แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป.อ. ปยุตโต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป.อ. ปยุตโต แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:ปัญญา...สาระสำคัญที่ขาดไม่ได้

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

 

"พระพุทธศาสนาว่าไปแล้ว.....

สาระสำคัญในที่สุดก็มาอยู่ที่ปัญญา

บุญทั้งหลายในที่สุด ก็มาอยู่ที่ปัญญา

บุญทั้งหลายมาจบที่ปัญญา

การตรัสรู้ก็เป็นเครื่องบอกเรา

ที่ตรัสรู้นั้นคืออะไร ก็ตรัสรู้ด้วยปัญญา..."

 

พระพรหมคุณาภรณ์ 

(ป.อ.ปยุตฺโต)

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

 #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:มีศรัทธาเพื่อพัฒนาศักยภาพของตน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ศรัทธาที่ลึกซึ้งนี้ มักเป็นศรัทธาทางศาสนา 

ศรัทธาในสิ่งที่สูง ที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวในจิตใจ 

ซึ่งไม่ว่าเราจะทำอะไรในภายนอก 

จะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ตาม ทำงานอะไรก็ตาม 

เราก็มีศรัทธาที่ลึกอยู่ในใจเป็นฐานอันแน่นแฟ้น 

เป็นความเชื่อในสิ่งที่สูงสุด สิ่งที่เป็นเครื่องเชิดชูกำลังใจว่า 

ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรก็ตาม 

เราก็มีสิ่งที่เราเคารพนับถือ บูชา เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรารู้ 

แม้ว่าจิตใจของเราจะอยู่ในยามที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องพัวพัน 

เมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้แล้วเราก็มีความสบายใจ ไม่อ้างว้าง ไม่เลื่อนลอยไร้ความหมาย เช่น 

ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา มีความเชื่อความเคารพในพระรัตนตรัย คำว่ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา 

ก็หมายถึงว่า มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ 

ศรัทธาในพระพุทธเจ้า หมายความว่า เราเห็นว่ามีบุคคลที่มีชีวิตที่ดีที่สุดเป็นตัวอย่าง 

เป็นแบบอย่างของการที่ได้เข้าถึงความจริง 

เข้าถึงความสมบูรณ์แห่งศักยภาพของความเป็นมนุษย์ 

เป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษย์เราทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนได้ จนเข้าถึงความรู้และความดีงาม 

มีปัญญาและคุณธรรมสูงสุด แต่จะต้องเพียรพยายามเข้มแข็งในการพัฒนาศักยภาพของตน 

เรามีความเชื่อและมั่นใจอย่างนี้ แล้วก็มีกำลังใจ ในเวลาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้ยุ่งกับภารกิจการงาน

อย่างอื่น จิตใจก็จะได้มาผูกพันอยู่กับความรู้สึกนี้ อันนี้ก็เป็นหลักอย่างหนึ่งในทางจิตใจ 

ซึ่งทำให้จิตใจไม่ว้าเหว่ 

 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)

https://www.watnyanaves.net/th/book-reading/137/4

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:ภาษาเพลง...ภาษาธรรม...ในเรื่องของการอยู่คนเดียว...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

คนที่มีศรัทธา ท่านบอกว่าเหมือนมีเพื่อนใจ 

เพื่อนที่อยู่ในใจ ทำให้ใจไม่เหงาไม่ว้าเหว่ 

ในทางพุทธศาสนาบอกว่า ศรัทธาเป็นเพื่อนประจำใจของตัวเอง 

ไม่ว่าเราจะมีเพื่อนภายนอกหรือไม่มีเพื่อนก็ตาม 

ถ้ามีศรัทธาแล้วก็เท่ากับ มีเพื่อนอยู่ในใจ

ที่ช่วยให้จิตใจแช่มชื่น มีกำลังเสมอ ไม่ว้าเหว่

คนที่มีศรัทธา แม้จะอยู่ตัวคนเดียวใจก็ไม่เหงา ไม่ว้าเหว่

คนที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีหลักยึดเหนี่ยว จิตใจต้องมีเพื่อน

ข้างนอก เวลาไม่มีเพื่อนข้างนอกแล้วใจเหงา ใจว้าเหว่ 

แต่คนมีศรัทธานี่ เรียกว่า มีเพื่อนใจอยู่ได้..

      พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)

https://www.watnyanaves.net/th/book-reading/137/4

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

มาอยู่คนเดียวด้วยกันดีกว่า...

