แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญญานันทภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญญานันทภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA: เมื่อเราเห็นว่าสิ่งไม่ดี ทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางต่ำ แล้วเราควรจะทำอย่างไร

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

เมื่อเราเห็นว่าสิ่งไม่ดี 

ทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางต่ำ 

แล้วเราควรจะทำอย่างไร 

มีทางเดียวเท่านั้น คือเราต้องประพฤติธรรม 

ถ้าไม่มีการประพฤติธรรมแล้ว สิ่งทั้งหลายก็จะวุ่นวาย 

จะเสียหายกันด้วยประการต่างๆ 

ให้ธรรมะเป็นเครื่องคอยถ่วงจิตใจของเราไว้

 ไม่ให้เปลี่ยนแปลงมากเกินไปกับอารมณ์และสิ่งแวดล้อม

การประพฤติธรรมจะช่วยให้เกิดความมั่นคงในจิตใจ มีความอดทนต่อเหตุการณ์ 

มีปัญญาพิจารณาในเรื่องนั้นอย่างถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริง แล้วจิตใจจะไม่ตกต่ำ

ปาฐกถาธรรม ปัญญานันทภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ความเสียสละเป็นทางของความสงบ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ความอยากได้จนเกินพอดีเป็นทางมาร

ของความโกลาหลวุ่นวาย

ความเสียสละเป็นทางของความสงบ

ปัญหาของโลกที่นักการเมือง นักการทูต นักการทหาร

และนักการร้อยแปดคิดสะสางกันอยู่ แต่ยิ่งสางยิ่งยุ่งนั้น

เป็นเรื่องเนื่องมาจากการไม่รู้จักเสียสละกันบ้างนั่นเอง

ทุกคนอยากเอาทั้งนั้น เอาไว้มากยิ่งยุ่งมาก เอาออก

เสียบ้าง เรื่องยุ่งจะลดลงไป

 

เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงทำพระองค์เป็นตัวอย่างมาแล้วแต่ชาวโลกมิได้ดำเนินตาม จึงไม่หายยุ่ง ถ้าเรามา

คำนึงถึงพระคุณอันนี้ และดำเนินตามกันบ้างแล้ว ตัวเราจะได้พบกับความสงบเป็นแน่

ปัญญานันทภิกขุ

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน


Dhamma together:ไม่ยุ่ง ไม่วุ่นวาย รู้จักปลง รู้จักวาง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 คนนับถือศาสนา แต่ไม่เข้าถึงธรรมะของศาสนา แต่ไปถึงในสิ่งที่

เป็นวัตถุ ทุกศาสนามันก็คล้ายๆกัน ยึดมั่นในเรื่องวัตถุว่าเป็น

สิ่งสำคัญอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าใครมาแตะต้องแล้วต้องฆ่ากัน

ลืมไปว่าการฆ่ากันนั้นไม่ใช่เรื่องศาสนา การก่อความวุ่นวายขึ้นมา

ไม่ใช่เรื่องศาสนา เรื่องศาสนาเป็นเรื่องความสงบ เป็นเรื่อง

ไม่จองเวร ไม่พยาบาท ไม่โต้ตอบกันในทางร้าย เขาด่าเรา

เราไม่ด่าตอบ นั่นเป็นเรื่องศาสนา เขาตีเรา เราไม่ตีตอบ

นั่นก็เป็นเรื่องของทางศาสนา

มันไม่ยุ่ง ไม่วุ่นวาย รู้จักปลง รู้จักวาง

ทางพุทธศาสนาเรามีหลักเกณฑ์อย่างนั้นที่ให้ปล่อยวาง สมมุติว่าใครมาทำลายโบสถ์ วิหารให้พัง

ไป เราก็ไม่ควรจะเสียอกเสียใจอะไรมากเกินไป แต่มองไปว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา คนมันมีกิเลส

คนมันยับยั้งชั่งใจไม่ได้ มันก็ทำลายกันไปตามวิสัยของคนอันธพาล ถ้าเราไปโกรธ เราทำลาย

ตัวเอง ถ้าเราไปเกลียดเขาเราก็ทำลายตัวเอง คนอื่นเขาทำลายวัตถุแต่ว่าเรากลับทำลายตัวเอง

ให้ย่อยยับลงไปอีก เหล่านี้มันจะได้อะไรขึ้นมา มันไม่ได้อะไร  ทางที่ถูกนั้นเราควรจะระงับยับยั้ง

จิตใจ ไม่ก่อความโกรธ ไม่ก่อความเกลียด เพราะว่าเราถือว่าตัวศาสนาไม่ได้อยู่ที่ตัวโบสถ์

ไม่ได้อยู่ที่ตัววิหาร ไม่ได้อยู่ที่องค์พระพุทธรูปที่เรานั่งไหว้อยู่ทุกวัน ไม่ใช่ เขาเอาไปแล้วก็แล้วไป

เราไหว้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เราโดยไม่มีรูปก็ได้

เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้อยู่ที่วัตถุแต่อยู่ที่จิตใจของคนที่นึกถึง

- ปัญญานันทภิกขุ -

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด 

#ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:สิ่งใดที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เราผู้เป็นพุทธบริษัท จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 พระพุทธเจ้าของเราสอนความเชื่อเหมือนกัน แต่พระองค์บอกว่า ต้องเชื่อด้วยปัญญา

ไม่ได้เชื่อด้วยความงมงาย ไม่ได้เชื่อง่าย เชื่อดาย ตามที่เขาแสดง เขาทำให้เราดู แต่เราจะต้อง

เอาไปคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ว่าสิ่งนั้นมันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วจึงจะปลงใจเชื่อลงไป

แต่ว่าในเบื้องต้นนั้น เราควรจะมีความเชื่อเป็นหลักประจำจิตใจว่า สิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในคำสอน

ของพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นไม่ใช่พระพุทธศาสนา ให้ถือหลักอันนี้ไว้ก่อน ว่าสิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในคำสอน

ของพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา สิ่งใดที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เราผู้เป็นพุทธบริษัท

จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะไม่เข้าไปยุ่ง จะไม่ไปสนใจ ไม่ไปหา ไม่ไปทำอะไรกับคนเหล่านั้น

เราไม่ยอมไป เราไม่ยอมโง่กับคนพวกนั้น

อันนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เรา ตกเป็นเหยื่อของนักต้มมนุษย์ทั้งหลาย ที่อาศัยผี อาศัยเจ้า หรือ

อาศัยวิญญาณของใครๆ มาทรง แล้วก็ว่ากันไปตามเรื่องตามราว

เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้น เพราะเราไม่ยอมหลับหูหลับตาเชื่อ เราเชื่อมัน

ในพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ใครเขาทำอะไรกันที่ไหน เราไม่ไป

เพราะไปมันไม่ได้อะไร ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางจะดับกิเลส ไม่ใช่ทางที่จะให้ถึงจุดหมาย

