แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุญญตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุญญตา แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:โลกว่าง..จิตว่าง..

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

คำว่า..โลกว่าง..จิตว่าง..สุญญตา . 

“พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกนี้ว่าง เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน 

เป็นตัวเราหรือของเรา.. จิตที่ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตนของตน 

หรือกำลังไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตนของตนนี้ ขอเรียกว่า “จิตว่าง” 

เพราะไม่มีคำอื่นที่ดีกว่านี้ . มันมีคำอธิบายใน ธัมมัปปโชติกา ภาค ๑ 

ว่า ราคโทสโมเหหิ สุญฺญตตฺตา สุญฺญโต = ชื่อว่าสุญญตา 

เพราะว่าว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ เพราะจิตในขณะนั้นประกอบด้วยปัญญาเห็นว่าโลกว่าง 

ด้วยเหตุนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสอนว่า “จงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ” . 

เหมือนอย่างทรงสอนโมฆราช ใน โสฬสปัญหา ว่า 

“สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต  

ดูก่อน โมฆราช 

เธอจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอไป” 

พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนอย่างนี้ 

เมื่อเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง 

จิตก็ไม่มีความยึดถืออะไรด้วยอุปาทาน 

ความว่างอย่างนี้ของจิต เราเรียกว่า “สุญฺญตา” . 

ฉะนั้น เราได้ใจความครั้งแรกว่า โลกนี้ว่าง เพราะว่างจาก “ตัวตน” . 

ได้ใจความถัดมาว่า จิตว่าง เพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ . 

โดยเหตุที่จิตนี้ได้มองเห็นว่าโลกนี้ว่าง 

ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่า “ตัวตน ของตน” 

นี้คือความหมายของคำว่า “สุญญตา” 

อันเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง” .

พุทธทาสภิกขุ

ธรรมบรรยายพิเศษ ณ ศาลาธรรม วัดชลประทานรังสฤษฏ์ หัวข้อเรื่อง “สุญฺญตา หัวใจของพุทธศาสนา”

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๐๙ จากหนังสือชื่อ “สุญฺญตา หัวใจของพุทธศาสนา”

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

INDHAMMA:“โลก” และ “ชีวิต” ในพุทธธรรม

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

  “โลก” และ “ชีวิต” ในพุทธธรรม

“ความทุกข์” “ความว่าง” และ “สุญญตา”

“ พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปผลทั้งปวงของชีวิตลงในคำว่า “ทุกข์” คำเดียว 

และทรงแสดงว่า เกิดจากเหตุคือ “ตัณหา” ความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจซึ่งมีอยู่ในชีวิตนี้ 

ทุกคนพิสูจน์ดูได้ที่จิตใจของตนเอง เกิดตัณหาขึ้นเมื่อใดก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น 

และข้อที่วิเศษก็คือ ทรงพบทางดับทุกข์ของชีวิตได้อย่างเด็ดขาด

ได้ทรงปฏิบัติจนดับทุกข์ของชีวิตได้ คือทรงดับตัณหาในจิตใจของพระองค์เองได้ 

จึงทรงสิ้นทุกข์ทั้งหมด และพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนแสดงทางปฏิบัติ

ที่เป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์ดังกล่าวไว้ คือ “มรรคมีองค์ ๘” 

เพื่อให้คนที่ปรารถนาจะดับความทุกข์ของชีวิตปฏิบัติตาม 

และทุกๆคนต้องปฏิบัติเอาด้วยตนเอง คนอื่นจะบันดาลให้ไม่ได้ 

ความดับทุกข์ซึ่งเป็นผล และทางปฏิบัติซึ่งเป็นเหตุ ก็มีอยู่ในชีวิตนี้ 

ฉะนั้น เหตุผลใน“อริยสัจจ์”จึงเป็นวิทยาศาสตร์ของชีวิต 

ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ผุดขึ้นมาในยุคเทวดาศาสตร์อย่างน่าอัศจรรย์

