พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
“โลก” และ “ชีวิต” ในพุทธธรรม
“ความทุกข์” “ความว่าง” และ “สุญญตา”
“ พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปผลทั้งปวงของชีวิตลงในคำว่า “ทุกข์” คำเดียว
และทรงแสดงว่า เกิดจากเหตุคือ “ตัณหา” ความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจซึ่งมีอยู่ในชีวิตนี้
ทุกคนพิสูจน์ดูได้ที่จิตใจของตนเอง เกิดตัณหาขึ้นเมื่อใดก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น
และข้อที่วิเศษก็คือ ทรงพบทางดับทุกข์ของชีวิตได้อย่างเด็ดขาด
ได้ทรงปฏิบัติจนดับทุกข์ของชีวิตได้ คือทรงดับตัณหาในจิตใจของพระองค์เองได้
จึงทรงสิ้นทุกข์ทั้งหมด และพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนแสดงทางปฏิบัติ
ที่เป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์ดังกล่าวไว้ คือ “มรรคมีองค์ ๘”
เพื่อให้คนที่ปรารถนาจะดับความทุกข์ของชีวิตปฏิบัติตาม
และทุกๆคนต้องปฏิบัติเอาด้วยตนเอง คนอื่นจะบันดาลให้ไม่ได้
ความดับทุกข์ซึ่งเป็นผล และทางปฏิบัติซึ่งเป็นเหตุ ก็มีอยู่ในชีวิตนี้
ฉะนั้น เหตุผลใน“อริยสัจจ์”จึงเป็นวิทยาศาสตร์ของชีวิต
ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ผุดขึ้นมาในยุคเทวดาศาสตร์อย่างน่าอัศจรรย์
|

|
ความรู้ของมนุษย์ยิ่งเจริญก็ยิ่งจะเห็นจริง
กับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งยิ่งจะสนับสนุนว่า “สัมมาทิฏฐิ” และ “สัมมาสังกัปปะ”
ซึ่งประมวลกันเป็น“องค์ความรู้”ของพระพุทธเจ้านั้น
ไม่อาจที่จะปฏิวัติคือเปลี่ยนแปลงได้ ทุกกาลสมัย
เป็น“อกาลิโก” ไม่ประกอบด้วยกาล
เพราะเป็นความจริงที่แน่แท้คงตัวตลอดไป ….
|
พระพุทธเจ้าได้ทรงมองเห็นทะลุ “มายาของโลก” เข้าไปพบ“สัจจะ”คือความจริง
จึงทรงรู้ประจักษ์“ความจริงของโลก” โดยเฉพาะคือชีวิตนี้ จึงได้ตรัสสรุปลงใน “ทุกขสัจจะ”
ซึ่งหมายความว่า มีความจริงอยู่เพียงอย่างเดียวคือ “ทุกข์”….
แต่คำว่า“ทุกข์”นี้ เมื่อใครได้ยินก็มักจะกลัว เพราะเข้าใจว่าคือความเดือดร้อนไม่สบายต่างๆ
ซึ่งก็เป็นความจริงตามความหมายสามัญ คือเป็น “สามัญสัจจะ”
ส่วนที่เป็น “อริยสัจจะ” หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีสภาพเปลี่ยนแปลงไป ….
ทุกๆอย่างมีกาลเวลา(Time) แม้ตัวโลกเองตลอดถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นต้น
ก็มีกาลเวลาของตน คือต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย จนถึงจะต้องดับสูญในที่สุด ….
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า “กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา ”
กาลกินภูตะ (คือ ผู้เป็น หรือ สิ่งที่เป็นขึ้น Beings) ทั้งหมดกับทั้งตัวกาลเอง นี่เป็นลักษณะของทุกข์
ที่เป็นอริยสัจจะของพระพุทธเจ้า …. นอกจากนี้ ยังแสดงเป็น “วิภัชวาทะ”(กล่าวจำแนก) คือ
แสดงถึงสิ่งที่รวมและสิ่งที่แยก แสดงถึง การรวมและการแยก ยกตัวอย่างในด้านวัตถุ
ทุกอย่างเป็น“สิ่งรวม”(สังขาร) ซึ่งอาจแยกออกเป็น“สิ่งแยกต่างๆ”(ธาตุ)ได้
คือสิ่งแยกเหล่านั้นเองมารวมกันเข้าเป็นวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ….
วิทยาศาสตร์ในบัดนี้(ปัจจุบันนี้)ก็แสดงเช่นนี้ เพราะได้ค้นพบสิ่งแยกย่อยออกไปจนถึง“ปรมาณู”
(Atom) แม้อณูนั้นก็ยังเป็นสิ่งรวมซึ่งประกอบขึ้นด้วยสิ่งแยกต่างๆอีก
ทุกๆสิ่งนั้นก็มีลักษณะไม่อยู่นิ่ง จึงรวมอยู่ในลักษณะของ“ทุกข์” ซึ่งเป็นอริยสัจจ์ของพระพุทธเจ้า
ข้อวิเศษคือ..พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จนถึงวิธีแยกจิตออกจากทุกข์ และทรงแยกออกได้จริง …..
พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้วิธีหนึ่งว่า ให้พิจารณาแยกสิ่งทั้งปวงออกเป็นธาตุต่างๆ
เมื่อแยกออกได้จริงๆก็จะเห็นว่า ไม่มีสิ่งอะไรซึ่งเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริงๆเลย
เหมือนอย่างต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งรวมอย่างหนึ่ง เมื่อดูลงไปว่าต้นไม้อยู่ที่ไหน ดูแยกออกไปๆ
ก็จะไม่พบว่าอะไรเป็นต้นไม้ มีแต่สิ่งที่แยกทั้งนั้น ยิ่งแยกออกไปก็ยิ่งไม่พบอะไร
กลายเป็น“ความว่าง”(สุญญตา) ได้ตรัสสอนมาณพผู้หนึ่ง (โมฆราช) ไว้ว่า ….
“สุญญโต โลกํ อเวกฺขสฺส โมฆราช สทา สโต ” ….
ดูก่อน! โมฆราช เธอจงมีสติ พิจารณาเห็นโลกเป็นของว่างทุกเมื่อเถิด” .
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
ที่มา : พระนิพนธ์ เรื่อง “โลกและชีวิต ในพุทธธรรม
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี
#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม