แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดังตฤณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดังตฤณ แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA: ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว คือแรงบีบคั้น ให้ตัดสินใจสะสมแต้มบวกหรือสะสมแต้มลบ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

วิทยาศาสตร์ระดับ DNA เริ่มเห็นมากขึ้นเรื่อยๆว่า พวกเราถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า

จะเกิดมามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร มีแนวโน้มจะเกิดอุบัติเหตุถี่บ่อยแค่ไหน 

และกระทั่งมีสิทธิ์ตายดีหรือตายร้าย ด้วยโรคมะเร็งหรือโรคชราเมื่ออายุเท่าไร 

กรรมเก่ามีหน้าที่ ‘วางแผนไว้หมด’ ว่า ชาติถัดมา คุณจะต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง

สิ่งทีเรากำลังประสบ เหมาะสมแล้วกับ ‘กรรมที่ผ่านมา’ 

สิ่งที่เรากำลังพบ เหมาะสมแล้วกับ ‘กรรมที่กำลังทำ’ 

 กรรมเก่า บังคับให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณก็ได้ 

กรรมใหม่ คือการโต้ตอบกับ ‘ผลของกรรมเก่า’ 

 #ยิ่งถูกบีบคั้นมากขึ้นเท่าใด 

#ใจจะยิ่งคิดถึงทางออกที่ถูกต้องน้อยลงเท่านั้น 

 เมื่อขึ้นต้นชีวิต ทุกคนก็เจอสิ่งบีบคั้นให้ต้องเอาตัวรอดกันแล้ว 

ทุกคนต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อความอยู่รอด 

และการอยู่รอดด้วยวิธีทำชั่วนั้นง่าย ส่วนการอยู่รอดด้วยการทำดีนั้นยาก 

เมื่อเสวยทุกข์จากกรรมชั่ว ก็ย่อมบีบคั้นให้อยากเป็นสุขขึ้นกว่าเดิม 

เมื่อเสวยสุขจากกรรมดี ก็ย่อมติดใจและอยากรักษาระดับความสุขให้ยั่งยืน 

แต่ละชาติจะมีเหตุการณ์น่าเจ็บใจ 

ที่กัดลึกเกินถ่ายถอน บีบคั้นให้ทำร้ายหรือกระทั่งทำลายเผ่าพันธุ์ศัตรู

 จนกว่าจะล้มหายตายจากไปจนสิ้น ยิ่งถูกบีบคั้นมากขึ้นเท่าใด 

ใจจะยิ่งคิดถึงทางออกที่ถูกต้องน้อยลงเท่านั้น 

ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว คือแรงบีบคั้น ให้ตัดสินใจสะสมแต้มบวกหรือสะสมแต้มลบ .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

#เลือกตอบโต้กับกรรมเก่าด้วยบุญหรือบาป คือกรรมใหม่ 

ในกรณีที่ ‘เลือกได้’ ซึ่งเกินกว่าครึ่ง มันมีการตัดสินใจว่า คุณจะเลือกเอา ‘บุญหรือบาป’ ไปโต้ตอบ 

มันขึ้นอยู่กับสิทธิ์ในการเลือกของคุณ 

ร้อยเรียงจากหลากบทความของคุณดังตฤณ


#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม




INDHAMMA: การฟังธรรมะเป็นประจำ จนกระทั่งเกิดความเข้าใจว่า เราคืออะไร ทำอย่างไร ทำให้ทุกข์หายไปจากใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ฟังธรรมะ ถ้าฟังแบบที่เป็นธรรมะทั่วๆไป ที่ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง 

หรือว่าฟังแล้วไม่เก็ต (get) ไม่สามารถนำมาลิงก์ (link) กับตัวเองได้ 

ก็ถือว่าได้บุญในแง่การสละเวลาฟังของดี เหมือนกับได้ดีเพราะเปิดรับแสงสว่าง 

คนที่เปิดหน้าต่างรับแสงจากดวงอาทิตย์ ทั้งผิวพรรณ ทั้งหน้าตา ก็จะเป็นคนปกติ 

แต่ถ้าหากว่า ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเลย อยู่แต่ในคุกแคบ คุกมืด หน้าก็มืด ก็หมองตามไปด้วย 

ฉันใดก็ฉันนั้นนะ

การฟังธรรมะ แม้จะไม่รู้เรื่อง แม้จะไม่เข้าใจเลย อย่างน้อยก็ได้สละเวลาเอาแสงสว่าง 

เปิดรับแสงสว่างบ้าง แต่ที่บอกว่า ฟังธรรมะอย่างไรให้ได้อานิสงส์ 

อันนี้ เราต้องเขยิบขึ้นมาเป็นความเข้าใจ

 ก่อนอื่นเรามองว่า ชีวิตคนเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ 

 ไม่รู้ทิศรู้ทางหรอก ที่เดินๆ ไป ว่าเดินตรง เดินย้อน เดินเลี้ยวซ้าย

 หรือเดินเลี้ยวขวา เหมือนคนตาบอด ทีนี้ถ้าหากว่า 

เรามีความเข้าใจ ซึ่งความเข้าใจนี่เป็นตัวบอกเลยว่า 

เรากำลังอยู่ตรงไหน เรากำลังตรงไปสู่ทิศทางใด 

กำลังจะเลี้ยวซ้าย หรือกำลังจะเลี้ยวขวา ถ้าหากว่ามีความเข้าใจ 

ก็เหมือนคนที่ตาไม่ดี หรือว่าตาบอด ได้ตาสว่างขึ้น 

หากว่าเราได้แสงสว่างที่ถูกต้อง 

หรือว่าได้ระบบระสาทตาที่สามารถเห็นตามจริง 

ก็เท่ากับเรายกระดับชีวิตจากคนตาบอด ขึ้นมาเป็นคนตาดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้ว่าตัวเองที่เดินดุ่มไปนี่ จะไปที่ไหน การที่คนเรามีจุดมุ่งหมาย 

แล้วก็รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปในทิศทางที่ดี ย่อมเป็นสิ่งประเสริฐ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี

ที่เหนือกว่า การที่ยังเป็นคนตาบอดแล้วก็ไม่รู้ทิศรู้ทาง ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน เช่นกัน 

การฟังธรรมะเป็นประจำ จนกระทั่งเกิดความเข้าใจว่า เราคืออะไร 

แล้วเราสมควรจะเป็นอะไรต่อไปได้บ้าง หรือเราสมควรที่จะเป็นผู้มีสิทธิพ้นทุกข์กับเขาได้หรือเปล่า 

ตัวนี้แหละ ที่เป็นอานิสงส์ที่แท้จริง คนต้องรอให้มีความทุกข์เสียก่อนถึงจะมาแก้ 

ถึงจะมาหาวิธีว่าทำอย่างไร ทำให้ทุกข์หายไปจากใจ 

แต่ถ้าหากว่าเราเข้าใจแล้ว เข้าใจอย่างชัดเจนว่า แม้การเกิดมาก็เป็นทุกข์ 

แม้การตายไปอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็เป็นทุกข์ 

นี่แหละ ตัวนี้แหละที่จะมีสิทธิกับท่าน ให้ได้ไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์อีก 

ส่วนจะมีขั้นตอนยังไงวิธีการยังไง ต้องว่ากันยาวนะครับ 

อยู่ๆ เราจะไปแค่บอกว่าฟังธรรมเป็นประจำ แล้วมีอานิสงส์อย่างไร บางทีก็ยากนะ 

เพราะบางคนฝืนใจฟัง หรือบางคน ฟังแล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย

หรือบางคนรู้เรื่องดี แต่ไปเลือกฟังธรรมข้างที่ผิด แบบนี้ก็เป็นไปตามที่เราเลือกที่จะเป็น 

เลือกที่จะฟังนะครับ แต่ถ้าหากว่าเราเป็นผู้มีวาสนา ได้พบพุทธศาสนาด้วย 

แล้วก็เลือกที่จะฟังธรรมที่ถูกต้อง ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ด้วย แล้วมีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญขึ้น

ด้วยการที่เราละทิ้งบาป แล้วก็สะสมบุญมากขึ้นๆ อย่างถูกต้อง 

ตรงนี้แหละที่เป็นอานิสงส์ที่แท้จริง พูดง่ายๆว่า มันเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตนะ 

การจะเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต ไม่ใช่ของง่ายนะ แล้วที่จะเปลี่ยนชีวิตแบบฉับพลันทันใด 

ก็เริ่มมาจากใจนั่นแหละ ใจ ถ้าหากว่ามันเปลี่ยน มันพลิก มันคลิกได้แบบฉับพลันทันใด 

ชีวิตก็จะสามารถเปลี่ยนแบบฉับพลันทันใดเช่นกัน

คือบางคน พูดง่ายๆ อานิสงส์ของการฟังธรรมที่ถูกต้อง สามารถพลิกชีวิตได้ในชั่วข้ามคืน 

แล้วในทางกลับกัน คนบางคนเลือกฟังธรรมที่ผิด ก็สามารถพลิกจากดี 

กลายเป็นร้ายในชั่วข้ามคืนเช่นกันครับ!

ดังตฤณ

https://www.youtube.com/watch?v=-7Y3gX2tCuk

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ 

#ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจ อยู่กับความคิดสกปรก ความทรงจำแย่ๆ หรือความลับน่าอับอาย 

เกินกว่าจะให้ใครรู้ว่าเราก็คิดอย่างนี้ได้ ขอให้ทราบเถิดว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีคนอีกทั้งโลกเป็นเพื่อน 

ยิ่งหากคุณรู้สึกว่าความคิดที่เสียดแทงหัวหูอยู่นั้น เป็นเรื่องน่าอับอายเกินกว่าจะปรึกษาใคร 

เรียกว่าไม่กล้าเปิดเผยกันตลอดชีวิต ก็ยิ่งย้ำติดและคิดหนัก เช่น คำหยาบที่โยงเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

หรือความคิดทางเพศกับญาติเชื้อ แม้คุณจะปฏิเสธว่าไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้อยากอยู่ข้างเดียวกับ

ความคิดพรรค์นั้น มันก็ยังคงวนเวียนเยี่ยมหน้ามาไม่เลิก ราวกับมีศัตรูตามราวีตนอยู่ในตัวเอง

ความคิดไม่ดี ที่โผล่มาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้มีหลายสาเหตุ 

แต่สาเหตุสำคัญ คือ เคยเมามันกับการคิดเพ่งโทษคนอื่น

ให้เป็นยักษ์เป็นมารหนึ่ง หรือเคยสะใจกับการด่าสาดเสียเทเสีย

ใส่คนอื่นให้เจ็บใจหนึ่ง ความคิดและคำพูดร้ายๆ

จะไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงเป็นระเบิดเวลาฝังตัวรออยู่

ในส่วนลึก คอยเวลาระเบิดขึ้นมารบกวนจิต ไม่ให้เป็นกุศล 

ไม่ให้สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 

ถ้าอยู่ในช่วงเริ่มเบิกบานกับธรรมะ 

ตะกอนกรรมที่ก้นบึ้งของชีวิต 

จะฟุ้งขึ้นมาปรุงแต่งคำกระซิบที่คิดไม่ถึง

 

คนส่วนใหญ่จะสงสัยกันมาก ว่าถ้าไม่ได้คิดเจตนาจริงจัง 

เช่น เกิดความคิดลบหลู่ครูบาอาจารย์ขึ้นมาชั่วแว่บในหัว จะเป็นบาปกรรมแค่ไหน? 

