ

จะไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงเป็นระเบิดเวลาฝังตัวรออยู่

ในส่วนลึก คอยเวลาระเบิดขึ้นมารบกวนจิต ไม่ให้เป็นกุศล 

ไม่ให้สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 

ถ้าอยู่ในช่วงเริ่มเบิกบานกับธรรมะ 

ตะกอนกรรมที่ก้นบึ้งของชีวิต 

จะฟุ้งขึ้นมาปรุงแต่งคำกระซิบที่คิดไม่ถึง

 

คนส่วนใหญ่จะสงสัยกันมาก ว่าถ้าไม่ได้คิดเจตนาจริงจัง 

เช่น เกิดความคิดลบหลู่ครูบาอาจารย์ขึ้นมาชั่วแว่บในหัว จะเป็นบาปกรรมแค่ไหน? 

หากไม่ได้จงใจ ทว่าเกิดความรู้สึกอยากทำร้าย อยากขโมย อยากผิดกาม อยากโกหก 

หรืออยากลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในรูปความคิดแวบผ่านเข้ามาในหัว 

ไม่ได้มีกำลังใจของตนเองหนุนหลังจริงจัง อย่างนี้เรียกว่าเป็น ‘ความจำได้หมายรู้’ อันเป็นอกุศล 

หาใช่การก่อกรรม หาใช่บาปร้ายแรง ที่จะติดตัวเป็นเงาตามไปให้ผลไม่ 

ความคิดใดยังไม่เติบโตขึ้นเป็นความตั้งใจลงมือทำจริง ความคิดนั้นยังไม่ใช่กรรมที่มีผลรออยู่อย่างชัดเจน 

ผมขอให้คุณๆมองอย่างนี้ครับว่า ยิ่งหาทางแก้ความคิดไม่ดี ก็ยิ่งตอกย้ำให้กลุ้มว่า

เราคือเจ้าของความคิดไม่ดี อย่าไปทำอย่างนั้นเลย หาทางเป็นคนละข้างกับมันดีกว่า 

ไหนๆมันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆแล้ว ก็มีสติดูให้จิตเกิดความฉลาด รู้ทันความจริงว่า มันมาเอง 

เราไม่ได้เชิญ เราไม่ได้จงใจคิด มันไปเอง ถ้าเราไม่ต้อนรับ และไม่ได้เลี้ยงไว้ด้วยการครุ่นคิดต่อ 

ทำไว้ในใจว่า เมื่อใดความคิดไม่ดีผุดขึ้นในหัว เราจะ ‘ยอมรับว่ามันเกิดขึ้น’ 

ไม่ใช่พยายามหลอกตัวเองว่าไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ใช่พยายามฝืนต้านไม่ให้เกิดขึ้น 

ไม่ใช่พยายามขู่ให้ตนเองกลัว ว่าเป็นบาปหนักถ้าขืนปล่อยให้เกิดขึ้น ยิ่งเห็นว่ามาเองไปเองบ่อยเท่าไร 

ยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดีบ่อยขึ้นเท่านั้น และยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดี

บ่อยขึ้นเท่าไร ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคลเราเขามากขึ้นเท่านั้น ถึงจุดหนึ่งเมื่อเห็นว่า 

ความคิดไม่ดีเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา ก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์กับอุปาทานซ้ำซาก 

การเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้นั้น จิตเป็นมหากุศลด้วยซ้ำ สิ่งที่สะท้อนชัด คือ 

จิตใจโดยรวมจะดีขึ้นเรื่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ ขออย่างเดียว 

อย่าพะวงหรือกลัดกลุ้มกับความคิดชั่วร้ายที่เกิดขึ้น 

ระลึกให้แม่นยำว่า : ถ้าน้ำหนักเจตนาไม่แรง บาปก็ไม่มาก 

และถ้ายิ่งเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้เดี๋ยวนั้น ก็จะพลิกจากอกุศลเป็น ‘มหากุศล’ ทันที

ร้อยเรียงจากหลากบทความของคุณดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ 

#ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม




INDHAMMA:ที่เรามาฝึกกันนี้ ก็เพื่อจะไม่ให้ทุกข์...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เรา ก็คือ "ก้อนอัตตา" ตัวตน เมื่อมีก้อนอัตตาเมื่อใดแล้ว สุขก็ถูกเราทุกข์ก็ถูกเรา อะไรถูกเราหมด 

ฉะนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงว่า ให้ทำลายก้อนอัตตา 

เมื่อทำลายก้อนอัตตา คือสักกายทิฐิ นี้แล้ว เมื่อหมดก้อนอัตตาแล้ว 

"อนัตตา" ก็ไม่ต้องเรียก มันเป็นของมันเอง เมื่อหมดอัตตา อนัตตาก็เกิดขึ้นมาเอง

 "คำสอนของพระที่เรามาฝึกกันนี้ 

ก็เพื่อจะไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นมาคือ ไม่ให้ไปสำคัญมั่นหมาย 