ปลายทาง คือนิพพาน เราก็ไม่ไป

ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียเงินทอง ในการที่จะไปเอาสิ่งเหล่านั้น ไปหาสิ่งเหล่านั้น ไปถึงพวกนั้น

ก็ว่า คนโง่มาอีกหมู่หนึ่งแล้ว เขาก็ยิ้มเยาะ ยิ้มเยาะเราที่ไปหา มาให้กูต้มอีกแล้ว แล้วมันก็ต้มตาม

ชอบใจ ขูดตามชอบใจ มันเสียศักดิ์ศรีของความเป็นพุทธบริษัท เสียศักดิ์ศรีของปัญญาชน ที่ไปให้

พวกทรงเจ้าเข้าผีต้มยำได้ตามชอบใจ เป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ยิ่งเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าแล้วละก็ ยิ่งไม่สมควรเป็่นการใหญ่ เขาจะนิมนต์ไปทำพิธีอะไรที่มันไม่ใช่

เรื่องของพระพุทธศาสนา เราก็ไม่ควรกระทำ ไม่ควรไปร่วมมือกระทำกับคนเหล่านั้น เราควรกล้าที่

จะพูดกับใครๆ เสียบ้างว่า สิ่งนั้นมันไม่ใช่เรื่องพระพุทธศาสนา ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ฉันเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า จะให้ไปทำอะไร

ที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ฉันกระดาก

ฉันอายในความเป็นพุทธบริษัทของฉัน  

เราก็ไม่ต้องไป แม้จะได้ลาภสักการะ ได้จากการไปทำ

พิธีอย่างนั้น มันไม่พอกินอะไร เราไม่ทำก็ยังไม่ตาย

เรายังมีข้าวฉัน มีกุฏิอยู่ มียาแก้โรค มีปัจจัยสี่ใช้

ทำไมจะต้องไปนั่งรับจ้างทำสิ่งโง่ๆ กับคนโง่ๆ

ทั้งหลายเหล่านั้น

ปัญญานันทภิกขุ


#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ทำไปทำไม?

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

คนบางคนอาจะคิดแต่เพียงว่าทำไปทำไม หากเราก็ไม่ได้

กินไม่ได้ใช้ สมมติว่าจะปลูกต้นไม้ไว้สักต้นหนึ่ง บางคน

ไม่ปลูก เพราะว่าปลูกทำไม ไม่กี่วันก็ตายแล้ว เขาเรียกว่า

ไม่ได้คิดถึงอนาคต ไม่ได้คิดถึงคนอื่นที่จะเกิดตามมา

ทำอะไรไม่ใช่เพื่อเราคนเดียว เราจะต้องนึกถึงคนอื่น เช่น

เราปลูกต้นไม้ไว้ต้นหนึ่ง แม้เราจะไม่ได้ร่มเงาของต้นไม้

นั้น แต่ว่าเมื่อมันโตขึ้นคนอื่นได้อาศัย ได้รับความสะดวก

สบาย

คนเราจะไปอยู่ในที่ใดก็ตามก็ควรคิดไว้เสมอว่า ควรจะทำอะไรทิ้งไว้บ้าง ไม่ใช่อยู่เอาแต่

ประโยชน์แล้วก็ไม่ทำอะไร คนเราต้องคิดในเรื่องอย่างนี้ไว้ แล้วก็ทำอะไรในสิ่งที่เป็นประโยชน์

เท่าที่สามารถจะกระทำได้ คนที่ไม่คิดจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้นเรียกว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว

ยังไม่ดี ยังไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า 

เราต้องหัดเสียสละทำอะไรๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นทุกโอกาสที่เราสามารถกระทำได้

ปัญญานันทภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ต้องมีชีวิตอยู่อย่างปลาเป็น อย่าอยู่อย่างปลาตาย

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 อยู่ในโลกต้องต่อสู้ ต้องมีชีวิตอย่างปลาเป็น

อย่าอยู่อย่างปลาตาย เพราะถ้าอยู่อย่างปลาตายก็คือ

เราตายทั้งเป็น คนตายทั้งเป็นเป็นคนไม่มีราคา

ไม่มีความหมาย จึงต้องต่อสู้ ปัญหาชีวิต ไม่ปล่อยตัว

ปล่อยใจให้ไหลไปกับอารมณ์ ไม่ให้ไหลไปความอยาก

ที่เกิดขึ้นเรียกว่า อยู่ทวนกระแส ชีวิตที่ทวนกระแสนั่นแหละ

จะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ชีวิตที่ไหลตามกระแส

จะเป็นชีวิตที่ขาดตกบกพร่อง ไม่เป็นไท

ไม่เป็นมนุษย์ ไม่เป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง

เพราะมันไหลเรื่อยไป กับอารมณ์กับสิ่งแวดล้อม

อยู่อย่างนี้ไม่มีราคา ไม่มีความหมาย

เราคนไทยจะไม่อยู่อย่างปลาตาย แต่เราอยู่อย่างปลาเป็น 

เราคนไทยต้องมีจิตใจสูงไม่ปล่อยให้ตกต่ำ ไม่ให้ความชั่วครอบงำ

ปัญญานันทภิกขุ

 
 

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#ทำความเข้าใจ #ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #ลงมือทำทันที

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ชีวิตจะสดชื่นรื่นเริงในเรื่องชีวิตนั้น ก็ควรจะเป็นความสดชื่นตามแบบผู้ประพฤติธรรม

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ชีวิตจะสดชื่นรื่นเริงในเรื่องชีวิตนั้น ก็ควรจะเป็นความสดชื่นตามแบบผู้ประพฤติธรรม

ไม่ควรจะรื่นเริงตามแบบผู้คะนองในความสุขทางเนื้อหนัง หรือว่าในทางวัตถุมากเกินไป

เพราะว่าความสุขอันเกิดจากวัตถุนั้น มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งนั้น เช่นเวลาได้ก็ดีใจ

เวลาเสียก็มีความเสียใจ ก็สิ่งทั้งหลายนั้นมันไม่มั่นคงที่ถาวร ไม่ได้อยู่อยู่ในสภาพเดิมมัน

ตลอดเวลา แต่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรไปเมื่อใดก็ได้...

