แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัตตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัตตา แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:ทุกข์ภัยทั้งหมดของโลกมาจากจิตที่ตั้งไว้ผิดนี่เอง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด 

ย่อมนำมาซึ่งอันตรายซึ่งร้ายยิ่งกว่าอันตรายที่ศัตรูใจอำมหิต

จะพึงกระทำให้ จิตที่ตั้งไว้ถูกจะนำมาซึ่งประโยชน์มากกว่า

คนที่หวังดีที่สุด มีบิดามารดา เป็นต้น จะทำให้ได้ 

ทั้งนี้เป็นการชี้ให้เห็นโทษของการที่ตั้งจิตไว้ผิด 

แต่สิ่งที่มนุษย์ในโลกกำลังกลัวกันนั้น  หาใช่จิตที่ตั้งไว้ผิดไม่ 

เพราะเขายังไม่รู้จักสิ่งๆ นี้ และไม่เคยคิดถึงสิ่งๆ นี้ 

จึงไปสนใจกลัวสิ่งซึ่งไม่น่ากลัวเท่าสิ่งๆ นี้ เช่น กลัวลัทธิการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามบ้าง กลัวสงคราม 

หรือ การอดอยาก กลัวผีสาง กลัวเทวดา กลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ กลัวกันจนถึงกับหมดความสุข 

หรือกลายเป็นความทุกข์ทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกข์ภัยทั้งหมดของโลกมาจากจิตที่ตั้งไว้ผิดนี่เอง 

คือ จิตที่ตั้งไว้ผิด ก็ทำให้เกิดลัทธิที่ไม่พึงปรารถนาขึ้น ทำให้เกิดการอดอยาก การเบียดเบียน 

และการสงคราม ฯลฯ เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ชาวโลกก็หาได้สนใจไม่ ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ 

จึงจัดการแก้ไขไปอย่างผิดๆ กระทำไปด้วยความกลัว เพราะไม่มีธรรมะ ซึ่งสามารถขจัดความกลัว

ออกไปเป็นอย่างดี (แม้ลำพัง ความกลัวล้วนๆ ท่านก็ถือว่า เป็นจิตที่ตั้งไว้ผิดเหมือนกัน) เพราะฉะนั้น 

เราจะเห็นได้ว่า มีจิตที่ตั้งไว้ผิดอยู่เป็นตอนๆ ต่อเนื่องกันไปหลายระดับ 

เมื่อไม่มีการตั้งจิตไว้ในลักษณะที่ถูกต้องเลย สิ่งที่เรียกว่า "อัตตา" หรือ ความเห็นแก่ตัวจัด 

ความเห็นว่ามีตัวมีตน จึงเต็มไปหมด แม้กระนั้น ก็ไม่มีใครเอาใจใส่ ไม่สนใจว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร 

จนทำให้โลกนี้ตกอยู่ในสภาพ ที่อยู่ใต้กะลาครอบของอวิชชา คือ ความมืดมนอลเวง 

เต็มไปด้วยปัญหายุ่งยาก ซึ่งสรุปแล้วก็คือ ความทุกข์ แล้วก็แก้ไขความทุกข์กันไปเรื่อยๆ 

ด้วยอาการที่รู้สึกว่า ตื่นเต้นสนุกดี คือได้ลองฝีมือใช้ความรู้ใหม่ๆ แปลกๆ 

แม้จะแก้ไขความทุกข์ของโลกไม่ได้ ก็ยังเพลิดเพลิน อยู่ด้วยความรู้ หรือ ความสามารถใหม่ๆ 

เหล่านั้น เป็นเสมือนเครื่องหลอกให้อุ่นใจไปทีก่อน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อาการเช่นนี้เอง 

ที่เป็นเครื่องปิดบัง ไม่ให้ไปสนใจถึงต้นเหตุอันแท้จริง ของวิกฤตการณ์ทั้งหลาย 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ ไม่สนใจในเรื่องจิตที่ตั้งไว้ผิด กล่าวคือ "อัตตา" 

กระแสแห่งการมี "ตัวตน-ของตน" จึงไหลไปเรื่อย ฉะนั้น ทำให้เราเห็นได้ว่า กำเนิดของอัตตา 

หรือ "ตัวเรา-ของเรา" ก็คือ อวิชชา 

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม #ลงมือทำทันที


 

Dhamma together:ถูกต้องหรือถูกใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การคิดแบบเอา "ตัวตน" ออกรับนั้น