หากไม่ได้จงใจ ทว่าเกิดความรู้สึกอยากทำร้าย อยากขโมย อยากผิดกาม อยากโกหก 

หรืออยากลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในรูปความคิดแวบผ่านเข้ามาในหัว 

ไม่ได้มีกำลังใจของตนเองหนุนหลังจริงจัง อย่างนี้เรียกว่าเป็น ‘ความจำได้หมายรู้’ อันเป็นอกุศล 

หาใช่การก่อกรรม หาใช่บาปร้ายแรง ที่จะติดตัวเป็นเงาตามไปให้ผลไม่ 

ความคิดใดยังไม่เติบโตขึ้นเป็นความตั้งใจลงมือทำจริง ความคิดนั้นยังไม่ใช่กรรมที่มีผลรออยู่อย่างชัดเจน 

ผมขอให้คุณๆมองอย่างนี้ครับว่า ยิ่งหาทางแก้ความคิดไม่ดี ก็ยิ่งตอกย้ำให้กลุ้มว่า

เราคือเจ้าของความคิดไม่ดี อย่าไปทำอย่างนั้นเลย หาทางเป็นคนละข้างกับมันดีกว่า 

ไหนๆมันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆแล้ว ก็มีสติดูให้จิตเกิดความฉลาด รู้ทันความจริงว่า มันมาเอง 

เราไม่ได้เชิญ เราไม่ได้จงใจคิด มันไปเอง ถ้าเราไม่ต้อนรับ และไม่ได้เลี้ยงไว้ด้วยการครุ่นคิดต่อ 

ทำไว้ในใจว่า เมื่อใดความคิดไม่ดีผุดขึ้นในหัว เราจะ ‘ยอมรับว่ามันเกิดขึ้น’ 

ไม่ใช่พยายามหลอกตัวเองว่าไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ใช่พยายามฝืนต้านไม่ให้เกิดขึ้น 

ไม่ใช่พยายามขู่ให้ตนเองกลัว ว่าเป็นบาปหนักถ้าขืนปล่อยให้เกิดขึ้น ยิ่งเห็นว่ามาเองไปเองบ่อยเท่าไร 

ยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดีบ่อยขึ้นเท่านั้น และยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดี

บ่อยขึ้นเท่าไร ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคลเราเขามากขึ้นเท่านั้น ถึงจุดหนึ่งเมื่อเห็นว่า 

ความคิดไม่ดีเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา ก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์กับอุปาทานซ้ำซาก 

การเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้นั้น จิตเป็นมหากุศลด้วยซ้ำ สิ่งที่สะท้อนชัด คือ 

จิตใจโดยรวมจะดีขึ้นเรื่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ ขออย่างเดียว 

อย่าพะวงหรือกลัดกลุ้มกับความคิดชั่วร้ายที่เกิดขึ้น 

ระลึกให้แม่นยำว่า : ถ้าน้ำหนักเจตนาไม่แรง บาปก็ไม่มาก 

และถ้ายิ่งเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้เดี๋ยวนั้น ก็จะพลิกจากอกุศลเป็น ‘มหากุศล’ ทันที

ร้อยเรียงจากหลากบทความของคุณดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ 

#ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม




INDHAMMA:รู้ว่า‘เกิดอะไรขึ้น’ในแต่ละลมเข้าลมออก

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ถ้าขึ้นต้นด้วยความอยากสงบเร็วๆ ตามด้วยการเห็นแต่ลมหายใจ ไม่เห็นความรู้สึกนึกคิด 

ไม่เห็นสภาพความแปรไปของจิตที่ปรากฏ อยู่ในแต่ละลมหายใจเข้าออก 

นั่นไม่นับเป็นอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าสอน 

นักภาวนาส่วนใหญ่ ตะบี้ตะบันยึดลมหายใจไว้ เหมือนจะแกล้งให้ตัวเองอึดอัด แล้วบอกตัวเอง 

บอกคนอื่นว่า ฝึกอานาปานสติอยู่ แต่ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่สงบเสียที 

กระทั่งได้ข้อสรุปประมาณ ‘ฉันคงไม่ถูกจริตกับอานาปานสติ!’ 

ข้อเท็จจริงคือ อานาปานสตินั้น เป็นราวเกาะสำหรับมือใหม่ 

เป็นเครื่องช่วยสังเกตความจริงในตน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน 

ในอิริยาบถใดก็ตาม ใครก็ตาม ที่สามารถรู้สึกได้ว่าตัวเอง 

กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ก็ ‘ถูกจริต’ 

กับอานาปานสติได้ทั้งนั้น ในการเจริญอานาปานสติ 

สิ่งสำคัญกว่ารู้ว่า กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก คือรู้ว่า 

‘เกิดอะไรขึ้น’ในแต่ละลมเข้าลมออก

 ที่ลมนี้ เกร็งแน่นเป็นหุ่นเหล็กก็ยอมรับไป 

ที่ลมนี้ ผ่อนคลายแบบคนพักเป็นก็รับรู้ไป 

ที่ลมนี้ ฟุ้งซ่านอุตลุดเหมือนพายุก็ยอมรับไป 

ที่ลมนี้ สงบราบคาบปานทะเลเรียบก็รับรู้ไป 

บทสรุปของอานาปานสติที่สำคัญสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จุดประสงค์หลัก คือ ฝึกเพื่อให้รู้ว่า 

อะไรๆไม่เที่ยง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของกาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของใจ หาใช่ว่า ท่านให้เอาแต่ดี 

ยึดแต่สงบเป็นเรือนตาย ถ้าเริ่มเจริญอานาปานสติด้วยความเข้าใจถูกต้องแต่ต้น 

ก็จะรู้เห็นความจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ายังแค่เข้าใจว่า 

อานาปานสติ คือการยึดลมเหนียวแน่นเอาเป็นเอาตาย เพื่อกดจิตให้แน่นิ่งท่าเดียว 

สุดท้ายก็ได้แต่เป็น ‘หุ่นยนต์อานาปานสติ’ ไม่เคยได้เป็นนักเจริญอานาปานสติกับเขาเลย!

ดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน 

#ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง 

#ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:ความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ชาววัดอยู่วัดเจริญสติเอามรรคผลนิพพาน  ชาวบ้านอยู่บ้านเจริญสติแล้วได้อะไร? 

