แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิจจสมุปบาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิจจสมุปบาท แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:ความรู้เรื่องชีวิตโดยแท้จริง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เราถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง 

จัดเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ๆ ความรู้เรื่องชีวิตโดยแท้จริง 

ก็คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นตัวเรื่องพุทธศาสนา 

ถ้าเรียกเป็นภาษาฝรั่ง เค้าเรียกว่า Dependent origination

Dependent แปลว่า อาศัยกันๆ 

Origination แปลว่า ปรุงกันขึ้นมา 

อาศัยกันแล้วปรุงขึ้นมานี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท 

 

อาศัยตากับรูปเกิดจักษุวิญญาณ จักษุวิญญาณปรุงผัสสะ ผัสสะปรุงเวทนา เวทนาปรุงตัณหา 

ตัณหาปรุงอุปาทาน ไม่มีอะไรเป็นตัวเอง มีแต่ปรุงและถูกปรุง 

ถูกปรุงแล้วก็ปรุงต่อไปนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีชื่อเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ก็มี 

มีชื่อเรียกว่า ตถตา มันเป็นเช่นนี้ เองก็มี 

มีชื่อเรียกว่า อนัญญถตา มันไม่เป็นอย่างอื่นไปจากนี้ได้ก็มี 

อวิตถตา มันไม่ผิดไปจากการเป็นอย่างนี้ได้ก็มี 

เป็นธัมมนิยามตา เป็นกฎตายตัวของธรรมดา 

เป็นธัมมัฏฐิถตา เป็นการตั้งอยู่โดยธรรมดา 

แต่มันมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เรื่องที่ว่าให้ฟังเป็นปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นตัวพุทธศาสนา 

อยากจะบอกให้ทราบว่า ที่คนในโลกไม่กล้าพูด เพราะมันไม่รู้พระพุทธศาสนา ก็เพราะมันไม่สนใจเรื่องนี้ 

ในเมืองไทยนี้แหละ เขายังถือเป็นหลักกันว่า เรื่องนี้อย่าเอามาสอนๆ เรื่องปฏิจจสมุปบาทยังไกลเกินไป 

ยังลึกเกินไป คนไม่เข้าใจ อย่าเอามาสอนกระมัง ดังนั้นคุณจึงไม่ค่อยได้ยิน 

แต่มันขัดกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า นี้มันเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษา ดังนั้นจึงเป็นโชคที่ยังไม่ดี 

ในเมืองไทยก็ดี ต่างประเทศก็ดี พวกที่เป็นพุทธศาสนา มันไม่ได้ตั้งต้นด้วยเรื่องนี้ 

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม





Dhamma together:เอาความผิดพลาดแต่หนหลังนั่นแหละมาตรวจสอบดู

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 


 ชีวิตมันมีกระแสอย่างที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท

มันต้องรัก ต้องเกลียด ต้องกลัว ต้องเป็นทุกข์ เพราะมันไม่มี

สติปัญญาจะควบคุม เดี๋ยวนี้เรามีสติปัญญาควบคุม เรามีสติ

เพราะเราฝึกสมาธิ เรามีปัญญาเพราะเราฝึกวิปัสสนา

คำพูดสองคำนี้พวกคุณคงจะเคยได้ยินมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าอะไร

แน่ ทำสมถะกรรมฐานบ้าง ทำวิปัสสนากรรมฐานบ้าง สำนักนั้น

สำนักนี้ ได้ยินมาแล้วแต่ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่าสมถะกรรมฐาน

เพื่อผลมีสติมีสมาธิ ทำวิปัสสนากรรมฐานเพื่อผลมีปัญญา

แล้วก็เอามาใช้ในขณะชีวิตมาสัมผัสกับของข้างนอกนี้ ทางตา

ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางจิตเอง และก็มีสติ

ปัญญาพร้อมและทันเวลาเพียงพออยู่เสมอ มากลายเป็น

คนฉลาด

ในขณะที่มีสัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนี่ ก่อนนี้เราเป็นคนโง่สัมผัสสิ่งเหล่านี้ด้วย

ความโง่ แล้วเกิดเรื่องเป็นความทุกข์ ชีวิตนั้นก็เป็นทุกข์ เดี๋ยวนี้เรามีสติปัญญาเพียงพอ อบรม

ฝึกฝนเพียงพอ เราก็เอามาใช้เพื่อจะควบคุมชีวิต ควบคุมจิตนี่ เมื่อสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดอาการอย่างนั้น จะไม่เกิดหลงที่ว่าสวยหรือไม่สวย ไม่เกิดสุข ทุกขเวทนาที่

ทำให้เกิดความอยาก เป็นตัณหา ไม่เกิดอุปาทานตัวกูของกู อยากไปตามความโง่ เพราะเดี๋ยวนี้มัน