ให้ไปทำลายความรู้สึกว่าเป็นอัตตาอันนี้  

แต่คนเราก็ไม่ค่อยจะชอบใจ อย่างเช่น พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า

โลกนี้มันเป็นทุกข์ ท่านจึงให้ตัด ไม่อยากให้เกิด

แต่พอท่านว่าไม่อยากให้เกิด เราก็ไม่ค่อยพอใจเสียแล้ว

ที่ท่านไม่อยากให้เกิด เพราะมันทุกข์ เมื่อเกิดขึ้นมามันก็มี

พร้อม ตาก็มี หูก็มี จมูกก็มี วุ่นวายหลายอย่าง

ท่านจึงให้ตัดภพตัดชาติ คือ ไม่ให้มันเกิด

เพราะเมื่อเกิดมาแล้วมันเป็นทุกข์ แต่เราก็ไม่ยอม 

"ขอเถิด อย่าให้หนีไปเลยขออยู่นี่ล่ะ" อย่างนี้มันจึงวุ่นวาย คือ อะไรที่ท่านว่ามันไม่เที่ยง

แต่เราก็อยากให้มันเที่ยง อะไรที่ไม่ใช่ของเรา เราก็อยากให้ใช่ของเรา มันก็เป็นไปไม่ได้.."

หลวงปู่ชา สุภัทโท

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม 

INDHAMMA:อนัตตา...หลักที่จะนำให้เข้าถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

สิ่งทั้งหลายทั่วๆไป ที่เรียกว่า “สังขาร” 

หรือเอาคำคุ้นๆคือ “ขันธ์ ๕” 

สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามธรรมดาของมัน คือ 

มันไม่เป็นไปตามใจชอบหรือตามใจอยากของใคร 

แต่มันเป็นไปตามเหตุ-ปัจจัย . ในขันธ์ ๕ นั้น ไม่มีตัวคงที่ 

ที่เป็นตัวบันดาล เป็นตัวบังคับสิ่งทั้งหลาย 

ให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง 

แต่มันประกอบขึ้นจากปัจจัยย่อยๆ มาประมวลกันเข้า 

และปัจจัยต่างๆแต่ละอย่างนั้น อาศัยสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน 

แล้วก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย . 

ในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันนั้น ไม่มีสิ่งโดยลำพังตัวของมันเอง ไม่มีใครหรืออะไร 

จะเป็นเจ้าของครอบครองหรือสั่งบังคับบัญชามันได้ นี่คือ หลักความจริงที่เรียกว่า "อนัตตา" 

ในระดับของสังขารทั่วไป...อนัตตานี้ จะโยงไปหาหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา ในข้อต่อไปด้วย

พึงสังเกตว่า ในพระพุทธศาสนาท่านสอนเรื่อง "การทำลายความเห็นผิด" เกี่ยวกับ "อัตตา" นี้มากมาย 

จะเป็นพระโสดาบัน ก็ต้อง...

ทำลาย "สักกายทิฐิ" คือ "ความเห็นว่าเป็นตัวของตน"ได้ 

ต้องถอน "อัตตานุทิฐิ" คือ ความตามเห็นว่า"เป็นตัวเป็นตน"ได้ 

ต้องถอน "อัตตวาทุปาทาน" คือ "การยึดมั่นในความถือตัวตน"ได้

อันนี้ แสดงว่า หลัก"อนัตตา"มีความสำคัญเป็นอย่างมาก 

เป็นหลักการที่จะนำให้เข้าถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนา 

ผู้ที่จะเข้าถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนา จะต้องมีปัญญาถึงขั้น"เห็นความเป็นอนัตตา" นี้.

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

ที่มา : ธรรมนิพนธ์ "ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน 

#ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง 

#ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ลงมือทำทันที


INDHAMMA:อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น 

ไม่ได้มาทำให้มานั่งโศกเศร้า ระทมใจอยู่ 

หรือมานั่งร้องไห้อยู่ 

แต่ทำให้อยู่ด้วยความรู้สึก

เฉลียวฉลาด อาจหาญ ร่าเริง เป็นอิสระ 

ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใด 

ที่มายั่วให้ยึดมั่น-ถือมั่น

โดยความเป็นของน่ารักหรือน่าชัง


ความเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะช่วยคุ้มกันไม่ให้เกิด

ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด เพราะเขาเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมัน

น่าเกลียด เพราะมันมีอาการแห่งความไม่เที่ยง

และความเป็นทุกข์โดยอัตโนมัติ จึงไม่ไปจับฉวยเอาสิ่งใดโดย

ความเป็นตัวตน หรือความเป็นของๆตน

ขอให้ท่านทั้งหลายทำความเข้าใจในข้อนี้ให้มากที่สุด

จึงจะตั้งอยู่ที่หนทางแห่งความบริสุทธิ์ คือ ความเป็นพระอรหันต์

ซึ่งเป็นบุคคลผู้เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์

พุทธทาสภิกขุ

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม 

 #อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

INDHAMMA:พึงเสียสละทิฐิก่อน...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 

เราพึงเสียสละทิฐิ คือ ความเห็นของเรา

กับความยึดมั่นถือมั่นของเรา

ให้เรามาเห็นว่าอันนี้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 

ความยึดมั่นถือมั่นที่มันยึดสม่ำเสมอเรื่อยๆ มา 

ถ้าเราเห็นว่าของอันนี้มันไม่มีราคามันไม่ใช่ของจริง 

มันเป็นเรื่องของสมมุติเมื่อไร มันก็วาง


พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ลงมือทำทันที

INDHAMMA:ทำความเข้าใจให้เห็นความจริงเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น

ไม่ได้มาทำให้มานั่งโศกเศร้าระทมใจอยู่ หรือมานั่งร้องไห้อยู่

แต่ทำให้อยู่ด้วยความรู้สึกเฉลียวฉลาด อาจหาญ ร่าเริง

เป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใด

ที่มายั่วให้ยึดมั่น-ถือมั่น โดยความเป็นของน่ารักหรือน่าชัง

ความเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะช่วยคุ้มกันไม่ให้เกิด

ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด เพราะเขาเห็นว่าสิ่งเหล่านั้น

มันน่าเกลียด เพราะมันมีอาการแห่งความไม่เที่ยง

และความเป็นทุกข์โดยอัตโนมัติ

จึงไม่ไปจับฉวยเอาสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน หรือความเป็นของๆตน ขอให้ท่านทั้งหลายทำความเข้าใจ

ในข้อนี้ให้มากที่สุด จึงจะตั้งอยู่ที่หนทางแห่งความบริสุทธิ์ คือ ความเป็นพระอรหันต์

ซึ่งเป็นบุคคลผู้เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์

พุทธทาสภิกขุ

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม 

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

 #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน


Dhamma together:ฉลาดเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ไม่ได้มาทำให้มานั่งโศก

เศร้าระทมใจอยู่ หรือมานั่งร้องไห้อยู่ แต่ทำให้อยู่ด้วย

ความรู้สึกเฉลียวฉลาด อาจหาญ ร่าเริง เป็นอิสระ ไม่ตกอยู่

ใต้อำนาจของสิ่งใด ที่มายั่วให้ยึดมั่น-ถือมั่นโดยความเป็น

ของน่ารักหรือน่าชัง

ความเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะช่วยคุ้มกันไม่ให้เกิด

ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด เพราะเขาเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมัน

น่าเกลียด เพราะมันมีอาการแห่งความไม่เที่ยง

และความเป็นทุกข์โดยอัตโนมัติ จึงไม่ไปจับฉวยเอาสิ่งใด

โดยความเป็นตัวตน หรือความเป็นของๆตน 

ขอให้ท่านทั้งหลายทำความเข้าใจในข้อนี้ให้มากที่สุด จึงจะตั้งอยู่ที่หนทางแห่งความบริสุทธิ์

คือ ความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์

พุทธทาสภิกขุ

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

 #อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก 

 #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ถ้าไม่มีทุกขัง มันกลายเป็นปัญญา แต่ถ้ารู้ไม่เท่าทัน อนิจจังกลายเป็นทุกขัง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ถาม: ตัวรู้เป็นอนัตตาหรือไม่?

ตอบ: แล้วตัวอนัตตาเป็นอะไร? เป็นตัวรู้หรือเปล่า? ต้องไปสืบตัวนั้นก่อน



ตัวรู้เกิดแล้วก็ดับ เป็นหน้าที่ของมัน การเกิดดับ ขยายตัวเป็น

สาม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเกิดแล้วไม่ดับ เป็นทุกขัง ถ้าเกิด

แล้วดับ ทำตามหน้าที่ ตัวอนิจจังและตัวอนัตตานั้น มันเป็น

เงื่อนไขตามธรรมชาติ แต่ถ้ามันไม่เท่ากัน มันเกิดตัวที่สามคือ

ทุกขัง เพราะอนิจจัง ถ้าไม่มีทุกขัง มันกลายเป็นปัญญา แต่ถ้ารู้

ไม่เท่าทัน อนิจจังกลายเป็นทุกขัง แล้วก็เป็นอนัตตา อนิจจังมัน

จะเป็นอนัตตา ต่อเมื่อมันมีทุกขังเข้ามา แต่ถ้าอนิจจังตัวนั้น ถ้ามี

การรู้เท่าทันเกิดขึ้น มันไม่เป็นทุกขัง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่อนัตตา