เรื่องได้กับเสียนี้มันเป็นสิ่งคู่กัน เดินทางกันมาด้วยกัน คล้ายกับการสลับฉากของสิ่งต่างๆ

เวลาหนึ่งมันเป็นเรื่องของการได้ แต่เวลาหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของการเสียไป ถ้าจิตใจเราไม่มี

หลักประจำแล้วเราก็ขึ้นๆ ลงๆ กับเรื่องได้เรื่องเสีย ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น การที่มีจิตขึ้นๆ ลงๆ

อยู่อย่างนั้น มันจะเป็นความสุขได้อย่างไร เป็นความสงบได้อย่างไร แต่เราควรจะได้มีการรู้เท่ารู้ทัน

ต่อสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นจึงต้องมาทำการศึกษาในเรื่องนั้นๆ เพื่อจะได้ต้อนรับสิ่ง

เหล่านั้นให้ถูกต้องตามเรื่องที่มันควรจะเป็น

 

การต้อนรับสิ่งเหล่านี้มันให้ถูกต้องนั้น คือเราจะต้องรับมัน

ด้วยปัญญา ไม่ใช่รับด้วยความเขลา ถ้าเราไปรับเอาอะไรด้วย

ความเขลา ก็เหมือนกับว่าเรากินผลไม้ทั้งเปลือก กินทุเรียน

ทั้งเปลือกนี้ไม่ได้เรื่องแน่ เพราะว่าหนามทุเรียนจะทำปากเรา

ให้เลือดไหลไปตามๆ กัน กินมังคุดทั้งเปลือกก็ไม่ได้

เมื่อสมัยเด็กๆ เคยกินมะม่วงสดๆ แล้วก็ไม่ต้องใช้มีด

เลยก็เป็นแผลที่ริมฝีปากเพราะว่ายางมันเผาไหม้ นั่นคือ

การกินทั้งเปลือกมันได้ทุกข์อย่างนั้น

ในอารมณ์ทั้งหลายที่มันมากระทบเราก็เหมือนกัน เราต้องปอกสิ่งเหล่านั้นออกไป ไม่งุบไว้

ทั้งเปลือก แต่เราควรจะปอกมันด้วยปัญญา ให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรเปลี่ยนแปลงไป

ต้องรู้สภาพความจริงของเรื่องให้ถูกต้อง แล้วเราก็ไม่ต้องนั่งเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นๆ

ปัญญานันทภิกขุ

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เราเป็นสุขเพราะเราทำ เราเป็นทุกข์ก็เพราะเราทำ จึงต้องมองที่ตัวเอง แก้ไขที่ตัวเอง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 

คนเราเมื่อมีความทุกข์ต้องมองตัว ค้นหาสาเหตุที่ตัวเรา

ให้ยึดหลักพระพุทธเจ้า ว่าอะไรๆ มันเกิดขึ้นที่ตัวเรา

ก็เพราะว่าการคิดของเรา การพูดของเรา 

การกระทำของเราเอง....

ไม่มีสิ่งใดจะมาดลบันดาลให้ใครเป็นสุข

ไม่มีสิ่งใดจะมาดลบันดาลให้ใครเป็นทุกข์

เราเป็นสุขเพราะเราทำ เราเป็นทุกข์ก็เพราะเราทำ

จึงต้องมองที่ตัวเอง แก้ไขที่ตัวเอง

ถ้าเราเชื่อมั่นในหลักการของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธเราจะไม่ต้องไปหาพวกทรงเจ้าเข้าผี

สำนักเจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรทั้งหลาย เราอย่าไป เพราะเป็นของหลอกลวง ไม่จริง ไม่แท้ แล้วก็

ไม่ต้องไปเที่ยวไหว้บนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดชที่เรานึกว่ามี ความจริงก็ไม่มีอะไร

เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกับเสา บางแห่งปลวกกินเกือบหมด...กลวงในแล้ว แต่คนยังไป

ไหว้อยู่ เหลืออยู่นิดเดียว ไม่กี่เซนต์แล้ว ปลวกกินข้างใน แต่คนไม่รู้ว่าปลวกกินข้างใน

ถ้าเสามันเก่ง....ปลวกมันก็ไม่กิน นี่มันไม่เก่ง

ปัญญานันทภิกขุ

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:มีคนมั่งมี ต้องมีคนยากจน มีคนโง่ มีคนฉลาด มีคนแข็งแรง มีคนอ่อนแอแต่ว่าเราปรับทางจิตใจกันได้

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

โลกนี้คนทุกคนเท่ากันไม่ได้ มันต้องมีคนมั่งมี ต้องมีคนยากจน มีคนโง่ มีคนฉลาด มีคนแข็งแรง 

มีคนอ่อนแอ สภาพสังคมมันเป็นอย่างนั้น เราจะปรับให้มันเท่ากันไม่ได้หรอก...

แต่ว่าเราปรับทางจิตใจกันได้ ปรับจิตใจให้ โอนอ่อนเข้าหากัน ผ่อนสั้นผ่อนยาวเข้าหากัน 

ไม่อยู่กันด้วยน้ำใจเหี้ยมเกรียม ปั้นหน้ายักษ์หน้ามารเข้าใส่กัน 

ไม่ใช่ยักษ์วัดโพธิ์ ยักษ์วัดแจ้ง ข้ามาตีกันที่ท่าเตียน แล้วทำให้ท่านั้นมันเตียนไปอย่างนั้นมันไม่ได้

อยู่กันแบบนั้นมันก็วุ่นวายเดือดร้อน เราจะต้องอยู่กันแบบที่ว่า หน้ามนุษย์กับหน้ามนุษย์เจอกัน

ถ้าเป็นหนังตะลุงเขาเรียกว่ามนุษย์กับมนุษย์มาเจอกัน ยักษ์กับยักษ์เจอกันไม่ค่อยได้เรื่อง มันไม่มีธรรมะ

มันก็ต้องทะเลาะกัน ตีกัน แทงกัน นั่นเพราะขาดคุณธรรม

ถ้าเรามีใจประกอบด้วยเมตตาปรานี เห็นอกเขาอกเรา

ไม่เห็นแต่อกเราคนเดียว ต้องเห็นอกเขาด้วย ไม่เอาแต่ใจเรา

ผู้เดียว ต้องเอาใจผู้อื่นบ้าง ให้รู้ว่าเขากับเราต่างมีจิตใจ

เหมือนกัน รักความสุขเหมือนกัน เกลียดความทุกข์เหมือนกัน

อะไรที่เราไม่พอใจ ไม่พึงใจ คนอื่นเขาก็ไม่ชอบใจ

ไม่พึงใจในสิ่งนั้น

การปฏิบัติต่อกันอย่างชนิดง่าย ๆ ธรรมดาสามัญก็อยู่ตรงนี้

อยู่ตรงที่ว่า เห็นอกเขาอกเรา ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ไม่ข่ม

เหงใคร ไม่ทำใครให้เกิดปัญหาได้ความทุกข์ความเดือดร้อน

ด้วยประการต่าง ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่า มีใจประกอบด้วย

คุณธรรม ก็อยู่กันด้วยความสงบเรียบร้อย สัมพันธ์กับเพื่อน

มนุษย์ด้วยดี

ปัญญานันทภิกขุ

#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ร่างกายพักผ่อนด้วยการนอน ใจนั้นพักผ่อนด้วยการสงบอารมณ์...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ร่างกายกับใจนั้น จะต้องมีการพักผ่อนเท่าๆ กัน 

ร่างกายพักผ่อนด้วยการนอน หลับนอนในเวลากลางคืน  

ใจนั้นพักผ่อนด้วยการสงบอารมณ์

อันจะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายยุ่งยากทางใจ

ด้วยประการต่างๆ ถ้าเราพักผ่อนแต่เพียงร่างกาย

จิตใจไม่ได้พักผ่อนเลย ก็เกิดเป็นปัญหา

เพราะว่าความเหน็ดความเหนื่อยทั้งหลายนั้นมันอยู่ที่ใจ

มากกว่าที่อยู่ที่ร่างกาย ความเหนื่อยทางใจนั้น

เป็นความเหนื่อยที่ลึกซึ้ง ส่วนความเหนื่อยทางร่างกายนั้น

เป็นแต่เพียงผิวเผิน แก้ง่ายสะดวกสบาย ไม่ลำบาก

แต่ว่า ความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจนั้น เป็นเรื่องที่แก้ยาก...