ทำให้เราสนใจแค่ว่า ถูกใจหรือไม่ถูกใจฉัน

ถ้าถูกใจก็เป็นสุข 

ถ้าไม่ถูกใจก็เป็นทุกข์

แต่เมื่อคิดแบบนี้เป็นนิสัยก็รังแต่จะทำให้

ทุกข์ง่าย เพราะเรื่องที่ไม่ถูกใจนั้นมีเยอะ

ส่วนเรื่องที่ถูกใจนั้นก็มักสนองกิเลสหรืออัตตา

ของเราจนเสียคนได้ง่าย

เด็กที่กินแต่อาหารที่ถูกลิ้น อนามัยย่อมบกพร่องฉันใด

ผู้ใหญ่ที่ชอบฟังแต่ถ้อยคำที่ถูกหู ก็กลายเป็นคนหูเบาฉันนั้น 

จะไม่ดีกว่าหรือหากเรามาให้ความสนใจกับความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ เมื่อได้ยินได้ฟังอะไร

ก็ใช้ปัญญาไตร่ตรองว่ามีความถูกต้องเพียงใด มีประโยชน์หรือไม่ จะถูกใจหรือไม่ ไม่ใช่เรื่อง

สำคัญ อาหารแม้จะถูกปาก แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าถูกต้องต่อร่างกายหรือไม่ หรือถูกสุขลักษณะ

เพียงใด เวลาเห็นสินค้าในร้าน แทนที่จะซื้อเพราะความถูกใจ ก็หันมาพิจารณาก่อนว่า ถูกต้องไหม

ที่จะซื้อ เหมาะสมหรือไม่กับสภาพเศรษฐกิจหรือฐานะของเรา และเป็นประโยชน์เพียงใดต่อการ

ดำเนินชีวิต

พระไพศาล วิสาโล

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:สอนอัตตาก่อน จึงค่อยสอนอนัตตา..

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



ศาสนาพุทธสอนถึงอัตตา สอนอัตตาเสียก่อน จึงค่อย

สอนอนัตตา อัตตาคือตัวตนท่านสอนเบื้องต้น ให้พึ่ง

ตนเอง ตนของตนเป็นที่พึ่งของตน นี่เรียกว่าสอนถึง

ตัวตน เมื่อสอนอัตตาแล้ว ให้คิดค้นถึงตัวอัตตาที่ว่าเป็น

ของตนของตัวนั้นมีอะไรเป็นของแน่นอนถาวรแล้วเป็น

ตนเป็นตัวจริงไหม คิดค้นไปถึงอัตตาแล้ว ไม่มีอะไรเป็น

สาระ เช่น ขันธ์ห้า รูปก็ไม่ใช่ถาวรแน่นอนแก่เเฒ่าชำรุด

ทรุดโทรมไปเป็นลำดับ ห้ามไม่ได้ บอกไม่ฟัง ในผล

ที่สุดก็ดับสลายหายไป เวทนา สัญญา สังขาร

วิญญาณ เป็นนามธรรมก็ทำนองเดียวกัน


เวทนาเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยไม่มีเวทนาก็หายไป สัญญา สังขาร วิญญาณ

ก็เสื่อมสูญไปหมด ในผลที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนถาวร เห็นขันธ์ห้าเป็นของไม่แน่นอนถาวร

ถึงจะวางได้ วางนั้นแหละคือตัวอนัตตา ปล่อยวางคือตัวอนัตตาทั้งรูปทั้งนาม สอนเรื่องภาวนา

จิตก็เป็นอนัตตา สอนไม่ได้ห้ามไม่ฟัง ไม่ให้คิดนึกก็คิดนึก พอเราปล่อยวางเราไม่ยึดเอาเป็น

ของเราจิตที่คิดนึกส่งส่ายก็เลยหมดเรื่องไป ถ้าเราไปยึดก็กลายเป็นของเราขึ้นมา ถ้าไม่ยึด

ก็เลยเป็นอนัตตา เมื่อถึงอนัตตาเมื่อไรแล้วจะรู้สึกด้วยตนเองว่าอะไรเป็นอนัตตา อะไรเป็น

อัตตา เห็นชัดด้วยตนเอง แต่อัตตาหรืออนัตตานั่นแหละเป็นเครื่องวัดเทียบกันอยู่ตลอดเวลา

ถ้ามีแต่อนัตตาฝ่ายเดียวไม่มีอัตตาเสียแล้ว เราก็จะไม่มีเครื่องวัดเครื่องเทียบ เมื่อไม่มีเครื่อง

วัดเครื่องเทียบก็ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร อัตตามีสุขขนาดไหน มีทุกข์ขนาดไหน..

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี..

