แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยอมรับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยอมรับ แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:ยอมรับอย่างเดียวหรือปล่อยวาง ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

พอเรายอมรับแล้วก็หมายความว่าเรา #ไม่ผลักไส #ไม่โวยวาย #ไม่ตีโพยตีพาย 

มันก็ทำให้จิตมีความปลอดโปร่ง ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ ก็หมายความว่าสามารถที่จะคิดอ่านอะไร

ได้แจ่มชัด ว่าควรจะทำ อะไรต่อไป คนเราจะทำอะไรมันก็ต้องมีสติ มีใจที่ปลอดโปร่ง ไม่ขุ่นมัว 

ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น 

อย่างถ้าเกิดของหายแล้วเราไม่ยอมรับมัน เราก็โวยวายตีโพยตีพาย หัวเสีย 

ซึ่งนอกจากจะทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้นแล้ว ก็ยังทำให้เราไม่สามารถที่จะคิดอ่านได้ชัดว่า

ควรจะทำอะไรต่อไป หรือเวลาเรา เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการยอมรับ 

เราโวยวายตีโพยตีพาย มันก็ซ้ำเติม ไม่ใช่แค่ป่วยกายอย่างเดียว ป่วยใจด้วย ทุกข์ใจด้วย 

แล้วบางทีก็ทำให้หมดอาลัยตายอยาก เสื้อผ้าหน้าผมไม่สนใจ 

สิ่งที่ควรจะทำเพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บก็ไม่ได้ทำ หรือบางทีก็ซ้ำเติมให้อาการย่ำแย่ลง 

อย่างคนที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง 

ยิ่งทำให้อาการความเจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้น แต่ถ้าเกิดว่าเรายอมรับมันได้ 

อาการหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตก็ไม่เกิดขึ้น แล้วก็มีสติที่จะคิด อ่านว่าควรจะทำอะไรต่อไป 

จะรักษาอย่างไร พูดอีกอย่างคือนอกจากจะไม่ซ้ำเติมความทุกข์ให้กับตัวเราแล้ว 

ก็ยังทำให้เราสามารถที่จะแก้ปัญหา หรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง 

ที่จริงถ้าจะอธิบายขยายความต่อไปก็คือ การยอมรับเป็นเรื่องการทำจิต

 การยอมรับเป็นเรื่องการทำจิต พุทธศาสนาท่านสอน 2 อย่าง 

เวลาพูดถึงการทำ คือ 1.ทำจิต 2.ทำกิจ 

ทำจิต เช่น การยอมรับหรือการปล่อยวาง 

แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ทำอะไรเลย ถ้าหากว่ามันมีเหตุที่จะต้องทำ 

หรือมีโอกาสที่จะทำอะไรได้ คนไปเข้าใจว่ายอมรับหรือ

การปล่อยวางคือการปล่อยปละเลย ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่เขาถาม 

อย่างเช่น ถ้าเกิดว่ามีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นใน สังคม 

ถ้าเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็แปลว่าเรานิ่งดูดาย ไม่ทำอะไรหรือ 

อันนี้มันคนละเรื่อง การไม่ทำอะไรเลยคือการไม่ทำกิจ 

แต่สิ่งที่เราเน้นเป็นเบื้องต้นคือการรู้จักทำจิต

 เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น เราก็ต้องยอมรับมันก่อนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ป่วยการที่จะปฏิเสธมัน 

เพราะถ้าเราไม่ยอมรับ อาการที่มันเกิดขึ้นคือการปฏิเสธ แล้วพอสิ่งที่ปฏิเสธ สิ่งที่ผลักไส 

มันไม่เป็นไปดั่งใจ ก็เกิดความหดหู่เกิดความท้อแท้ ก็ทำให้นอกจากทำจิตไม่ถูกแล้ว 

ก็ยังทำให้เกิดการไม่ทำกิจด้วย แต่พอเราทำจิตให้ถูกต้อง เช่น เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เรารู้จักยอมรับมัน 