ทีนี้โดยปกติอารมณ์ต่างๆ นั้น ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นเครื่องยั่วเสมอไป

ไม่ใช่ยั่วให้เกิดความโกรธเคืองอะไรๆ เสมอไปก็หามิได้ มันมีเฉพาะเรื่องเฉพาะบางประการ

 

ขอให้เราสังเกตุว่าตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้ถูกต้องสิ่งไรก็ตาม

บางทีมันก็เฉยๆ ไม่มีความรู้สึกอะไร เช่น ตาเราเห็นของบางอย่างมันก็เฉยๆ

ไม่มีการปรุงแต่งเป็นความรักความชัง หรืออะไรขึ้นมาในใจแม้แต่น้อย

มันเพียงสักแต่ว่าเห็นแล้วผ่านพ้นไปเท่านั้นเอง

 

แต่ว่าอารมณ์บางประเภทมันก่อให้เกิดอะไรขี้น เช่นก่อให้เกิดความกำหนัด เกิดความขัดเคือง

เกิดความลุ่มหลง เกิดความมัวเมาขึ้นในใจของเรา มันก็มีเหมือนกัน อันนี้ขอให้เราสังเกตุดูตัวเราเอง

ว่าเวลาเราเห็นอะไร ได้ยินอะไร ได้รสอะไร ได้ถูกต้องสิ่งใดสภาพจิตของเรา

มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีความกำหนัดเกิดขึ้นหรือไม่มี

โทสะเกิดขึ้นหรือไม่ มีความลุ่มหลงเกิดขึ้น หรือไม่มีความมัวเมา มีความริษยา

มีความพยาบาทเคียดแค้น ต่อสิ่งเหล่านั้นที่มากระทบหรือไม่

ให้คอยสังเกตุลักษณะความคิดที่เกิดขึ้นในใจของเรา

การคอยสังเกตุนี่แหละ คือ เพ่งอยู่เฉพาะหน้าเหมือนกัน

"ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ" คือ การเพ่งอยู่เฉพาะหน้า

ก็คือการคอยสังเกตดูว่า

เมื่อสิ่งนั้นมากระทบตาเกิดอะไรขึ้น เสียงมากระทบหูแล้วเกิดอะไรขึ้น

กลิ่นมากระทบจมูก ของเราแล้วเกิดอะไรขึ้น

เรารับประทานอาหาร เช่นรับประทานรสเปรี้ยว รสเค็ม รสหวาน รสผสมกัน

เราก็ต้องคอยสังเกตุว่า พอเคี้ยวถูกสิ่งนั้น มีรสเป็นอย่างนั้น

อะไรเกิดขึ้นในใจเรา ให้คอยกำหนดไว้

ขณะรับประทานอาหารเข้าไปในปาก ก็คอยกำหนดไว้

ขณะดื่ม ก็คอยกำหนดไว้

ขณะรับประทานอะไรเข้าไปในปาก ก็คอยกำหนดไว้

ตาได้ดู หูได้ฟัง จมูกได้กลิ่น มือได้สัมผัสสิ่งใด

เราก็คอยกำหนดสิ่งนั้นไว้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในจิตของเรา เราก็จะได้รู้ว่ามันเกิดอะไร

ปัญญานันทภิกขุ

#ทบทวนธรรม #ธรรมะประดับใจ #ธรรมะเข้าใจง่าย

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ทำไมเราจึงได้ถือศีล?

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา มาฝึกกับพวกเราสิ





ทำไมเราจึงได้ถือศีล?

ก็เพื่อทำใจของเราให้ดีขึ้น ให้งดงามขึ้น ให้ประณีตขึ้น

จิตใจคนที่ไม่มีศีลมันหยาบกระด้าง มีแต่ความโหด

ความดุร้าย ถึงบทจะฆ่าก็ฆ่า

ถึงบทจะลักก็ลัก

ถึงบทจะล่วงเกินอะไรก็ล่วงเกิน

ถึงบทจะพูดคำหยาบพูดโกหกก็พูดออกไป

ไม่มีอะไรเป็นหลักเกณฑ์ ถึงบทจะดื่มของมึนก็ดื่มเข้าไป

อย่างนี้แหละเรียกว่าผู้ไม่มีหลักเกณฑ์ ทำอะไรก็ทำไปตามความอยากความปรารถนา

ไม่มีความสำนึกว่า การทำนั้นจะเป็นการเสียหายแก่ ตนเอง แก่ท่าน ไม่มีธรรมประจำจิตใจ

เป็นพื้นฐานชั้นต้น เรียกว่าเป็นคนไม่มีศีล

ปัญญานันทภิกขุ


#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ผู้ใดต้องการที่จะพึ่งตนเองช่วยตนเอง ให้รอดพ้นจาก ความตกต่ำ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ต้องประพฤติธรรม...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

มีพระพุทธภาษิตบทหนึ่งที่เราได้ยินกันมากเหลือเกินว่า

อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน

พระพุทธภาษิตบทนี้สำคัญมากที่สุด ว่าตนเป็นที่พึ่งของตน แต่ที่เราได้ยินนั้นมันครึ่งเดียว

ยังไม่เต็มบาท ห้าสิบสตางค์เท่านั้น ที่เต็มนั้นต้องมีแถมท้ายอีกหน่อยหนึ่งชั้นแรกว่า

ตนเป็นที่พึ่งของตน ต่อไปข้างท้ายว่า ธรรมะนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตน ท่านสอนให้พึ่งธรรมะนั่น

แหละเรียกว่า พึ่งตนเอง หรือในพุทธภาษิตที่บอกว่า เธอทั้งหลายจงทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน

อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง แล้วก็แถมท้ายว่า จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือให้พึ่งธรรม

ธรรมะก็คือหลักการสำหรับนำมาปฏิบัติ ผู้ใดต้องการที่จะพึ่งตนเองช่วยตนเอง ให้รอดพ้นจาก