คำตอบที่ฟังง่าย คือ ในช่วงที่ชีวิตเป็นขาขึ้น 

การเจริญสติช่วยให้เป็นสุขจริง ในช่วงที่ชีวิตเป็นขาลง 

การเจริญสติช่วยให้ไม่ต้องเป็นทุกข์มากนัก #ช่วงชีวิตขาขึ้น 

พอทำสมาธิแล้วสมองเข้าที่ สมองจะสั่งร่างกายทุกส่วน 

ให้อยู่ในภาวะสมดุลตามไปด้วย เกิดการสะสมพลังใหม่ 

เกิดการรีชาร์จ ในแบบที่ทำให้ทุกองคาพยพของร่างกาย 

มีความปลอดโปร่ง มีการหลั่งสารดีๆออกมา 

ส่วนสภาวะของจิตที่เป็นกุศลมากๆนั้น 

ก็จะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านหายไปหมด หัวโล่ง อกว่าง 

ใจเบา มีแต่ความตื่นเต็มในความเป็นกุศลจิต 

#ช่วงชีวิตขาลง ในขณะที่การมีความสุขแบบโลกๆ อันเกิดจากการดีใจ จิตจะมีอาการ ‘ขอกอด’ 

สิ่งที่ได้มา ไว้อย่างแน่นเหนียว ถ้าจะต้องสูญเสียไป จะรู้สึกเหมือนโลกถล่มทลาย ท้องฟ้ามืดมน 

ความสุขที่เป็นแบบโลกๆ จึงเป็นสุขที่พร้อมจะทำให้เกิดความทุกข์ สวิงกันไปมาสองข้างนี้ 

เมื่อเจริญสติ แล้วเห็นใจเกิดอาการยึด อยากครอบครอง ไม่อยากสูญเสียไป 

ก็จะเกิดมุมมองอีกแบบหนึ่งว่า การยึดมั่นถือมั่นที่เหนียวแน่นนั้น เป็นอาการหลงผิด พอพิจารณาว่า 

ความหลงผิดนั้น เป็นแค่อาการปรุงแต่งของจิตชั่วคราว จะเกิดความรู้สึก ‘เบา’ คลายจากอาการยึดขึ้นมา

ถ้าหากรู้หลัก ของการคลายความยึดมั่นได้จริง ก็จะคลายความยึดมั่นกับทุกสิ่งในชีวิต 

ต้นเหตุของความทุกข์ก็จะหายไป การไม่มีทุกข์นั่นแหละ คือ ความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุด! 

ดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ลงมือทำทันที






 


INDHAMMA:อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ในวันที่อะไรๆในชีวิต ดูแย่ไปหมด จริงๆแล้วอาจจะแค่ จิตแย่อยู่ดวงเดียว 

เวลามองชีวิต อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี แต่ค่อยๆเรียนรู้ที่จะอ่านอารมณ์ให้ออก 

เพราะอารมณ์นั่นแหละ ม่านหมอกหลอกใจ

เอาง่ายๆ ชีวิตเราดีแล้ว หรือยังไม่ดีเลย ตัดสินจากไหน? 

สิ่งที่อยู่ติดตัวเราตลอด ๒๔ ชั่วโมง 

ไม่ใช่เหตุผลทางความคิดหลายๆข้อ 

แต่เป็นอารมณ์เดี่ยวๆ หนึ่งเดียว ตัวเดียว นั่นแหละ! ของจริง 

เกาะกุมจริง กัดกินจริง ถ้าอารมณ์เดี่ยวๆนั้นเป็นสุข 

เนื้อตัวกระปรี้กระเปร่า ต่อให้ประสบปัญหาน่าเห็นใจ 

ใจก็จะตัดสินว่าชีวิตดีพอ 

อย่างน้อยก็พอที่จะแก้ปัญหาอย่างมีสมาธิ 

มีสติเห็นอุปสรรคตรงหน้าเป็นเรื่องท้าทาย ลองเข้าทางให้ถูก

บางส่วนจากบทความของ ดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ความรู้สึกต้องชดใช้

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

หนี้เงินเพื่อน หนีง่าย หนี้แค้นศัตรู หนียาก 

หนี้กรรมตัวเอง ไม่มีทางหนีเลย

ความรู้สึกต้องชดใช้ เกิดขึ้นเมื่อเราก่อหนี้ 

ความรู้สึกว่าต้องหนี เกิดขึ้นเมื่อเราเห็นว่าตัวเอง 

ไม่มีปัญญาชดใช้แน่ๆ 

ความรู้สึกว่าต้องฆ่าตัวตายเกิดขึ้นเมื่อไม่เห็นทางหนีอื่น 

ดีกว่าทางเลือกสุดท้ายแล้ว หนี้ จึงเป็นสิ่งรบกวนจิตใจได้ 

ในระดับอยากจบชีวิต

หนี้ ในใจคนส่วนใหญ่มีแต่เรื่องเงิน ในใจคนรองลงมาเป็นเรื่องบุญคุณ แต่ในใจคนหยิบมือเดียว

ที่รู้ว่ายังมีหนี้บาปเป็นเงาตามตัวอยู่ และในใจคนส่วนส่วนน้อยเท่าน้อย ที่ระแคะระคายว่า 

หนี้สำคัญสูงสุดเหนือหนี้อื่นใด คือ หนี้ความไม่รู้ หนี้อวิชชา หนี้อันเกิดจากการไม่อาจเห็นว่ากายใจนี้ 

เป็นแค่เหยื่อล่อให้ยึด ตราบใดยังยึดเหยื่อ ฮุบเหยื่อ ตราบนั้นยังต้องเป็นทุกข์ ในทางใดทางหนึ่งร่ำไป 

วิธีปลดหนี้เงิน คือ หาเงินมาใช้ 

วิธีปลดหนี้บาป คือ ให้ทาน อภัยคน เลิกคิดเบียดเบียนใครต่อ 

วิธีปลดหนี้อวิชชา คือ เจริญสติ แบบที่สติเจริญขึ้นเห็นกายใจไม่เที่ยง 

ไม่เคยเป็นตัวเดิมนับแต่ลมหายใจเข้าออก ไม่เคยมีใครคนหนึ่ง ที่มีตัวตนอยู่จริง 

ตั้งแต่ก่อนกายใจนี้เกิดมา และหลังกายใจนี้ตายไป!

ดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:จิตกว้างหรือแคบเพียงใด ก็นั่นแหละ จะเป็นที่ที่คุณมี

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ไม่ว่าคุณจะมีบ้านใหญ่โตแค่ไหน

ออกไปเที่ยวที่กว้างเปิดโลกประมาณใด 

ในที่สุดก็ต้องกลับมา อยู่กับขนาดของจิตตัวเอง 

จิตกว้างหรือแคบเพียงใด ก็นั่นแหละ จะเป็นที่ที่คุณมี 

ที่ที่คุณต้องอยู่ตรงนั้นตลอด ๒๔ ชั่วโมง 

จิต ยิ่งกว้างขึ้นเท่าไร 

ที่อยู่ของคุณ ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น

ดังตฤณ@Dungtrin

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน 

#ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง

#ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

Dhamma together:ในทางปฏิบัติแล้ว ต่อให้เป็นคนปากพล่อยที่สุดในโลก ก็ ‘คิดก่อนพูด’ ด้วยกันทั้งสิ้น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ที่ด่าๆกันว่า‘พูดไม่คิด’นั้น เป็นการติเตียนคนปากไวใจเร็ว แต่ในทางปฏิบัติแล้วต่อให้เป็นคนปาก

พล่อยที่สุดในโลกก็ ‘คิดก่อนพูด’ ด้วยกันทั้งสิ้นเมื่อโกรธจัด และใช้อารมณ์โกรธเป็นชนวนระเบิด

คำจะมีการ ‘คิดคะเน’ ว่าพูดกระแทกอย่างไร ใช้คำไหนให้เจ็บดีแต่ ‘ไม่คิดเลย’

ว่าต้องเหนื่อยลากยาวไปกี่ปีกับการโดนคนเจ็บใจตามล้างตามเช็ด เมื่อเกิดอัตตาเบ่งบานและใช้

ก้อนอัตตาเป็นแรงขับคำจะมีการ ‘คิดคำนวณ’ ว่าพูดอย่างไรให้ตัวเองดูดี

โดย ‘ไม่สนใจเลย’ ว่าคนอื่นจะหมั่นไส้ขนาดไหน

เมื่อมีสติปัญญาประกอบจิต และอาศัยสติปัญญานั้นกลั่น

กรองคำ จะมีการ ‘คิดให้ดี’ ว่า พูดอย่างไร

ให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ และ ‘ชั่งน้ำหนัก’ แล้วว่าต้องได้

ประโยชน์สูงสุด การจงใจพูดให้คนเจ็บใจก็ดี การจงใจ

โอ่อวดให้คนหมั่นไส้ก็ดี การจงใจเอ่ยคำให้เกิดผลที่ควร

จะเกิดก็ดี มี‘การจงใจ’ นั้นเองเป็นตัวตัดสินกรรม สมดังที่

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา

บุคคลคิดแล้วจึงพูด ความคิดจึงเป็นชนวนวจีกรรมเสมอ

ไม่มีทางที่ใครในโลกจะ ‘พูดไม่คิด’

ปฏิกิริยาของคนฟังรอบตัวที่เกิดขึ้น มีปกติเป็นอย่างไร ก็ นั่นแหละ ผลของกรรมทางวาจา อันเห็น

ได้ทันตาในปัจจุบันอย่างนั้น ว่ากันง่ายๆคือ พูดอย่างไร ก็ต้องตกไปอยู่ในโลกที่เหมาะสมอย่างนั้น!

ดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ความอยากหายทุกข์ ไม่ได้ช่วยให้ทุกข์หายไป

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เหตุถูก ผลถูก เหตุผิด ผลผิด

ยิ่งอยาก ยิ่งทุกข์ ยิ่งไม่อยาก ยิ่งไม่ทุกข์

ตราบใดยังมี ความกระวนกระวาย เต็มไปด้วยอาการ

อยากหายทุกข์ ตราบนั้นคุณได้ชื่อว่ายัง สร้างเหตุแห่ง

ทุกข์เพิ่มไม่ใช่ ลดเหตุแห่งทุกข์ลง

ความอยากเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์นี่คือสัจธรรมขั้นมูลฐาน

ที่เหมือนน่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ แต่แท้จริงแล้ว

เข้าถึงยากเป็นที่สุด!

เริ่มต้น สิ่งที่นักเจริญสติต้องรู้ และหมั่นท่องให้ขึ้นใจ คือ

ความอยากหายทุกข์ ไม่ได้ช่วยให้ทุกข์หายไป แต่กลับจะเพิ่มทุกข์ให้ปรากฏมากขึ้น!

#ดังตฤณ #ใจใหม่

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:อิสระทางใจอันเกิดจากความปล่อยวางเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

 

ชีวิตช่างเป็นเรื่องไม่เข้าท่า ตายเพื่อลืมหมด

เกิดเพื่อจำใหม่ รับกรรมที่ทำไว้ แล้วถูกบีบให้ก่อกรรม

เพื่อต้องไปรับต่ออีก ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

หาที่จบสิ้นมิได้

คนที่เชื่อว่าตัวเองต้องตาย แต่แทบไม่มี

ใครเชื่อว่าควรเตรียมตายให้เป็น เกิดทั้งน้ำตาไม่น่าอาย

แต่อย่าตายทั้งน้ำตาก็แล้วกัน  เสบียงที่ดีที่สุดก็คงหนี

ไม่พ้นการมีปัญญาเห็นชอบ เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

และสิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นสมบัติถาวรของเรา

หรือของใคร


เมื่อใจไม่เปื้อนมลทินบาป สะอาดเอี่ยมด้วยบุญกุศล และเลิกห่วงหวงดิน น้ำ ไฟ ลมทั้งหลาย

ในโลกหล้าที่ต้องมีอันแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เห็นอิสระทางใจอันเกิดจากความปล่อยวาง

เป็นสิ่งมีค่าสูงสุด นั่นแหละครับ ท่าทีการเตรียมตัวตายแบบพุทธของแท้

อย่ากลัวตายร้าย แต่ขอให้กลัวจะอยู่อย่างไม่ได้เตรียมตัวไปดี ก็แล้วกัน

ข้ออ้างที่ว่าเขาตายก่อนวัยอันควรเป็นแค่ความเข้าใจผิดๆ หลงอุปาทาน หลงทึกทักเอาว่าทุกคน

ต้องตายตอนแก่
"..ความตายจะมาในเวลาอันควรเสมอ

วิบากกรรมเขารู้เวลาของเขาดี และไม่ยอมให้คุณผัดผ่อน.."

