พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
ชีวิตจะสดชื่นรื่นเริงในเรื่องชีวิตนั้น ก็ควรจะเป็นความสดชื่นตามแบบผู้ประพฤติธรรม
ไม่ควรจะรื่นเริงตามแบบผู้คะนองในความสุขทางเนื้อหนัง หรือว่าในทางวัตถุมากเกินไป
เพราะว่าความสุขอันเกิดจากวัตถุนั้น มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งนั้น เช่นเวลาได้ก็ดีใจ
เวลาเสียก็มีความเสียใจ ก็สิ่งทั้งหลายนั้นมันไม่มั่นคงที่ถาวร ไม่ได้อยู่อยู่ในสภาพเดิมมัน
ตลอดเวลา แต่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรไปเมื่อใดก็ได้...
เรื่องได้กับเสียนี้มันเป็นสิ่งคู่กัน เดินทางกันมาด้วยกัน คล้ายกับการสลับฉากของสิ่งต่างๆ
เวลาหนึ่งมันเป็นเรื่องของการได้ แต่เวลาหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของการเสียไป ถ้าจิตใจเราไม่มี
หลักประจำแล้วเราก็ขึ้นๆ ลงๆ กับเรื่องได้เรื่องเสีย ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น การที่มีจิตขึ้นๆ ลงๆ
อยู่อย่างนั้น มันจะเป็นความสุขได้อย่างไร เป็นความสงบได้อย่างไร แต่เราควรจะได้มีการรู้เท่ารู้ทัน
ต่อสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นจึงต้องมาทำการศึกษาในเรื่องนั้นๆ เพื่อจะได้ต้อนรับสิ่ง
เหล่านั้นให้ถูกต้องตามเรื่องที่มันควรจะเป็น
|
การต้อนรับสิ่งเหล่านี้มันให้ถูกต้องนั้น คือเราจะต้องรับมัน ด้วยปัญญา ไม่ใช่รับด้วยความเขลา ถ้าเราไปรับเอาอะไรด้วย ความเขลา ก็เหมือนกับว่าเรากินผลไม้ทั้งเปลือก กินทุเรียน ทั้งเปลือกนี้ไม่ได้เรื่องแน่ เพราะว่าหนามทุเรียนจะทำปากเรา ให้เลือดไหลไปตามๆ กัน กินมังคุดทั้งเปลือกก็ไม่ได้ เมื่อสมัยเด็กๆ เคยกินมะม่วงสดๆ แล้วก็ไม่ต้องใช้มีด เลยก็เป็นแผลที่ริมฝีปากเพราะว่ายางมันเผาไหม้ นั่นคือ การกินทั้งเปลือกมันได้ทุกข์อย่างนั้น |
ในอารมณ์ทั้งหลายที่มันมากระทบเราก็เหมือนกัน เราต้องปอกสิ่งเหล่านั้นออกไป ไม่งุบไว้
ทั้งเปลือก แต่เราควรจะปอกมันด้วยปัญญา ให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรเปลี่ยนแปลงไป
ต้องรู้สภาพความจริงของเรื่องให้ถูกต้อง แล้วเราก็ไม่ต้องนั่งเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นๆ
ปัญญานันทภิกขุ
#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก
#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น