พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
เดี๋ยวนี้เรามีความเจริญก้าวหน้า ในทางที่จะกลบเกลื่อนความทุกข์กันมาก
ซึ่งครั้งกระโน้นครั้งโบราณนั้นไม่ค่อยจะมี มีความทุกข์ก็ทุกข์กันขึ้นมาเลยโดยการเป็นอยู่
เดี๋ยวนี้มันมีไอ้เรื่องแก้ไขความทุกข์ หรือว่ากลบเกลื่อนความทุกข์
เรื่องเกี่ยวกับความทุกข์หรือความสุขนี้มีคำอยู่ ๒ คำ ที่จะต้องจำไว้เพื่อจะเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ง่าย มีคำ ๒ คำ คือว่า กายิกะ กับ เจตสิกะ กายิกะ เป็นไปในทางกาย เจตสิกะ เป็นไปในทางจิต กายิกทุกข์ ทุกข์เป็นไปทางกาย เจตสิกทุกข์ ทุกข์เป็นไปในทางจิต |
ไอ้ความทุกข์ความเจ็บปวดอะไรที่เป็นไปในทางกายล้วนๆ
ไม่เกี่ยวกับ จิตใจ ที่ยึดมั่น-ถือมั่นมันไม่ทุกข์กี่มากน้อย แต่ถ้ามันเป็นความทุกข์ที่เป็นไปในทางจิต
คือ มียึดมั่น-ถือมั่น หรือ อุปทาน แล้ว มันมีความทุกข์มากลึกซึ้ง
ทั้งที่ว่าบางทีทางกายก็ไม่ได้มีความเจ็บปวดอะไร มันก็สามารถจะมีความทุกข์ในทางจิตใจ
เรารู้จักความทุกข์ว่ามันมีอยู่ ๒ อย่างๆนี้ ไอ้ความทุกข์ทางกายล้วน ๆ แม้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังรู้สึก
เพราะร่างกายของท่านก็ยังมีความรู้สึก เช่น มันเจ็บ มันไข้ หรือว่ามันเป็นหนอง เป็นแผลเป็น
ที่มันเป็นอะไรที่มันรู้สึกเจ็บปวด เป็นความทุกข์ทางร่างกาย แต่ทุกข์นั้นไม่ได้ถูกยึดมั่นด้วยอุปทาน ว่า
เป็นความทุกข์ของกู ความเจ็บของกู ความตายของกูอะไร มันก็เลยไม่มีความทุกข์ในส่วนนี้ -
ในส่วนที่เป็นทางจิต ทีนี้คนปุถุชนรับเอาไว้ทั้ง ๒ ชนิด ร่างกายก็เจ็บปวดตามธรรมดาของร่างกาย
แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือ ยึดมั่น-ถือมั่นในความเจ็บปวดหรือในอะไรๆที่เกี่ยวกับความเจ็บปวด
กระทั่งว่าแม้ร่างกายไม่เป็นอะไรเลย จิตใจ มันก็เอาไป เอามาคิด มานึกให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้
เป็นความกลัว เป็นความวิตกกังวล เป็นเรื่องของไอ้ความยึดมั่น-ถือมั่นนานาชนิด
แล้วก็ดูพวกเราในโลกเวลานี้ แล้วก็จะเห็นได้ว่า ที่เป็นความทุกข์ในส่วนร่างกายก็มีไปตามเดิม
ตามธรรมชาติที่มันจะพึงมี เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แล้วความทุกข์ทางจิตนี้มันก็มีมาก
เพราะเรารู้จักยึดถือมาก พูดตรงๆก็ว่า ความไม่อยากตาย ความอยากจะอยู่สนุกสนาน-เอร็ดอร่อยกับ
สิ่งเหล่านี้มันมีมากกว่าในสมัยโน้น กว่าบุคคลในสมัยดึกดำบรรพ์ เมื่ออยากอยู่มาก-ก็กลัวตายมาก
กลัวตายมาก-ก็มีความทุกข์มาก เพราะความอยาก-ความทุกข์นี้มันมาจากความอยาก
ทีนี้เรามีความอยากมากก็มีความทุกข์มาก แล้วก็มีเครื่องมือสำหรับกลบเกลื่อนความทุกข์นานาชนิด
ทั้งทางกายทั้งทางใจ ทางกายเราก็มีหยูกยาหรือการกระทำในทางฟิสิกส์ ทางเนื้อหนังอะไรก็ได้
แล้วทางจิตก็มี กระทั่งหยูกยาก็มี เดี๋ยวนี้ ก็มีที่กินให้หยุดความรู้สึกวิตกกังวล
แล้วมีการกระทำที่สนุกสนานแม้แต่เป็นลามกอนาจารก็มากลบเกลื่อนไว้ แล้วเราก็ยังฉลาดที่จะสร้างลัทธิ
หรืออุดมคติที่เป็นเครื่องกลบเกลื่อนความทุกข์ในทางจิตใจ รวมความแล้วก็ว่า
ความทุกข์มันไม่ได้น้อยลงทั้งที่ว่ามีการกลบเกลื่อน
การกลบเกลื่อนไม่ใช่การรักษาให้หาย แต่เป็นการหมักหมมเอาไว้ ปัญหามันก็มีมาก
พุทธทาสภิกขุ
| #อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี |
#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น