เพียงด้วยการวิงวอนเช่นคุณไม่รู้ และเคยไม่เตรียมใจไว้ก่อนอย่าเพิ่งมาเลยนะความตาย

คัดจากบทความคุณดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:กระแสบุญ กระแสบาป

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



กระแสบุญ


กระแสบาป


ถ้าเคยสร้างมาด้วยกัน จะมีความดึงดูดกัน

ถ้าเคยมีศรัทธาเสมอกัน จะรู้สึกว่าใจตรงกัน

ถ้าเคยมีศีลเสมอกัน จะรู้สึกว่าไว้ใจกัน

ถ้าเคยมีน้ำใจเสมอกัน

จะรู้สึกว่าอุ่นใจกับการมีกันและกัน

ถ้าเคยมีสติปัญญาระดับเดียวกัน

จะรู้สึกว่าคู่ควรกัน


ถ้าเคยสร้างมาด้วยกัน จะมีแรงผลักไสกัน

ถ้าเคยมีศรัทธาต่างกัน จะรู้สึกเป็นคนละพวกกัน

ถ้าเคยมีศีลต่างกัน จะรู้สึกระแวงกัน

ถ้าเคยมีน้ำใจต่างกัน

จะรู้สึกเหมือนต่างคนต่างอยู่ดีกว่า

ถ้าเคยมีสติปัญญาต่างระดับกัน

จะรู้สึกว่าไม่สมกัน

#ดังตฤณ




 

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ค่าความเป็นคุณมีอยู่แค่ไหน?

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



วันนี้คุณเดินมาไกลเกินกว่า จะย้อนกลับไปแก้ไขความผิดพลาดของเมื่อวาน

แต่ยังไม่สาย ที่จะปรับแก้แนวโน้มความผิดพลาดของวันพรุ่ง 

ถ้าเมื่อใด ‘มีสติ’ เห็นได้ว่าอดีตที่ขมขื่น คือสิ่งที่ล่วงลับไปแล้ว

ไม่ต้องดึงมันกลับมาเสพอีกแล้วก็ได้ ในวันนี้ เราจึงมีสิทธิ์เสพรสของสติได้ กล้ำกลืน

ความเจ็บปวดคุณจะเก็บกด มีสติเห็นความเจ็บปวดคุณจะโล่ง เหมือนค่อยๆยกภูเขาออก

จากอก ถ้าใจเจ็บ ไปสั่งให้มันไม่เจ็บไม่ได้หรอกครับ แต่เรารู้ได้ว่ามันมีเจ็บมากบ้าง น้อยบ้าง

ไม่สม่ำเสมอ นั่นคือที่สุดที่เราจะรู้ เห็นความทรงจำที่เลวร้ายเหมือนหนาม เห็นจิตของเรา

เหมือนเนื้อ แล้วยอมรับตามจริง เดี๋ยวมันทิ่มแรง เดี๋ยวมันบาดเบา บังคับไม่ได้ แค่เห็นบ่อย

พอ ก็จะเป็นอิสระจากความทรงจำที่เลวร้ายได้แล้ว ตามดูจนรู้จริงว่า ‘จิตไม่ใช่สิ่งที่บังคับได้’

แล้วคุณจะสบายใจไปทุกเรื่อง

คาถาเสกใจให้ดีขึ้นมีอยู่บทหนึ่ง คือ "อย่าให้แย่ไปกว่านี้"


ผู้ท่องคาถาอยู่ย่อมฉุกใจ ไถ่ถามตัวเองว่า

ที่กำลังเป็นอยู่ มันแย่กว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า?

ชีวิตจะแย่จริงๆ ก็เมื่อคุณยอมให้จิตถูกเหตุการณ์ร้ายๆ

ปรุงแต่งจนถึงวันตาย  ชีวิตคุณเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ค่าความเป็นคุณมีอยู่แค่ไหน? ..

ไม่ใช่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของเมื่อวาน

ไม่ใช่ความสุขหรือความทุกข์ในอดีต

ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าเคยมีคนรักเลิศเลอหรือร้ายกาจ

แต่เป็นความสามารถที่จะทำอะไรสักอย่าง

ให้สำเร็จตามความตั้งใจดีๆในวันนี้ ต่างหาก

 


การเปลี่ยนความผิดพลาดให้เป็นความถูกต้อง หรือกลับร้ายให้กลายเป็นดี

พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส คืออาวุธชิ้นเดียวที่มนุษย์ จะชนะกรรมเก่าเน่าๆของตัวเองได้ !

ร้อยเรียงจากหลากบทความของคุณดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตจักสนุก สุข สงบ เย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ผ่อนคลายความฟุงซ่าน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ความฟุ้งซ่านนั้นรบกวนจิตใจเรามากพออยู่แล้ว แต่พอเราไปตั้งความอยากที่จะเลิกฟุ้งซ่าน

อยากให้ความฟุ้งซ่านมันระงับลงไป แล้วทำไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แทนที่ความ

ฟุ้งซ่านเก่า ก็คือ ความฟุ้งซ่านว่าทำยังไงดี จึงจะหายฟุ้งซ่านได้ .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..



แทนที่เราจะไปอยากหายฟุ้งซ่าน ลองยอมรับมันว่ามัน

ฟุ้งซ่านอยู่ ยอมรับเพื่ออะไร? เพื่อจะได้เห็นว่า

คลื่นความฟุ้งซ่านหน้าตามันเป็นยังไง?