ไม่โง่นี่มันมีสติ... สติคือเครื่องระลึกทันแก่เหตุการณ์ ทันแก่เวลา ระลึกในปัญญา คือ ความรู้ในที่

ถูกที่ต้องที่จริง ที่เราก็มีชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา แต่ก่อนนี้เรามีชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วย

อวิชชา ความโง่ ความหลง ความสะเพร่า เอาความผิดพลาดแต่หนหลังนั่นแหละมาตรวจสอบดู

วัดดู ว่าเราเคยมีชีวิตด้วยความโง่ เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปมีชีวิตด้วยวิชชา ด้วยปัญญา ด้วยสติ จน

กระทั่งว่ามีชีวิตแบบใหม่รูปใหม่ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ให้เรามีสติปัญญาอยู่เหนือความ

ทุกข์ เป็นชีวิตที่อยู่เหนือความทุกข์ เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิต ศิลปะนี้คือการรู้จักยกระดับของ

ชีวิต ซึ่งอยู่เหนือความทุกข์เสมอไป

พุทธทาสภิกขุ

#ทบทวนธรรม #ธรรมะสอนใจ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ปฏิจจสมุปบาทสำหรับปฏิบัติ....

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



พูดอย่างวิชาหรืออย่างปรัชญามันก็พูดอย่างหนึ่ง พอถึงปฏิบัติมัน

ก็กลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง คำพูดไม่เหมือนกัน จะยกตัวอย่างเรื่อง

ปฏิจจสมุปบาทที่ยืดยาว ที่เราสวดกันยาว ๆ นั่นนะ อวิชชาเกิดสังขาร

สังขารเกิดวิญญาณ วิญญาณตลอดสายนั้นน่ะ มันเป็นรูปแบบของ

ปรัชญา ให้รู้ว่าอย่างนั้น เป็นปรัชญาที่มีเหตุผล ที่พอจะเห็นแจ้งได้

พอที่จะทำให้มันเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้... ทีนี้พอมาถึงคราว

ปฏิบัติ มันมีเพียงแต่ว่า มีสติในเมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูก

กระทบกลิ่น พูดสั้น ๆ ก็ว่ามีสติเมื่ออายตนะทำงาน สั้น ๆ เท่านี้ มีแค่

นี้ก็พอ ปฏิจจสมุปบาทสำหรับรู้ยาวเฟื้อย

พอปฏิจจสมุปบาทสำหรับปฏิบัติ คือมีสติเมื่ออายตนะทำงาน ก็คือควบคุมได้ที่ผัสสะ เป็นผัสสะแห่งวิชชา

ไว้เสมอ ก็คือปฏิบัติปฏิจจสมุปบาทสำเร็จประโยชน์ทั้งสาย ทุกข์ไม่เกิดนะ มีสติเมื่ออายตนะทั้ง ๖

ทำงานนั่นแหละคือปฏิบัติ เรียกว่าปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท ตัวปฏิจจสมุปบาทตั้งสิบสอง อาการ สิบเอ็ด

อาการนั้นน่ะ ยาวเฟื้อยและก็มีเรื่องมาก แล้วก็มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่จะเป็นไปอย่างนั้นตาม

ธรรมชาติ เมื่อเราจะควบคุมมัน เรื่องเหลือนิดเดียว ให้มีสติเมื่ออายตนะทั้ง ๖ ทำหน้าที่เท่านั้นแหละ

ก็ควบคุมปฏิจจสมุปบาททั้งหมดได้

พุทธทาสภิกขุ ที่มา : อบรมพระนวกะ ‪#‎จดหมายเหตุพุทธทาส‬ 2115230905080

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:อานาปานสติกับธรรมะ 4 เกลอ : สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...




อานาปานสติกับธรรมะ 4 เกลอ : สติ ปัญญา สัมปชัญญะ

สมาธิ ในการปฏิบัติอานาปานสตินั้น ถ้าสำเร็จแล้ว หรือสำเร็จ

ตามสมควร ก็จะเกิดมีธรรมมะขึ้นมามากมายๆ เกิดสติ

โดยเฉพาะเกิดสมาธิ เกิดปัญญา นี่เป็นหลักใหญ่ แล้วก็นำไป

ใช้ให้เกิดอะไรอีกต่อไปตามลำดับ แล้วแต่ใครจะปรารถนา

ดำรงชีวิตอยู่ด้วยธรรมมะเหล่านั้นให้มีความสุขสงบเย็น

เป็นนิพพาน นั่นคือจุดมุ่งหมายในที่สุด คือ เรารู้เรื่อง

ปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ฝึกสติ ฝึกควบคุมกระแส

ปฏิจจสมุปบาท...