ถึงเวลาที่เราจะทำกิจ เราก็รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เพราะว่าเรามีสติ เรามีใจที่ไม่ขุ่นมัว 

มันก็สามารถที่จะคิดอ่านทำอะไรได้ คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแยกแยะระหว่างการทำจิตกับการทำกิจ 

มันเป็นคนละอันกัน การยอมรับที่พูดถึงก็คือการทำจิต พอเราทำจิตแล้วเราก็ดูว่าเราจะทำอะไรต่อไป

ได้หรือเปล่า บางอย่างมันก็ทำไม่ได้ เช่นคนรักตายจากไป มันก็ต้องทำจิตยอมรับอย่างเดียว

หรือปล่อยวาง ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น แต่ถ้าเกิดว่าเจ็บปวดขึ้นมา อย่างน้อยเราก็สามารถทำกิจได้ 

เช่นการเยียวยารักษาตัวเอง แต่ก่อนที่จะทำกิจให้ถูกต้องได้ก็ทำจิตก่อน 

พระไพศาล วิสาโล

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ลงมือทำทันที

  

INDHAMMA:อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์

ใคร ๆ ก็รักสุขเกลียดทุกข์ แต่ไม่ว่าจะเกลียดทุกข์แค่ไหน 

ก็ไม่มีใครหนีทุกข์พ้น ถึงจะร่ำรวยและ ยิ่งใหญ่เพียงใด 

ก็ต้องประสบกับความสูญเสียพลัดพรากทั้งของรักและคนรัก

เก่งเพียงใด ก็ต้องเจอกับคำวิพากษ์วิจารณ์ และความล้มเหลว 

แข็งแรงเพียงใด ในที่สุดก็ต้องล้มป่วย อายุยืนเพียงใด สุดท้ายก็ต้องตายกันทุกคน 

ในเมื่อทุกข์เป็นสิ่งที่เราหนีไม่พ้น เราจึงควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์ให้ได้ 

ไม่ใช่คิดแต่จะหนีทุกข์ให้ไกลที่สุด หรือมุ่งควบคุมบงการให้ทุกสิ่งเป็นไปดั่งใจ 

จริงอยู่การเตรียมป้องกันและบรรเทาเหตุร้าย เป็นสิ่งที่ควรต้องทำ 

แต่นอกจากการ “ทำกิจ”ดังกล่าวแล้ว การ “ทำจิต”ก็มีความสำคัญเช่นกัน 

เพราะไม่ว่าพยายามป้องกันเพียงใด ในที่สุดเหตุร้ายก็ย่อมเกิดขึ้นจนได้ 

แม้พยายามดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ยังล้มป่วยจนได้ 

เพราะเป็นธรรมดาของสังขาร แต่ถึงเหตุร้ายจะเกิดขึ้น

ยังมีอย่างหนึ่งที่เราทำได้

และควรทำอย่างยิ่งนั่นคือ รักษาใจไม่ให้ทุกข์

 กล่าวคือแม้ป่วยกายแต่ใจไม่ป่วย 

แม้สูญเสียทรัพย์ แต่ใจไม่เสียศูนย์ 

แม้งานล้มเหลวแต่ใจยังตั้งมั่นเป็นปกติ 

เมื่อเจอทุกข์ อย่างแรกที่ควรทำก็คือ 

การยอมรับ กล่าวคือ ไม่ผลักไส ปฏิเสธ 

หรือตีโพยตีพาย โวยวายคร่ำครวญ 

เพราะการทำเช่นนั้นมีแต่จะเพิ่มทุกข์

ให้แก่เรา นั่นคือทุกข์ใจ 

แต่ทันทีที่เรายอมรับได้ หยุดบ่น หยุดโวยวาย ใจก็จะกลับมาเป็นปกติ 

ทำให้สมองโล่ง สามารถนำปัญญามาใช้แก้ทุกข์ให้ลุล่วง หรือแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้