มันแรง หรือว่ามันเบา มันเข้มข้น หรือว่ามันเบาบาง

คือยอมรับตามที่มันกำลังปรากฎอยู่จริงๆนั่นแหละ

อย่าไปดูว่ามันกำลังฟุ้งซ่านเรื่องอะไร แต่ดูว่ามันกำลังมี

คลื่นอะไรปั่นป่วนอยู่ในหัวเรา มันมีอะไรเข้มๆ

มันมีความรู้สึกเหมือนกระวนกระวายอยู่ แล้วเราแค่

ยอมรับมัน !

แค่ยอมรับว่า มีลักษณะความฟุ้งซ่านระดับนี้เกิดขึ้นมา ที่ลมหายใจนี้ มันแรงแค่นี้

อีกลมหายใจหนึ่งต่อมา เราสังเกตดูอีกครั้งหนึ่ง จะพบด้วยความประหลาดใจนะว่า

ความฟุ้งซ่านระดับเดิมมันเบาลง แต่ถ้ามันไม่เบาลง มันกลับแรงขึ้นอีก เราก็ยอมรับอีก

ยอมรับว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง มันจะหายไปหรือไม่หายไป เราไม่สนใจ

เราสนใจแต่ว่า เราจะเห็นความจริง เกี่ยวกับระดับความเข้ม ความอ่อน ของความฟุ้งซ่าน

เท่านั้น จุดแตกต่างมันมีอยู่แค่นี้เอง

เปลี่ยนจาก ‘ความอยากให้ฟุ้งซ่านนี่มันหายไป’ เป็น ‘เห็นว่าความฟุ้งซ่านมันกำลังมีอยู่’ 

และ ‘มีอยู่ในระดับใด มากหรือว่าน้อย’

อาศัยลมหายใจขณะนี้เป็นตัวตัดสิน .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

‘อาการยอมรับ’ ที่มันเกิดขึ้น ยอมรับว่ามันแรงขึ้น ยอมรับว่ามันเบาลง ตัวนี้แหละที่เรียกว่า

‘สติ’ คำว่า สติ คือ การยอมรับสภาพที่กำลังปรากฎอยู่ตามจริง ไม่ใช่ไปพยายามฝืนต่อต้าน

มัน ตัวสติที่เกิดขึ้น จะทำให้ความฟุ้งซ่านมันเบาบาง หรือเว้นวรรคห่างออกไปเอง โดยที่เรา

ไม่ต้องไปพยายามระงับหรือกดข่มมัน เข้าใจนะ

ร้อยเรียงจากธรรมบรรยายจากคุณดังตฤณ เรื่อง "ลมหายใจแห่งความสุข"

Dhamma together:แผ่เมตตา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เวลาคนเราเกลียดกัน ต่างฝ่ายต่างจะรู้สึกถึง ‘จุดดำ’ ที่มีต่อกัน มันเหมือน ‘ขั้วแห่งความมืด’

ที่ขั้วเราก็มี ขั้วเขาก็มี พอเรา ‘แผ่เมตตา’ ให้ แล้วจุดดำนั้น หายไปจากใจจริงๆ อย่างน้อยชั่ว

ขณะหนึ่ง อย่างน้อยชั่วขณะเช้านั้น ที่เพิ่งแผ่เมตตาให้เขา เจอหน้ากันเขาก็จะรู้สึกว่า

จุดดำที่มัน ‘อยู่ในเขา’ ยังมีอยู่

แต่ จุดดำที่ ‘อยู่ในเรา’ มันเหมือนหายไป ! มันเหลือแต่ขั้วของเขา ขั้วของเรามันสว่างขึ้นมา

เขาก็จะรู้สึก ‘แปลกใจ’ !

 

พอรู้สึกไปวันหนึ่ง อาจจะแค่แปลกใจวันเดียว แต่ถ้ารู้สึกอย่างนี้ทุกวัน ในที่สุด ‘จุดดำที่อยู่ใน

ขั้วเขา’ มันจะค่อยๆหรี่ลงๆ และถ้าไม่มีเรื่อง ไม่มีราว ไม่มีเหตุการณ์แย่ๆ ระหว่างกัน มาซ้ำ

เติมเข้าไปอีก ในที่สุดจุดดำตรงนั้นมันจะหายไปจริงๆ ! นี่คือสิ่งที่เราจะได้ จากการแผ่เมตตา

ตัว ‘ความโกรธ’ อาจพัฒนาเป็น ‘ความพยาบาท’ หรืออาจจะหายไปเสียเฉยๆ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ

เหตุปัจจัยหลายต่อหลายประการ 

 

ความ ‘พยาบาท’ นั้น จะหมายเอา ความแค้นใจ ความเจ็บใจ ความคิดร้าย ซึ่งเป็น ‘ตรงข้าม’

กับ ‘เมตตา’ โดยตรง พฤติของจิตจะเป็นไปในทาง ‘ผูกใจ คิดแก้แค้นเอาคืน’ หรือแม้ไม่ถึง

ขั้นลงมือเอาคืน ก็มีอาการขัดเคือง ‘ขุ่นข้องค้างเติ่ง’ อยู่อย่างนั้น 


การแผ่เมตตา มิใช่การทำ ‘เชื้อแห่งความโกรธ’ ให้ดับ

ลงสนิท : จุดประสงค์ของการแผ่เมตตา เป็นไปเพื่อ

‘ละพยาบาท’ อันเป็นของครอบงำจิตระยะยาว

การแผ่เมตตาเป็นเรื่องของการ ‘เปลี่ยนนิสัย’ คือต้อง

"ละพยาบาท" ให้ "ขาดจากจิต" ! : แม้โกรธขึ้นก็

เหมือนจุดไฟดวงน้อย เรามี ‘น้ำกลุ่มใหญ่’ ไว้สาดให้ดับ

พร้อมอยู่แล้ว  แผ่เมตตานั้น คือ ‘ทำความสุข’ ให้เกิดใน

‘จิตตนเอง’ ก่อน จะด้วยวิธีการทำสมาธิ หรือไปทำบุญ

ที่ไหนก็ตาม แล้วให้กระแสสุขแผ่ออกกว้างๆ


ไม่จำกัด เฉพาะในตัวเรา ..เหมือนคนมีเงินมากแล้วใจบุญ อยากแจกจ่ายให้คนอื่นได้มั่งมี