เมื่อท่านฝึกอานาปานสติ ท่านเท่ากับฝึกสติโดยตรง สติทั้ง 16 ขั้น หากขั้นตอนคุมสติตาม

แบบทั้ง 16 ขั้นตอนแล้ว มันก็มีความรู้ก่อน รู้ในธรรมมะที่สติออกมากำหนดจนรู้จักธรรมมะ

เหล่านั้น เรียกว่าได้ปัญญา ประสบความสำเร็จในการกำหนดนั้นกำหนดได้จริง เราเรียกว่ามี

สมาธิส่วนธรรมมะอื่นๆ เช่นการอดกลั้นอดทนความสุขุม ประณีต ละเอียดลออ สงบเย็น ไม่ตื่น

เต้นและอีกมากมายท่านก็สังเกตดูเอาเอง

แต่ว่าที่เป็นหลักใหญ่ๆ อยากจะเสนอแนะเป็นพิเศษสัก 4 อย่างก็คือ สติ ปัญญา สัมปชัญญะ

แล้วก็ สมาธิ ไอ้ส่วนที่เป็นความพากเพียร เป็นความพยายามต่อสู้กับตนนั้นเป็นบริวาร

ธรรมมะใหญ่ๆที่เป็นหัวหน้าเป็นประธาน ที่ต้องใช้กันอย่างจริงๆจังๆอย่างน้อยก้อ 4 อย่าง

ทั้ง 4 อย่างนี้มันต้องเกี่ยวข้องกัน มันทำงานร่วมกันเป็นสามัคคี ตามหน้าที่ สิ่งแรกที่เรียกว่า

"สติ" สตินี่คือความระลึกได้ไว ระลึกได้ทันเหตุการณ์ หรือได้เร็วสายฟ้าแลบ เกิดอะไรขึ้น

ก็รู้สึกตัว ระลึกได้เร็ว ว่ามันเป็นอย่างไรความเร็วของสติเท่ากับความเร็วของลูกศร คำว่าสติ

กับคำว่าศรนี่มันคำเดียวกันในภาษาบาลีมีความระลึกเร็วเหมือนกับลูกศร มันระลึกได้ถึงสิ่งที่จะ

แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อไรเกิดขึ้นจะเป็นความทุกข์นี่มันระลึกได้เร็วถึงสิ่งที่จะแก้ปัญหาที่

เฉพาะหน้าในเรื่องนี้ เพราะว่าเราได้ศึกษาไว้มาก เป็นความรู้ เมื่อเก็บไว้เต็มตู้เต็มคลังเรียกว่า

"ปัญญา" เราสังเกตดูว่าปฏิบัติกว่าจะครบอานาปานสติทั้งสี่ขั้นมันมีความรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่อง

นู้นมากมาย มีครบทุกอย่าง มันเป็นการศึกษาเอาจากอานาปานสติโดยตรง แต่ว่าความรู้

ทุกอย่างนี้เรียกว่าปัญญา พากเพียรศึกษาอบรมมากเท่าไหร่มันก็มีปัญญามากเท่านั้นแหละ

มันก็เก็บไว้เหมือนกับเก็บไว้ในตู้ในคลังนี่ เก็บอาวุธ พอเกิดเรื่องขึ้นมา สติก็ระลึกได้ทันทีว่า

จะเอาปัญญาข้อไหนมา หรือนึกถึงปัญญาข้อไหน เหมือนกับเราเก็บอาวุธไว้หลายๆอย่าง

พอเกิดเรื่องขึ้นมาที่ต้องใช้อาวุธก้อระลึกได้ทันทีว่าต้องใช้อาวุธอันไหน อาวุธชิ้นไหน

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเอามาทั้งหมดหรอก แต่เอามาเฉพาะที่มันเหมาะสมกับเหตุการณ์

ถ้ามันมาประจำการในหน้าที่เฉพาะ จะทำหน้าที่ละก้อเปลี่ยนชื่อเรียกว่า "สัมปชัญญะ"

สัมปชัญญะก็คำเดียวกับปัญญา สัม แปลว่าพร้อม ปะ แปละว่าช่วย ญะ ก็แปลว่าปัญญา

ปัญญาเฉพาะหน้าเหตุการณ์ ที่เอามาเผชิญกับเหตุการณ์ เพื่อต่อสู้กับปัญหา ทำลายปัญหา

ที่นี้เหลืออยู่ก็คือว่า ปัญญา คือ สัมปชัญญะนั้นน่ะ มีกำลังมากพอหรือหาไม่ ตามธรรมดามันก็

ไม่พอ ก็ต้องใช้ธรรมมะอีกข้อหนึ่งข้อที่สี่คือ "สมาธิ" สมาธิคือกำลังจิตทั้งหมดระดมลงไป

สัมปชัญญะก็ทำหน้าที่ได้สำเร็จ

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Select your language