ความรู้ของมนุษย์ยิ่งเจริญก็ยิ่งจะเห็นจริง

กับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า 

ทั้งยิ่งจะสนับสนุนว่า “สัมมาทิฏฐิ” และ “สัมมาสังกัปปะ” 

ซึ่งประมวลกันเป็น“องค์ความรู้”ของพระพุทธเจ้านั้น 

ไม่อาจที่จะปฏิวัติคือเปลี่ยนแปลงได้ ทุกกาลสมัย

เป็น“อกาลิโก” ไม่ประกอบด้วยกาล 

เพราะเป็นความจริงที่แน่แท้คงตัวตลอดไป ….

พระพุทธเจ้าได้ทรงมองเห็นทะลุ “มายาของโลก” เข้าไปพบ“สัจจะ”คือความจริง 

จึงทรงรู้ประจักษ์“ความจริงของโลก” โดยเฉพาะคือชีวิตนี้ จึงได้ตรัสสรุปลงใน “ทุกขสัจจะ” 

ซึ่งหมายความว่า มีความจริงอยู่เพียงอย่างเดียวคือ “ทุกข์”…. 

แต่คำว่า“ทุกข์”นี้ เมื่อใครได้ยินก็มักจะกลัว เพราะเข้าใจว่าคือความเดือดร้อนไม่สบายต่างๆ 

ซึ่งก็เป็นความจริงตามความหมายสามัญ คือเป็น “สามัญสัจจะ” 

ส่วนที่เป็น “อริยสัจจะ” หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีสภาพเปลี่ยนแปลงไป …. 

ทุกๆอย่างมีกาลเวลา(Time) แม้ตัวโลกเองตลอดถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นต้น 

ก็มีกาลเวลาของตน คือต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย จนถึงจะต้องดับสูญในที่สุด …. 

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า “กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา ” 

กาลกินภูตะ (คือ ผู้เป็น หรือ สิ่งที่เป็นขึ้น Beings) ทั้งหมดกับทั้งตัวกาลเอง นี่เป็นลักษณะของทุกข์ 

ที่เป็นอริยสัจจะของพระพุทธเจ้า …. นอกจากนี้ ยังแสดงเป็น “วิภัชวาทะ”(กล่าวจำแนก) คือ 

แสดงถึงสิ่งที่รวมและสิ่งที่แยก แสดงถึง การรวมและการแยก ยกตัวอย่างในด้านวัตถุ 

ทุกอย่างเป็น“สิ่งรวม”(สังขาร) ซึ่งอาจแยกออกเป็น“สิ่งแยกต่างๆ”(ธาตุ)ได้ 

คือสิ่งแยกเหล่านั้นเองมารวมกันเข้าเป็นวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง …. 

วิทยาศาสตร์ในบัดนี้(ปัจจุบันนี้)ก็แสดงเช่นนี้ เพราะได้ค้นพบสิ่งแยกย่อยออกไปจนถึง“ปรมาณู”

(Atom) แม้อณูนั้นก็ยังเป็นสิ่งรวมซึ่งประกอบขึ้นด้วยสิ่งแยกต่างๆอีก 

ทุกๆสิ่งนั้นก็มีลักษณะไม่อยู่นิ่ง จึงรวมอยู่ในลักษณะของ“ทุกข์” ซึ่งเป็นอริยสัจจ์ของพระพุทธเจ้า 

ข้อวิเศษคือ..พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จนถึงวิธีแยกจิตออกจากทุกข์ และทรงแยกออกได้จริง ….. 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้วิธีหนึ่งว่า ให้พิจารณาแยกสิ่งทั้งปวงออกเป็นธาตุต่างๆ 

เมื่อแยกออกได้จริงๆก็จะเห็นว่า ไม่มีสิ่งอะไรซึ่งเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริงๆเลย 

เหมือนอย่างต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งรวมอย่างหนึ่ง เมื่อดูลงไปว่าต้นไม้อยู่ที่ไหน ดูแยกออกไปๆ 

ก็จะไม่พบว่าอะไรเป็นต้นไม้ มีแต่สิ่งที่แยกทั้งนั้น ยิ่งแยกออกไปก็ยิ่งไม่พบอะไร 

กลายเป็น“ความว่าง”(สุญญตา) ได้ตรัสสอนมาณพผู้หนึ่ง (โมฆราช) ไว้ว่า …. 