Dhamma together:สังคมไทยจะเจริญงอกงาม มั่นคง ไม่เสื่อมล่มสลาย ถ้าคนไทยช่วยกันยกย่องเชิดชูคนดี

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 


การเชิดชูชีวิตที่ดีงาม นิยมยกย่องคนดี และแม้แต่การชื่นชม

การทำความดีของบุคคล เป็นหน้าที่ของสังคม หรือพูดให้ใกล้

ตัวเข้ามาว่า เป็นหน้าที่ของทุกคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

ในทางธรรม ท่านย้ำนักให้ยกย่องเชิดชูคนดี จึงมีคาถาที่

ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชีวิตและสังคมว่า

"ปูชา จ ปูชะนียานํ เอตมฺมฺงคลมุตฺตมํ"

แปลว่า การบูชาบุคคลที่ควรบูชา นี้เป็นมงคลอันอุดม

หรือพูดเป็นภาษาไทยที่ง่ายว่า

"การยกย่องเชิดชูคนดี เป็นที่มาของความสุขความเจริญ"

เรื่องที่ถือว่าการยกย่องคนดีมีคุณค่าสูงแก่สังคมและชื่นชมการทำความดีของคนนี้ พระพุทธศาสนา

ให้ความสำคัญมากเพียงไร ดูพุทธพจน์อีกสัก ๒ บทก็พอ ขอยกมาให้อ่านเป็นตัวอย่างดังนี้

ผู้หวังบุญ จะพึงประกอบพิธีเซ่นสรวงบูชาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามในโลก ตลอดเวลาทั้งปี พิธีเซ่น

สรวงบูชานั้นแม้ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็มีค่าไม่ถึง ๑ ใน ๔ ส่วนของการน้อมอภิวาทแก่ท่านผู้ดำเนินชีวิต

ตรง การน้อมนบนั้นแลประเสริฐกว่า ถึงแม้ใครจะประกอบพิธีเซ่นสรวงบูชาเป็นประจำอย่าง

สม่ำเสมอทุกเดือน ด้วยทรัพย์ครั้งละพัน ติดต่อกันตลอดเวลาร้อยปี พิธีบูชานั้นก็ไม่ประเสริฐอะไร

ส่วนผู้ใดพึงบูชาบุคคล ฝึกอบรมตนแล้วสักคนหนึ่ง แม้เพียงชั่วครูขณะเดียว การบูชานั้นแล

ประเสริฐกว่า พิธีบูชาตั้งร้อยปีจะมีคุณค่าอะไร สังคมไทยจะเจริญงอกงาม มั่นคง ไม่เสื่อมล่มสลาย

ถ้าคนไทยช่วยกันยกย่องเชิดชูคนดี มิใช่เชิดชูยกย่องคนเพียงที่ความมั่งมียิ่งใหญ่ ชะตากรรมของ

สังคมไทยจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่คนไทย จะบูชาทรัพย์ กาม หรือบูชาธรรมและกรรมที่สร้างสรรค์

ป. อ. ปยุตฺโต ‪

#‎ศีลธรรมกลับมาเถิด‬

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เอาชีวิตที่ตั้งอยู่นี้ เอามาทำความดี ต่อตนเองและผู้อื่น

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

พระพุทธองค์อุปมาว่าการใช้ชีวิต

เปรียบเสมือนว่าตัวเราเปนช่างร้อยดอกไม้

คือเก็บเอาดอกไม้ สีและชนิดต่างๆ จากกองดอกไม้กองใหญ่

มาเรียงร้อยเปนมาลัยบ้าง เปนพานหรืออยู่ในแจกัน

ทำให้มีรูปทรงและสีสันสวยงามได้ต่างๆกัน

เป็นคติที่มองชีวิตเปนที่ประชุมของส่วนประกอบ

(ไม่มีตัวตนที่แท้จริง)ทางพระเรียก -ขันธ์ 5

(รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ)

เป็นส่วนที่เปนรูปกาย (รูปธรรม)และจิตใจ(นามธรรม)อีก4อย่าง

จำนวนมากมากองรวมกันอยู่

 

ที่นี้เราเอาชีวิตที่ตั้งอยู่นี้ เอามาทำความดี ทำประโยชน์ ต่อตนเองและผู้อื่น คล้ายเอาดอกไม้มาจัด

ให้สวยงาม เราจะเห็นว่าถ้าเรามีจุดหมายในชีวิต และตั้งใจให้บรรลุถึงจุดหมาย แน่นอน แน่วแน่ใน

การทำความดี สามารถใช้ชีวิตเล็กๆ ยาววาหนาคืบ ทำสิ่งดีงามได้มากมาย สร้างสังคม ชุมชน

ประเทศชาติ อันเปนความดีงามได้มากมายมหาศาล....