มันก็คือตัวธรรมา หรือตัวปัญญา

ถ้ารู้เท่าทันอทุกขมสุขเวทนา ก็คือปัญญา ถ้ารู้ไม่เท่าทันอทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นอุเบกขาเวทนา เราก็

ปรับความสมดุล ให้เกิดระดับต้นตอของมัน แต่เมื่อมีการเกิดดับที่ไม่พอดี มันเกิดมาเป็นตัวไตรลักษณ์

คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ถามว่าตัวรู้เป็นอนัตตาหรือไม่ ตอบว่าไม่ใช่ ตัวรู้คือความสมดุล ระหว่าง

ตัวเกิดและตัวดับ เหมือนกับไฟ ถ้าสมดุลขั้วลบขั้วบวก มันกลายเป็นแสงสว่าง แต่ถ้าเอามือไปแตะขั้วใด

ขั้วหนึ่ง มันก็จะเป็นทุกขัง เกิดขึ้นทันที ตัวรู้ไม่ได้เป็นอนัตตา ตัวรู้เป็นภาวะธรรมชาติ ที่เกิดแล้วดับ

ตามธรรมชาติของมัน มันจะเป็นอนัตตาต่อเมื่อมันมีปัญหา อนัตตาแปลว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ไฟก็

เหมือนกัน ถ้ามันสว่างขึ้นมาโดยที่ไม่มีสวิทช์ มันก็ผิดปกติ

Deva Nanda www.buddhayanando.com

Fb: พระพุทธยานันทภิกขุ, พลิกใจให้ตื่นรู้,

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท,

เซนสยาม

ไฟล์เสียง “คอร์สโพธิปัญญา” ตอน “ทำไมต้องสอบอารมณ์”

http://buddhayanando.com/wordpress/?p=10416

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:สอนอัตตาก่อน จึงค่อยสอนอนัตตา..

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



ศาสนาพุทธสอนถึงอัตตา สอนอัตตาเสียก่อน จึงค่อย

สอนอนัตตา อัตตาคือตัวตนท่านสอนเบื้องต้น ให้พึ่ง

ตนเอง ตนของตนเป็นที่พึ่งของตน นี่เรียกว่าสอนถึง

ตัวตน เมื่อสอนอัตตาแล้ว ให้คิดค้นถึงตัวอัตตาที่ว่าเป็น

ของตนของตัวนั้นมีอะไรเป็นของแน่นอนถาวรแล้วเป็น

ตนเป็นตัวจริงไหม คิดค้นไปถึงอัตตาแล้ว ไม่มีอะไรเป็น

สาระ เช่น ขันธ์ห้า รูปก็ไม่ใช่ถาวรแน่นอนแก่เเฒ่าชำรุด

ทรุดโทรมไปเป็นลำดับ ห้ามไม่ได้ บอกไม่ฟัง ในผล

ที่สุดก็ดับสลายหายไป เวทนา สัญญา สังขาร

วิญญาณ เป็นนามธรรมก็ทำนองเดียวกัน


เวทนาเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยไม่มีเวทนาก็หายไป สัญญา สังขาร วิญญาณ

ก็เสื่อมสูญไปหมด ในผลที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนถาวร เห็นขันธ์ห้าเป็นของไม่แน่นอนถาวร

ถึงจะวางได้ วางนั้นแหละคือตัวอนัตตา ปล่อยวางคือตัวอนัตตาทั้งรูปทั้งนาม สอนเรื่องภาวนา

จิตก็เป็นอนัตตา สอนไม่ได้ห้ามไม่ฟัง ไม่ให้คิดนึกก็คิดนึก พอเราปล่อยวางเราไม่ยึดเอาเป็น

ของเราจิตที่คิดนึกส่งส่ายก็เลยหมดเรื่องไป ถ้าเราไปยึดก็กลายเป็นของเราขึ้นมา ถ้าไม่ยึด

ก็เลยเป็นอนัตตา เมื่อถึงอนัตตาเมื่อไรแล้วจะรู้สึกด้วยตนเองว่าอะไรเป็นอนัตตา อะไรเป็น

อัตตา เห็นชัดด้วยตนเอง แต่อัตตาหรืออนัตตานั่นแหละเป็นเครื่องวัดเทียบกันอยู่ตลอดเวลา

ถ้ามีแต่อนัตตาฝ่ายเดียวไม่มีอัตตาเสียแล้ว เราก็จะไม่มีเครื่องวัดเครื่องเทียบ เมื่อไม่มีเครื่อง

วัดเครื่องเทียบก็ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร อัตตามีสุขขนาดไหน มีทุกข์ขนาดไหน..

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี..

Select your language