ตามตน ขณะที่มีความสุข มีความปลื้มปีติมากๆ จะสังเกตว่าใจเรากว้างขวาง เขาถึงเรียกว่า

"คนใจกว้าง" ด้วยมูลความจริงทางจิตเช่นนี้

หลายคนได้รับคำแนะนำให้ภาวนา สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุ ภาวนาอยู่เกือบสิบปี

ยังหน้าตาเหี้ยมเกรียมอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะตั้ง ‘ความเข้าใจ’ ไว้ผิดพลาด ว่าแค่ท่องบ่น

ไปก็คือการ ‘เจริญเมตตาภาวนา’ แล้ว หรือหนักกว่านั้นคือนับเป็นการ ‘แผ่เมตตา’ แล้ว 

 

ขอให้เข้าใจว่าการเจริญเมตตานั้น เป็นอาการของ ‘จิต’ ที่ส่งความปรารถนาดี ปรารถนาให้ผู้

อื่นเป็นสุขด้วยใจจริง การท่องบ่นสาธยายมนต์นั้น ไม่ต่างกับนกแก้วนกขุนทองที่พูดได้

คำสองคำ แต่หามีความเข้าใจหรือรับรู้ในภาษาที่ตนพูดไม่

 

การแผ่เมตตา ไม่ใช่จะใช้สื่อคือ ‘กระแสจิต’ อย่างเดียวนะครับ : นั่งๆ ‘คุย’ กันอยู่กับใคร

แล้วเรา ‘อยากพูดดี’ ให้เขาสบายใจ ก็จะมีลักษณะของ ‘จิตแบบแผ่เมตตาอ่อนๆ’ ออกมา

แล้ว หากใครบอกว่า ฝึกแผ่เมตตาแล้วไม่สำเร็จ เป็นของยาก ก็ขอให้ลองตั้งใจ พูดดี พูดให้

คนอื่นรื่นหู พูดให้คนอื่นเป็นสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวกันมากๆ เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน

เป็นปี ตั้งใจไว้เลยว่า ‘คำที่ออกจากปากเรา’ จะมีแต่กลิ่นหอมหวน นุ่มนวลเสนาะโสต

ไม่เหม็นเน่า ไม่แหลมระคายแก้วหูใคร ถึงวันหนึ่ง หากสัมผัสรู้สึกได้ว่ามี

‘กระแสความปรารถนาดีจริงใจ’ แผ่นำออกไป ‘ก่อนพูด’ ก็ให้ทราบเถิดว่า อันนั้นแหละ

คุณเป็น ‘นักแผ่เมตตาผ่านคำพูด’ แล้ว

 

ก่อนพูด ทำจิตให้นุ่มนวล เยือกเย็น และเต็มไปด้วยความปรารถนาดีจริงใจ พอพูดแล้ว

แม้คำธรรมดาๆก็โน้มน้าวให้เชื่อ หรือ ‘เหนี่ยวนำ’ ให้จิตคนฟังสงบเย็นลงได้

ลองสังเกตว่า ตั้งจิตไว้อย่างไร คำพูดของตัวเองจึงทำให้ ‘จิตเราเอง’ สงบก่อน เยือกเย็นฉ่ำ

ใจก่อน อันนั้นแหละครับ คนฟังก็จะรู้สึกเยือกเย็นตามเราไปด้วย นี่คือการฝึกแผ่เมตตา

ด้วยคำพูด’ และจะมี ‘พลังเหนี่ยวนำความสุข’ ให้เกิดขึ้นในคนอื่นทวีขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ดื้อ

อย่างไรก็ทนอยู่ไม่ไหวหรอกครับ !

ดังตฤณ

Dhamma together:"อย่าหวังผลตอบแทน" แล้วจะมีความสุขกับการให้(และแนวคิดเพื่อการทำความดี)

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



ถ้าจะทำอะไรให้ใคร ท่องไว้เลยครับ

"อย่าหวังผลตอบแทน"

แล้วจะมีความสุขกับการให้ ไม่ว่าจะให้ไปในวงกว้าง

หรือให้เฉพาะบุคคล  เพราะคุณจำเป็นต้องให้อะไรดีๆกับ

ใครสักร้อยคน ถึงจะมีหนึ่งคน ที่เขาจำคุณได้ว่าเคยมี

บุญคุณกับเขา และอาจต้องให้เป็นพัน หรือหลายพันคน

ถึงจะมีสักคน ที่อยากตอบแทนบุญคุณคุณอย่าง

เหลือเกิน


• ทำดีถ้าไม่หวังจะได้ดีที่กระเป๋า จะได้ดีทันทีที่ความรู้สึก

• ทำดีไม่ใช่เห็นทันตา จะทันอย่างเดียวก็คือทันใจ ใจที่มันเป็นสุข

• คนดีไม่ใช่คนที่พยายามทำดี แต่เป็นคนที่เต็มใจทำดี

: อะไรก็แล้วแต่ ที่เราอยากทำด้วยความเต็มใจ บ่งบอกว่าเราเป็นคนอย่างนั้นจริง

: ฝืนใจดี เต็มใจเลว เป็นอาการทางใจของคนไม่มีศีล เต็มใจดี ฝืนใจเลว

เป็นอาการทางใจของคนมีศีล

• ทำดียังไม่ได้ดี เพราะเคยชั่ว ทำชั่วยังไม่ได้ชั่ว เพราะเคยดี

• กลัวและอาย ที่จะทำบาป 7 ที เท่ากับทำดี ไปแล้ว 7 หน

• การล้มเลิกความตั้งใจดีๆ ทำให้คุณอ่อนแอลง ส่วนการล้มเลิกความตั้งใจเลวๆ

ทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

• การทำดีบางครั้งอาจเจ็บปวด แต่ในที่สุดคุณต้องได้รู้ว่า อยู่บนเส้นทางของคนดีจะไม่มี

ความเสียใจ

• อยากทำดี อาจอยู่ไม่สบาย อาจไม่ตายดี แต่จะไปดี

ดั ง ต ฤ ณ

http://www.facebook.com/dungtrin 

Select your language