ความตกต่ำ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ต้องประพฤติธรรม

เมื่อเราประพฤติธรรมก็ชื่อว่ามีธรรมะเป็นที่พึ่ง

มีธรรมเป็นแพเป็นเรือสำหรับข้ามฟากของชีวิต

 ทะเลชีวิตก็คือความทุกข์นั่นเอง 

สังสารวัฏก็คือความทุกข์ ความเดือดร้อน 

ที่มันสลับฉากกันอยู่ในจิตใจของเรา

ทำให้มืดบอดเร่าร้อนวุ่นวายกันอยู่ตลอดเวลา 

เรียกว่าเป็นสังสารวัฏ คือเวียนอยู่เรื่อยไป 

เวียนไปเวียนมาอยู่ในเรื่องนั้นไม่รู้จักจบสิ้น 

วนไปวนมา

 

เราต้องการจะตัดสังสารวัฏ ต้องตัดด้วยการประพฤติธรรมถ้าเราไม่ประพฤติธรรมก็ตัดไม่ได้ 

ที่นี้เราประพฤติธรรมเมื่อใดมันก็ค่อยตัดรอนสิ่งนั้นเรื่อยๆ ไป จนกระทั่งว่าตัดได้หมดมันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป 

จิตใจก็ถึงที่สุดคือหลุดพ้นจากความทุกข์เด็ดขาด นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้าสอนให้เรา

พึ่งตัวเองช่วยตัวเอง

 ปัญญานันทภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:คิดเพื่อให้เกิดปัญญา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

  ไม่ว่าประสบการณ์ในรูปใดๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น

ถ้าเราเอามาคิด มันจะเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ

เป็นครูเป็นผู้สอนเราทีเดียวในภาษาพระท่านใช้คำว่า

โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการนี้เป็นคำบาลีอยู่หน่อย

จำยาก แต่ให้เจ้าใจว่า การคิดโดยแยบคาย หมายความว่า

คิดโดยแยบคาย การคิดโดยแยบคายนั้นคือการคิดหาเหตุหาผล

ของเรื่องนั้น หาคุณหาโทษของเรี่องนั้น หาประโยชน์และไม่มี

ประโยชน์จากเรื่องนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรเมื่อมันเกิดขึ้นในใจของ

เราแล้วเราอย่าปล่อยให้มันดับไปเฉยๆ แต่ให้เอาเรื่องนั้นมาร

เป็นเครื่องเตือนจิตใจเป็นผู้ชี้ทางชีวิตของเราต่อไป

การที่จะเอามาเป็นเครื่องเตือนใจ นั้นก็คือการคิดโดยแยบคาย เมื่อมันดับไปแล้วก็เอามาคิดใหม่

การคิดใหม่นั้นไม่ใช่คิดเพื่อให้เป็นทุกข์ แต่คิดเพื่อให้เกิดปัญญา การคิดอะไรเพื่อให้เกิดปัญญานั้น

แม้สิ่งนั้นจะเป็นอดีตล่วงไปแล้วก็ไม่เสียหายไม่เป็นโทษ แต่ว่าเรื่องใดที่มันล่วงไปแล้วเราเอามา

คิดด้วยอารมณ์ทุกข์นั้นไม่ได้ พระท่านไม่ให้คิดในรูปอย่างนั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า

อตีตํ นานฺวาคเมยฺย อย่าคิดถึงสิ่งที่ล่วงมา หมายความว่า อย่าคิดถึงสิ่งที่ล่วงมาให้เป็นทุกข์

ถ้าคิดให้เป็นทุกข์แล้วมันเป็นบาปทางจิตใจเป็นเรื่องที่ไม่สมควร แต่เราเอาเรื่องที่ล่วงมาแล้วนั้น

มาคิด เพื่อให้เกิดปัญญา ให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องนั้น เพื่อจะได้เป็นครูสอนใจต่อไป

การคิดในเรื่องเช่นนั้นไม่เสียหาย เป็นเรื่องที่ควรจะได้กระทำ เพราะการคิดในเรื่องอย่างนั้นเขา

เรียกว่า คิดด้วยปัญญา

ปัญญานนัทภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เรื่องพิเศษที่จะเกิดมี...เฉพาะบุคคลที่มีจิตหลุดพ้น...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

คราวหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระเทวทัตทุ่มหินลงมา แต่ว่าหินนั้นไม่ถูกพระองค์ เพราะไปชนต้นไม้ 

สะเก็ดนิดหนึ่งมากระทบถูกพระชงฆ์ คือ หน้าแข้งของพระพุทธเจ้า เลือดไหลซิบๆ ออกมา หมอโกมาร

ภัจจ์ก็ทำยาไปปะแผลให้ยาที่ปะนั้นเป็นยาร้อน ก็คล้ายๆ กับ ทิงเจอร์ที่เราใช้กัน แต่ว่าใช้ใบไม้

ประเภทหนึ่ง เอามาพอกไว้ แล้วหมอก็กลับบ้าน หมอก็นอน ไม่หลับตลอดคืน มีความเป็นห่วง 

เพราะนึกในใจว่า ยาที่พอกนั้นเป็นยาที่ร้อน พระผู้มีพระภาคคงจะไม่ได้บรรทม เพราะความร้อนของยาที่

ผิวหนัง ตื่นแต่เช้ามืดมาเฝ้าดูพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็ถามไปด้วยอาการ ร้อนรนกระวนกระวายใจว่า 

“เมื่อคืนนี้พระองค์บรรทมหลับเป็นปกติหรือเปล่า” พระผู้มีพระภาคกลับตอบว่า “เราบรรทมหลับเป็นปกติ 

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” หมอก็บอกว่า “ข้าพระองค์นอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ เพราะมีความกังวลที่ยาปะแผลของ

พระองค์ว่ามันร้อน” พระผู้มีพระภาคกลับตรัสตอบแก่หมอนั้นว่า “ความร้อนทั้งหลายเราได้ดับมันหมด

แล้วที่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้ เวลานี้ความร้อนเหล่านั้นไม่มี ท่านจึงไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องมีความทุกข์ในเรื่อง

เกี่ยวกับความร้อนต่อไป” --> อันนี้เป็นเครื่องแสดงถึงด้านความสงบเย็นของจิตใจ ของพระผู้มีพระภาค

เจ้าว่า พระองค์ไม่มีความร้อน มีแต่ความสงบเย็น ความร้อนนั้นได้ดับไปตั้งแต่ วันตรัสรู้อนุตรสัมมา

สัมโพธิญาณที่ใต้ต้นโพธิ์แล้ว ต่อจากนั้นก็ไม่มีความร้อนอะไร จะนั่งอยู่ในที่ร้อนก็ไม่ร้อน จะนั่งอยู่ใน

ที่เย็นก็ ไม่เย็น จะอยู่ในที่ใดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจของท่าน