Dhamma together:สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือมากมายที่สุดก็คือความดีที่สุด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



อัตตานี่มันผูกพัน ผูกพันอย่างที่แยกออกไปไม่ได้ ฉะนั้น

มันก็เป็นเหมือนกับคุกตะราง อัตตาตัวตนนั่นแหละมันเป็น

คุกเป็นตะราง ของใครล่ะ ก็ของอัตตาเอง ของชีวิต

อัตตาของจิตไหนมันก็เป็นคุก เป็นตะราง กักขังจิตหรือ

ชีวิตนั้น มันก็ถูกกักกัน ถูกกักขังอยู่ในคุกทั่วๆ ไป

หาเสรีภาพไม่ได้ เลยเป็นคุกตะรางที่ประหลาด ที่มันติด

กันอยู่ทุกคน ติดเต็มที่หรือติดครึ่งเดียวหรือแล้วแต่ แล้ว

แต่ว่าจิตใจมันจะสูงหรือต่ำเท่าใด แต่ว่ามันติดกันอยู่ทุก

คน ลูกเด็กทารกก็ติด เด็กโตก็ติด วัยรุ่นก็ติด หนุ่มสาวก็

ติด พ่อบ้านแม่เรือนก็ติด คนแก่คนเฒ่าก็ติด 


แล้วก็ติดกันไปถึงพวกเทวดาในเมืองสวรรค์กามาวจรก็ติดเพราะมีกาม ก็ติดอย่างยิ่ง ติดสูงสุด

ก็ในชั้นพรหมโลก เพราะพรหมโลกก็ถือว่ามีอัตตา อัตตาที่สูงสุด อัตตาที่พัฒนาดีแล้วอย่าง

สูงสุดแล้ว คืออัตตาของพรหมโลกชั้นสุดท้าย พรหมโลกนี่มีหลายชั้น มี ๑๖ ชั้น โดยมาก

ถือกัน แล้วก็อันสุดท้ายนั้นก็เป็นชั้นสุดยอดของพรหมๆ พรหมโลก นี่เรียกว่า ภวัคคพรหม

พรหมที่เป็นชั้นสุดยอดของภพ (ภพคือความเป็น) ความเป็นที่เป็นชั้นสูงสุด ความเป็นทั้งปวง

ก็คืออันนี้ ฉะนั้นพวกพรหมจึงมีอัตตาบริสุทธิ์ หาความชั่วไม่ได้ แล้วก็คือความดี ความดีนั่นล่ะ

กลายเป็นคุกขังพรหมให้ติดอยู่ในคุกของอัตตาชั้นสูงสุด เป็นคุกชั้นสูงสุด ท่านเคยได้ยินได้

ฟังเรื่องอย่างนี้ไหม ก็พูดกันว่าสวรรค์ชั้นพรหม ระวังให้ดี นั่นแหละมันจุดสุดท้ายของคุก

สูงสุด ถ้าหลุดจากนั้นไปได้ก็ออกไปสู่นิพพาน ข้อความที่มีอยู่ในพระบาลีแสดงให้เราเห็นได้

สรุปความได้ว่า ผู้ที่กลัวตาย กลัวความตายมากที่สุดคือพวกพรหม “สักกายะ” แปลว่า ชีวิต

ของกู สักกายะนี่ สักกายนิโรธก็ดับชีวิตของกู พวกพรหมหวาดเสียวที่สุดพอได้ยินว่า

ความตายหรือสิ้นสุดแห่งสักกายะนี่ พวกพรหมหวาดเสียวหวาดสะดุ้ง หวาดเสียวต่อความตาย

ที่สุด เพราะเขามีอะไร ชั้นสูงสุด ชั้นดีเลิศ ชั้นเป็นที่พอใจอย่างยิ่ง ชั้นดีเลิศ ก็มีของดีเลิศ

อย่างนี้ มันเลยไม่อยากตาย มันอยากอยู่กับสิ่งเหล่านั้นมันจึงกลัวตาย... ไอ้สัตว์มนุษย์นี่มัน

ยังไม่กลัวตายนี่ มันฆ่าตัวเองตายก็มีอยู่บ่อยๆ และบางทีคิดอยากจะตายอยู่บ่อยๆ ไอ้เทวดา

ในกามาวจร คือมีกามคุณมาก ก็พอใจห่วงใยกามคุณ ไม่อยากตาย แต่ก็ยังไม่ละเอียดลึกซึ้ง

เท่าพวกพรหม ที่พูดนี้ก็ขอให้สรุปความได้สักอย่างหนึ่งเถิดว่า ยิ่งยึดถือในความดีเท่าไร จะ

ยิ่งกลัวตายเท่านั้น อาตมากำลังพูดว่ายึดถือในความดีเท่าไร ความมีตัวกูที่ดี ดี ดีเลิศเท่าไร

ก็ยิ่งกลัวตายเท่านั้น และก็นี่พูดสำหรับถูกด่า ให้เขาด่า ไอ้พุทธทาสมันติเตียนความดี

มันสอนไม่ให้ทำดี นี่มีอยู่ทั่วๆ ไป เคยได้ยินไหม อาตมาไม่ได้เจตนาจะติเตียนความดี

แต่บอกให้รู้ตามที่เป็นจริงว่า สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือมากมายที่สุดก็คือความดีที่สุด

"เข้าใจ" ว่าสิ่งใดเป็นความดีที่สุด ก็ยึดถือในสิ่งนั้นเป็นของสูงสุด

พุทธทาสภิกขุ

Select your language