“สุญญโต โลกํ อเวกฺขสฺส โมฆราช สทา สโต ” ….

 ดูก่อน! โมฆราช เธอจงมีสติ พิจารณาเห็นโลกเป็นของว่างทุกเมื่อเถิด” . 

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร 

ที่มา : พระนิพนธ์ เรื่อง “โลกและชีวิต ในพุทธธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

Dhamma together:ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 การปฏิบัติสุญญตานั้น..ไม่ใช่ทีแรกก็ให้ว่างกันไปเสียหมด

ไม่ต้องมีอะไรจะยึดถือทั้งนั้น ให้ว่างจากความไม่ดี ความชั่ว

อย่าให้ว่างจากความดี ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์แล้ว

ก็จะต้องทิ้งไม่ดี ยึดดีไว้ ปฏิบัติเพิ่มพูนขึ้นไปโดยลำดับ

เป็นพระอรหันต์เมื่อไร ก็เป็นอันว่าว่างหมดทั้งดีทั้งชั่ว

เพราะฉะนั้น เมื่อตนยังไม่ถึงขั้นถึงตอนที่จะไปว่างหมด

คิดว่าจะว่างหมด สุญญตาหมด ก็เป็นการคิดผิด ปฏิบัติผิด


ขั้นของธรรมะที่ปฏิบัตินั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีความเข้าใจ 

และเมื่อปฏิบัติถูกต้องดั่งนี้ ก็เรียกว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม..

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:สุญญตา...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...





ความว่างนั้น ตรงกับภาษาบาลีว่า “สุญญตา”  จิตว่าง หมายถึง 

จิตที่ว่างจากกิเลสตัณหา ไม่เจือด้วย โลภะ โทสะ  โมหะ เป็นจิตที่

ไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตที่บริสุทธิ์ จิตที่มีสติ จิตวุ่น เป็นคำตรงกันข้าม

กับจิตว่าง การปรุงแต่งเป็นเหตุให้จิตวุ่นนั่นเอง และทำให้

เป็นทุกข์ คนเราธรรมดามีจิตว่างอยู่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ไม่ใช่

จิตวุ่นเป็นพื้นฐาน   ในคำสอนของพุทธศาสนา สุญญตา หมายถึง 

ความเป็นสภาพที่ว่างจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา 

หรือ ภาวะที่ขันธ์เป็นอนัตตา คือ ไร้ตัวตน มิใช่ตน ว่างจาก

ความเป็นตน ว่างจากสาระต่างๆ เช่น ความสวยงาม ความสุข 

ความทุกข์ ความว่างจากกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ





เป็นสภาวะที่ว่างจากสังขารการปรุงแต่งจิตทั้งหลาย 

และความว่าง...ที่เกิดจากความกำหนดหมายในใจถึงภาวะว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย...

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไตรลักษณ์       

สรุปความว่า สุญญตาเป็นแก่นของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้มนุษย์ได้รู้จักและเข้าใจ

ความจริงของชีวิตว่า ขันธ์  มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน ไม่จีรังยั่งยืน มีความ

ผันแปร เปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ และที่สุดเป็นมายา ไร้ตัวตน ไม่ควรที่จะยึดมั่น ถือมั่น จนเกิดอัตตา คือ 

ความเห็นแก่ตนเอง เห็นแก่ได้ เห็นแก่ญาติและพวกพ้องจนทำความเสียหายแก่โลก สังคมและสิ่ง

แวดล้อม โดยยึดมั่นว่าเป็นตัวกู-ของกู ตลอดเวลา  

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน



Select your language