อันนี้เป็นเรื่องพิเศษที่จะเกิดมีเฉพาะบุคคล ที่มีจิตหลุดพ้นแล้ว

จากกิเลสทั้งปวง หรือพ้นแล้วจากการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัว

เรื่องตน ที่เราเรียกในภาษาธรรมะว่า “อัตตวาทุปาทาน” คือ

การยึดมั่นถือ มั่นในตัวฉัน ในของของฉัน ถ้ายังมีความยึดมั่นอยู่

ตราบใด ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ ความร้อนก็ยังมีอยู่ อะไรๆ ที่มันเกิด

ขึ้นตามธรรมชาติ มันก็มีอยู่กับผู้นั้น แต่ว่าถ้าถอนความยึดมั่นถือ

มั่นได้เมื่อใด สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มี มันมีของมันอยู่ตามธรรมชาติ

ไม่ใช่ว่า ไม่มี แต่ว่าจิตไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น

เช่นว่า ความร้อนทางกายก็มีอยู่ เจ็บปวดมันก็มีอยู่ แต่ว่าจิตไม่ปวดในเรื่องนั้น ไม่ได้เจ็บไปกับเรื่องนั้น 

ดูอาการมันเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นในใจ อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ... 

ปัญญานันทภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เราเป็นสุข เพราะเราทำ เราเป็นทุกข์ ก็เพราะเราทำอีกนั้นเอง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

มองตัวเราให้รู้ให้เห็นชัดตามความเป็นจริง

เขาเรียกว่า มองโลกให้ถูกต้อง

เราเชื่อว่าทั้งสิ่งทั้งหลาย มันเกิดขึ้นในตัวของเราเอง

เราเป็นผู้คิด เป็นผู้พูด เป็นผู้ทำสิ่งนั้นขึ้นมาเอง มันจึงเกิดเรื่อง

อย่างนี้ๆ แล้วเราจะไปแก้ตรงไหน ? แก้ที่ตัวเรา อย่าไปแก้ที่อื่น

คนเราเมื่อมองทุกข์ ต้องมองตัว ค้นหาสาเหตุที่ตัว

ให้ยึดหลักพระพุทธเจ้าว่า อะไรๆ ที่มันเกิดขึ้นที่ตัวเรา

ก็เพราะการคิดของตัวเรา การพูดของเรา และการกระทำ

ของเราเอง

ไม่มีสิ่งใดจะมาดลบัดดาลให้ใครเป็นสุข ไม่มีสิ่งใดมาดลบัดดาลให้ใครเป็นทุกข์ไปได้

เราเป็นสุข เพราะเราทำ เราเป็นทุกข์ ก็เพราะเราทำอีกนั้นเอง

พระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ)

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน


Dhamma together:รูปปาทานักขันโธ-รูปที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวทุกข์

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ทุกข์เพราะอะไร? เราก็ต้องเอามานั่งคิดพิจารณาว่ามันเป็นทุกข์เพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะ

อุปาทาน อุปาทาน นั้นหมายความว่า เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเรา

เป็นเขา ที่สำคัญก็คือนึกว่าเป็น "ตัวเรา" เป็น "ของเรา" ที่ท่านพุทธทาสพูดภาษาง่ายๆ

ว่าตัวกู-ของกู ใครฟังแล้วก็นึกว่าเป็นคำที่ค่อนข้าง จะเป็นชาวบ้านมากไปหน่อย แต่ว่าเป็นคำที่

ง่ายที่สุดว่า ตัวกู-ของกู คนเรามี“ตัวกู”ก่อน แล้วก็มี“ของกู”ขึ้นมา ในภาษาบาลีเรียกว่า อหังการ

มมังการ อหังการ คือ สำคัญว่าตัวมีตัวเป็น สำคัญว่าตัวเป็นก่อน แล้วก็สำคัญว่าตัวมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ คือ

มีตัวสำหรับรองรับแล้วมีอะไรเกิดขึ้น ตัวก็เข้าไปรับเอาสิ่งนั้น รับเอาว่าเป็นของฉันขึ้นมา อะไรก็เป็น

ของฉันไปหมด นี่เราคิดไปอย่างนั้น

ความคิดอย่างนั้นมันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์

เป็นอุปาทาน คือ สร้างตัวยึดถือ ความยึดถือนั้นเป็น

ตัวอุปาทาน ไม่ว่าเราจะไปยึดถืออะไร

ที่นั้นมันก็จะทำให้เราเกิดความทุกข์ขึ้นมา เช่น ยึดถือ

ในเรื่องปัจจัยเงินทองว่าเป็นของฉัน

มันก็เป็นทุกข์เพราะเงินนั้น รถของฉัน บ้านของฉัน

อะไรของฉัน มีมากมายหลายเรื่องหลายอย่างที่อยู่

รอบๆ ตัวเรานั้น ถ้าเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวฉัน

เป็นของฉันขึ้นมา ไอ้ตัวยึดถือนั่นแหละ

มันเป็นความทุกข์ขึ้นมา


เพราะเกิดความยึดถือว่าเป็นตัวฉันเป็นของฉันแล้ว ก็เกิดความหวงแหนในสิ่งนั้นไม่อยากให้สิ่งนั้น

เป็นอย่างอื่น อยากให้เป็นของเราเสียตลอดเวลา ถ้ามันเป็นอื่นไปเราก็เป็นทุกข์ เพราะเรายึดว่าเป็น

ของฉันมันก็เกิดความทุกข์ เคล็ดของความทุกข์มันอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่เราเข้าไปยึดมันถือมันในเรื่อง

นั้นๆ ให้สังเกตดูให้ดี สังเกตที่ใจของเรา ถ้าอะไรไม่ใช่ของเรา เราไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน

อะไร หรือเราไม่ได้ยึดถือว่าเป็นของเรา มันจะแตกจะหักจะเป็นอะไรไปเราก็เฉยๆ เพราะไม่ใช่

ของเรา แต่ถ้าหากว่าเป็น“ของเรา”ขึ้นมา เข็มสักเล่มหนึ่งเราก็ยังเป็นทุกข์เพราะเข็มเล่มนั้น

เพราะว่าเข็มเล่มนั้นเป็น“ของฉัน”เป็น“ของเรา”ขึ้นมา นี่แหละคือความยึดถือ ที่พระท่านสอนว่า...