จะว่าไปแล้ว อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกหรือมีท่าทีกับมันอย่างไร 

เจอเหตุร้าย แต่ใจยอมรับได้ หรือรู้จักมองบวก คือ หาประโยชน์จากมัน 

รวมทั้งมองว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตและโลก รู้จักปล่อยวางได้ ใจก็ไม่เป็นทุกข์ 

ในทางตรงข้ามแม้เจอโชคลาภ แต่ไม่รู้จักพอ อยากได้มากกว่านั้น 

หรือเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ได้มากกว่า ใจกลับเป็นทุกข์ด้วยซ้ำ 

พระไพศาล วิสาโล

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ลงมือทำทันที

INDHAMMA:ทุกข์...เกิดจากความคิด...ทำอย่างไรจึงจะไม่คิด...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 

ความทุกข์ของคนส่วนใหญ่...มาจากความคิด...

ทำยังไงถึงจะไม่คิด...????

หลักง่ายๆที่สุดคือ...ยอมรับ

ความทุกข์ไม่ใช่ปัญหา 

ปัญหาคือ ไม่ยอมรับ

ยอมรับเถอะ เค้ามาแล้ว เค้าก็ไป

เมื่อยอมรับและเห็นบ่อยเข้าบ่อยเข้า

ความทุกข์มาก็ไม่เป็นทุกข์กับความทุกข์

ไม่มีปัญหากับความทุกข์

 วิธีปฏิบัติท่านบอกให้ดูอย่างเดียว ดูที่ใจเรา

ประสบการณ์ตรงจากการที่เห็น จะรู้ว่า ไม่มีอะไรที่มาแล้วไม่ไป

เมื่อบ่อยขึ้น ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นความธรรมดา สิ่งนั้นจะดับสลายเป็นความธรรมดา...

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม 

 #อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

INDHAMMA:ปรับมุมมองซะหน่อยเราจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 เรามักจะโทษคนนั้นคนนี้ แต่รากเหง้ามาจากใจของ

เราเอง เวลามีความขัดแย้งเรามักจะโทษคนนั้นคนนี้

แต่เราลืมดูใจของเรา อาจเป็นเพราะใจของเราไปยึดมั่น

ถือมั่นกับความคิดของเรา หรืออาจเป็นเพราะว่าเราชอบ

มองในแง่ลบ ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมงานก็มีข้อดีหลายอย่าง

แต่เรามองเห็นแต่ด้านไม่ดีของเขา เช่น ขี้บ่น หรือพูด

เสียงดัง ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับการทำงานแต่เป็นบุคคลิก

ส่วนตัว สิ่งที่เราเห็นนั้นแม้เป็นความจริงแต่อาจเป็นแค่

ส่วนน้อยของเขา ข้อดีของเขาก็มีมาก แต่เราไม่มอง 

เราควรยอมรับว่าทุกคนมีข้อดีข้อเสียด้วยทั้งนั้น จะหาใครเพอร์เฟกต์ สมบูรณ์แบบย่อมไม่มี 

ถ้าเรามองเห็นด้านดีของเขา แม้ว่าเขาจะขี้บ่น เสียงดังไปบ้าง 

เราก็จะทำงานได้อย่างมีความสุข

แต่ถ้าเมื่อไหร่เรามองแต่แง่ลบ เราจะทำงานอย่างไม่มีความสุข ถ้าเรามองเห็นรอบด้าน เห็นทั้งข้อดี

ข้อเสีย เราจะทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข และจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันน้อยลง คนทุกวันนี้มอง

เห็นหรือจ้องจับผิดได้ง่าย หลายคนพอบอกให้วิจารณ์งานของเพื่อน ก็สามารถพรรณนาได้ยาว

เหยียด แต่พอขอให้ชมเขากลับทำไม่ได้ อาตมาอยากแนะนำว่าก่อนจะวิจารณ์ใคร ควรมองเห็น

ข้อดีของคนนั้นเสียก่อน ถ้าเราจะวิจารณ์เขา 1 ข้อ เราต้องเห็นข้อดีของเขา 2 ข้อ นี่เป็นการฝึก

เพราะสมัยนี้คนเราเก่งเรื่องการจับผิดมาก อาตมา เชื่อว่า

ถ้าเราชมกันมากขึ้นบรรยากาศในที่ทำงานจะดีขึ้น 

ถ้าเราลองปรับมุมมองซะหน่อยเราจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

พระไพศาล วิสาโล

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ผ่อนคลายความฟุงซ่าน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ความฟุ้งซ่านนั้นรบกวนจิตใจเรามากพออยู่แล้ว แต่พอเราไปตั้งความอยากที่จะเลิกฟุ้งซ่าน

อยากให้ความฟุ้งซ่านมันระงับลงไป แล้วทำไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แทนที่ความ

ฟุ้งซ่านเก่า ก็คือ ความฟุ้งซ่านว่าทำยังไงดี จึงจะหายฟุ้งซ่านได้ .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..



แทนที่เราจะไปอยากหายฟุ้งซ่าน ลองยอมรับมันว่ามัน

ฟุ้งซ่านอยู่ ยอมรับเพื่ออะไร? เพื่อจะได้เห็นว่า

คลื่นความฟุ้งซ่านหน้าตามันเป็นยังไง?

มันแรง หรือว่ามันเบา มันเข้มข้น หรือว่ามันเบาบาง

คือยอมรับตามที่มันกำลังปรากฎอยู่จริงๆนั่นแหละ

อย่าไปดูว่ามันกำลังฟุ้งซ่านเรื่องอะไร แต่ดูว่ามันกำลังมี

คลื่นอะไรปั่นป่วนอยู่ในหัวเรา มันมีอะไรเข้มๆ

มันมีความรู้สึกเหมือนกระวนกระวายอยู่ แล้วเราแค่

ยอมรับมัน !

แค่ยอมรับว่า มีลักษณะความฟุ้งซ่านระดับนี้เกิดขึ้นมา ที่ลมหายใจนี้ มันแรงแค่นี้

อีกลมหายใจหนึ่งต่อมา เราสังเกตดูอีกครั้งหนึ่ง จะพบด้วยความประหลาดใจนะว่า

ความฟุ้งซ่านระดับเดิมมันเบาลง แต่ถ้ามันไม่เบาลง มันกลับแรงขึ้นอีก เราก็ยอมรับอีก

ยอมรับว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง มันจะหายไปหรือไม่หายไป เราไม่สนใจ

เราสนใจแต่ว่า เราจะเห็นความจริง เกี่ยวกับระดับความเข้ม ความอ่อน ของความฟุ้งซ่าน

เท่านั้น จุดแตกต่างมันมีอยู่แค่นี้เอง

เปลี่ยนจาก ‘ความอยากให้ฟุ้งซ่านนี่มันหายไป’ เป็น ‘เห็นว่าความฟุ้งซ่านมันกำลังมีอยู่’ 

และ ‘มีอยู่ในระดับใด มากหรือว่าน้อย’

อาศัยลมหายใจขณะนี้เป็นตัวตัดสิน .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

‘อาการยอมรับ’ ที่มันเกิดขึ้น ยอมรับว่ามันแรงขึ้น ยอมรับว่ามันเบาลง ตัวนี้แหละที่เรียกว่า

‘สติ’ คำว่า สติ คือ การยอมรับสภาพที่กำลังปรากฎอยู่ตามจริง ไม่ใช่ไปพยายามฝืนต่อต้าน

มัน ตัวสติที่เกิดขึ้น จะทำให้ความฟุ้งซ่านมันเบาบาง หรือเว้นวรรคห่างออกไปเอง โดยที่เรา

ไม่ต้องไปพยายามระงับหรือกดข่มมัน เข้าใจนะ

ร้อยเรียงจากธรรมบรรยายจากคุณดังตฤณ เรื่อง "ลมหายใจแห่งความสุข"

Select your language