รูปปาทานักขันโธ-รูปที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวทุกข์

ถ้ารูปเฉยๆ มันก็ไม่เป็นทุกข์แก่เรา แต่เป็นทุกข์ตามสภาพของมัน หมายความว่า มันทนอยู่ไม่ได้

ในสภาพอย่างเดียว มันต้องเปลี่ยนไปเพราะสิ่งทั้งหลายไม่เทียง มีความเปลี่ยนแปลง

มีความทุกข์โดยสภาพ ไม่มีอะไรที่เป็นเนื้อแท้ในตัวของมันเอง นั่นมันคือรูปเรื่องธรรมชาติมันเป็น

อย่างนั้นแต่ว่าคนเรามักจะหลงผิดเข้าใจผิดในเรื่องต่างๆไม่ได้คิดในแง่ว่ามันไม่เที่ยง ไม่ได้คิดใน

แง่ว่ามันเป็นทุกข์ ไม่ได้คิดในแง่ว่ามันเป็นอนัตตา แต่เราคิดว่ามันเที่ยง มันเป็นสุข มันเป็นตัวตน

เป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา แล้วเข้าไปยึดถือในสิ่งที่เป็นนั้น แล้วก็มีของอื่นเข้ามาประกอบทำให้

ความยึดถือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเรามีเพียงอย่างเดียวก็ยึดถือน้อย ถ้ามีมากความยึดถือมันก็มากขึ้น

ตลอดเวลา

ปัญญานันทภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน


Dhamma together:อยู่อย่างสดชื่น...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...


มนุษย์เรานี้มีข้อเสียประการหนึ่ง คือว่า ชอบเก็บทุกอย่าง วัตถุก็เก็บ อารมณ์ก็เก็บ มีอะไรผ่านมาก็เก็บใส่

กระเป๋าเสียเรื่อย เอาไปกองไว้เยอะแยะในที่ที่จะกองได้ ถ้ามีทางพอที่จะวางของได้ มันก็ค่อยมากขึ้น ๆ 

ถ้าเราเก็บไว้ด้วยอารมณ์หวงแหน เก็บไว้ด้วยความโลภ ความตระหนี่ อันนั้นมันก็เป็นกิเลสเกิดขึ้นในใจ 

ทำให้เป็นภาระ เป็นกังวลด้วยประการต่าง ๆ นิสัยของมนุษย์ก็ชอบเก็บอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้นจึงเก็บไปถึงอารมณ์ เรียกว่าเป็นสิ่งไม่มีตัวตนอะไร มันเป็นนามธรรม ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป 

แต่ว่าเราไม่ให้มันดับไป เอามาเก็บไว้ ทุกคนลองคิดดูว่า ในชีวิตของเรานี่เก็บอะไรไว้บ้าง เรื่องเก่าๆแก่ๆ 

ตั้งแต่ในสมัยก่อนๆ สมมติว่าในสมัยเป็นเด็กเรายังจำได้ว่า อะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ถ้าเพียงนึกแล้ว

หัวเราะ ตนเองก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าบางทีเรานึกแล้วก็เศร้าใจ น้อยใจในโชคชะตาของตนเอง ว่าเรานี้

เกิดมาไม่เหมือนเขา เขาสะดวกเขาสบาย เขามั่งมีก้าวหน้า แต่ว่าเรานี้ไปไม่รอด เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ

ขึ้นในตัวเอง ว่ามีสภาพเช่นนั้น อันนี้ก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์เพราะว่าไปเอาของเก่ามาดู มาดูไม่

ได้ดูด้วยปัญญา แต่ดูด้วยความหลงผิดความเข้าใจผิด จึงได้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนด้วยประการ

ต่างๆ คนบางคนมีอายุมากแล้ว แต่ยังคิดถึงความหลัง ซึ่งทำให้เศร้าเสียใจ ของเก่าที่ผ่านพ้นไปแล้ว 

แล้วเอามาคิดให้มันเป็นทุกข์นี่ไม่ดีแน่ อย่าคิดอย่างนั้น


 ถ้าเอามาคิดแต่เพียงเพื่อศึกษาเรื่องชีวิต เพื่อให้เห็นว่า ชีวิตเรานี่

มันผ่านอะไรมามากมาย ดีบ้างชั่วบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ได้บ้าง

เสียบ้าง ขึ้นและลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงป่านนี้แล้ว แล้วเราก็จะ

มองเห็นความจริงอันหนึ่งว่า บรรดาสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว มันก็

หายไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่กับเราอีกต่อไป มันกลายเป็น

ความหลัง ขอให้มันเป็นความหลังไปเสีย อย่าให้มันเป็นความหวัง

เลย แต่ถ้าเราปล่อยให้มันเป็นความหลังผ่านพ้นไปแล้ว ก็แล้วไป 

มันไม่มีเรื่อง แต่ถ้ามีความหวังอยู่แล้ว มันก็วุ่นวายสับสนด้วย

ประการต่างๆ นี่คือความยุ่งในชีวิตที่เป็นสันดานก็ว่าได้





เพราะเราเกิดมาก็ต้องมีการสะสมมาเรื่อยๆ เป็นทุกข์มาเรื่อยๆ ทีนี้เรามาศึกษาธรรมะ มารู้ความจริงว่า 

การเก็บอารมณ์ทั้งหลายไว้นั้นไม่ดี เราก็หัดปล่อยวางของเก่าไปแล้ว แล้วก็อย่าเอาของใหม่เข้ามาอีก 

ให้เหมือนกับคำสวดมนต์บทหนึ่งว่า

ภารา หเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้งห้า เป็นภาระหนักเน้อ 

ภาระหาโร จะ ปุคคะโล บุคคลนั่นแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป 

ภาราทานัง ทุกขัง โลเก การยึดถือของหนักไว้เป็นความทุกข์ในโลก 

ภาระ นิกเขปะนัง สุขัง การสลัดของหนักลงเสียได้เป็นความสุข 

นิกขิปิตวา คะรุง ภารัง พระอริยเจ้าสลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว 

อัญญัง ภารัง อนาทิยะ ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก 

สะมูลัง ตัณหัง อัพพุยหะ ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้ กระทั่งราก 

นิจฉาโต ปะรินิพพุโต เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ หมายความว่า จิตมันว่าง 

พอปล่อยวางอันเก่าแล้ว อย่าไปเอาอันใหม่เข้ามาอีก ให้จิตมันว่างจากความอยากในเรื่องนั้น เที่ยงแท้

ที่จะดับทุกข์ได้ คือถึงพระนิพพาน นี่คือการสอนให้ปล่อยวาง เพราะว่าคนเราไม่ชอบปล่อยวาง จึงเป็น

ทุกข์ ทีนี้หัดปล่อยหัดวางเสียบ้าง เรื่องอะไรที่มันกลุ้มอกกลุ้มใจ เอามาคิดแล้วมันไม่สบายใจวางๆเสีย

บ้าง อย่าคิดถึงสิ่งนั้น การที่จะไม่คิดถึงสิ่งนั้น ก็ต้องควบคุมจิตใจของเราไว้ เวลามันเกิดความคิดในเรื่อง

อะไร ซึ่งเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คิดแล้วมันกลุ้มทุกที เดือดร้อนทุกที น้ำตาไหลทุกที ก็พอรู้บ้าง 

มีประสบการณ์มาเยอะ พอสิ่งนั้นแวบเข้ามาก็ให้รู้ทัน แล้วก็ตะเพิดมันออกไป ไล่มันออกไป ด้วยการพูด

กับตัวเองว่า “เอาอีกแล้ว เอาอีกแล้ว จะโง่อีกแล้ว โง่ที่ไรแล้วยุ่งทุกที อย่าโง่เลย ปล่อยมันไปเถอะ” 

บอกกับตัวเองอย่างนั้น บอกอย่างนี้บ่อยๆ มันค่อยฉลาดขึ้น การปล่อยวางก็จะเกิดขึ้นในใจของเรา 

เพราะเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่วุ่นวายหนักหนา คอยดุคอยว่าตัวเองไว้ อย่างนี้เขาเรียกว่ากำหนดความคิด

ของเราไว้ในใจ เราก็สามารถจะเอาชนะสิ่งนั้นได้ ใครเกิดความทุกข์อะไรขึ้นในใจ ก็ใช้วิธีนี้ขับไล่มัน

ออกไป แต่ว่าขับมันออกไปแล้ว มันไปแล้ว เราก็ต้องคิดอีกหน่อย คิดว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ทำไมมัน

จึงได้เกิดอย่างนั้น สิ่งนั้นคืออะไร มันมีคุณมีค่าอะไรหนักหนาที่ทำให้เราต้องคิดต้องนึกถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ 

มองให้ดี พิจารณาให้รอบคอบ ให้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเที่ยงแท้ 

ไม่มีอะไรที่เรียว่าเป็นสุขสนุกสนาน ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นเนื้อแท้ในตัวมันเอง มันเป็นแต่เพียงอาศัย

อะไรๆ หลายอย่างปรุงแต่งรวมกันเข้า แล้วแสดงให้เราเห็นเป็นภาพมายาทั้งภายนอก ทั้งภายใน 

คล้ายกับว่า เราเห็นพยับแดด เวลาแดดร้อนจัด ตาลายไป มองเห็นเป็นภาพอะไรๆ พอเข้าใกล้มันหายไป 

หรือว่าภาพมายาประเภทต่างๆ ที่เราเห็นแล้วมันก็หายไปๆ เราก็เอามาบอกตัวเองว่า นี่มันเป็นเรื่องมายา

ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน ทำไมไปคิดให้มันวุ่นวายใจ บอกตัวเองอย่างนั้น สิ่งนั้นมันก็ค่อย

คลายเบาไปจากจิตใจเรา จะอยู่อย่างมีความสุข สดชื่นในชีวิตประจำวัน การอยู่อย่างสดชื่นนั่นแหละ คือ

การที่เราได้สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับชีวิต แต่การอยู่อย่างชนิดที่กลุ้มใจ มันไม่มีประโยชน์อะไร มันเป็นเรื่องให้

เกิดความวุ่นวายเปล่าๆ 

ธรรมะ โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เคล็ดที่เราควรจะรู้ไว้ในใจของเรา แล้วก็จะได้ไปแก้ปัญหาชีวิตของเราได้

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...


เด็กเกิดใหม่ๆ นี่คงจะไม่มีความยึดถืออะไร ให้สังเกตดูเด็กตัวน้อยๆ เราจะเห็นว่าเขาไม่ได้

ยึดถืออะไร ยังไม่มีความยึดมั่นในจิตใจ ยังไม่มีความรู้สึกอะไรมากนัก มีความต้องการก็น้อย

คือ ต้องการนม พอดื่มนมเสร็จแล้วก็หลับไปเท่านั้นเอง หลับแล้วก็ตื่นขึ้น ถ้าไม่หิวก็นอนเฉยๆ

ใครจะเข้ามาทำอะไรไม่มีอะไร นั่นคือสภาพเด็กอ่อน เราหัดทำตนเป็นเด็กอ่อนทางจิตใจเสีย

บ้างก็จะสบาย เด็กได้เปรียบผู้ใหญ่เพราะเด็กไม่มีความยึดมั่นในเรื่องอะไรต่างๆ เด็กยังไม่

ฉลาดในการที่จะยึด แต่ว่าเรานี่ฉลาดในการที่จะยึด แต่เป็นความฉลาดที่ไม่ได้เรื่อง

เพราะฉลาดในการที่จะยึดจะแบก เอามาไว้เป็นของตัวโดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เราหนักใจ

ทำให้เราเกิดความทุกข์ทางใจ เราไม่เข้าใจเราก็เข้าไปยึดสิ่งนั้นไว้ สำคัญว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา

ตลอดเวลา ไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวางในสิ่งเหล่านั้น เราก็แบกหนักอยู่เรื่อยไป



เหมือนกับคำที่พระท่านว่า

“ภาราหะเว ปัญจักขันธา - ขันธ์ห้า เป็นภาระอันหนักเน้อ”

หมายความว่า หนักเพราะเข้าไปแบก ถ้าเราไม่ไปแบก

มันก็ไม่หนักอะไร มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมันอย่างนั้น

มันเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ตามวิถีทางของธรรมชาติ ถ้าเรา

ไม่เข้าไปยึด มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราไม่ต้องเป็นทุกข์

กับสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อใดเราไปยึดถือว่าสิ่งนี้ที่เป็น

“ของฉัน”ขึ้นมา เราก็เป็นทุกข์เพราะความยึดถือนั้นด้วย

ตัวอุปาทาน ตัวศัพท์ธรรมะเรียก“อุปาทาน” แปลเป็น

ภาษาไทยว่า ยึดมันถือมั่น

หรือท่านใช้ศีพท์อีกคำหนึ่งว่า“อภินิเวส” เช่นในพระพุทธภาษิตที่ว่า

“สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ” “อะภินิเวสายะ” ก็หมายถึงว่าการยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน

เหมือนกับตัวอุปาทานนั่นแหละ แต่ว่าใช้ศัพท์อีกศัพท์หนึ่งว่า อะภินิเวสายะ แปลว่า เข้าไป

ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวฉัน เป็นของฉัน เมื่อเราเข้าไปยึดสิ่งใดว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา เป็น

ตัวฉันเป็นของฉัน จิตก็เป็นทุกข์ทันที เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น อันนี้เป็นเคล็ดที่เราควรจะรู้ไว้

ในใจของเรา แล้วก็จะได้ไปแก้ปัญหาชีวิตของเราได้ เวลาใดที่เราเป็นทุกข์ เราก็ต้อง

พิจารณาว่าที่ได้เกิดความทุกข์นี่เพราะอะไร เพราะเราไปยึดถือว่าเป็นของเรานั่นเองเป็น

ของฉัน ทรัพย์ของฉัน สามีของฉัน ภรรยาของฉัน บ้านของ ฉันรถของฉัน รวมไปถึงประเทศ

ของฉัน มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าใครไปยึดถืออย่างนั้นความทุกข์มันก็เพิ่มขึ้น

ปัญญานันทภิกขุ

Select your language