ป.อ.ปยุตฺโต

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:รู้จักปฏิบัติให้ถูกต้องต่อเรื่องความใหม่และความเก่า

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

การที่จะมีความสุขที่แท้จริงนั้น มิใช่อยู่ที่การปรารถนาแล้ว

ได้สมปรารถนาทุกอย่าง หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่อยู่ที่ว่า เราทำ

อย่างไรจะรู้จักว่าสมควรแก่ความปรารถนาของเราแล้ว ทำให้อยู่

ได้เป็นสุข ทำจิตใจของเราให้เป็นสุขได้ อันนั้นก็จะทำให้ได้

ความสุขที่แท้จริง ความสุขแท้มิใช่อยู่ที่การสนองความปรารถนา

เรื่อยไป ที่ไม่จบสิ้น ...มนุษย์ปรารถนาสิ่งใหม่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ

ก็จะต้องรู้จักปฏิบัติให้ถูกต้องต่อเรื่องความใหม่และความเก่า

ความใหม่บางทีเราก็ไม่อาจจะได้เรื่อยไป 

ยกตัวอย่างง่ายๆ ร่างกายของเรา เราไม่สามารถจะให้เป็นร่างกายที่ใหม่ได้ตลอดกาล เมื่อวันเวลา

ล่วงผ่าน มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ... ทีนี้ ถ้าเราปรับใจไม่ได้ เราต้องการแต่ความใหม่เรื่อยไป

ก็เกิดอาการขัดแย้งกับความปรารถนา เพราะคนเราไม่อาจจะได้ใหม่เรื่อยไป แต่จะต้องเจอกับ

เก่าด้วย เพราะมีสิ่งที่จำเป็นจะต้องเก่า และสิ่งใหม่ที่มี ก็ต้องกลายเป็นเก่า...

หนังสือ : สุขสดใส ใหม่ทุกเวลา

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) พิมพ์ครั้งที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๔ หน้า ๒๔

สามารถอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watnyanaves.net/th/book_detail/569

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:“ตัณหา” กับ “ฉันทะ”

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

“ตัณหา” กับ “ฉันทะ”

“ความอยาก ความปรารถนา มี 2 อย่าง(ม.อ. ๑/๔๕) คือ

๑. ตณฺหาปตฺถนา ความปรารถนาที่เป็น ตัณหา (อยากเอา,ต้องการเสพ)

๒. ฉนฺทปตฺถนา ความปรารถนาที่เป็น ฉันทะ (อยากดี,ต้องการทำดี,ทำให้ดี)

ความปรารถนา หรือ ความอยากแบบตัณหานั้น ท่านไม่หนุน แต่ปรารถนาหรืออยากแบบฉันทะ

พระพุทธเจ้าตรัสให้เราเอาจริงเอาจัง ให้อยากทำความดีงาม จนกระทั่งปรารถนานิพพาน

ดูพุทธพจน์สักแห่ง (ม.มู.๑๒/๓๙๑/๔๒๑)ที่ตรัสว่า...“ปามุชฺชพหุลา โหถ เขมํ ปตฺเถถ ภิกฺขโว”

ตัณหาเกิดที่ไหน ควรละเสียที่นั่น ส่วนฉันทะท่านก็ให้ละ

แต่ละด้วยการทำให้สำเร็จตามฉันทะนั้น

คือ ละด้วยการทำตามฉันทะนั้นจนสำเร็จผล ทำให้ฉันทะนั้นหมด

ไปเอง ไม่ต้องมีฉันทะนั้นอีกต่อไป พูดอีกอย่างหนึ่งว่า

ตัณหา เป็นความต้องการชนิดที่ว่า เมื่อมันเกิดขึ้นมา เราก็ละด้วย

การสลัดทิ้งไปเสียเลยของสังคม คนอื่นจะต้องมารับช่วงทํากัน

ต่อไป พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ตัณหา เป็นความต้องการชนิดที่ว่า

เมื่อมันเกิดขึ้นมา เราก็ละด้วยการสลัดทิ้งไปเสียเลย ไม่ต้องเก็บ

เอาไว้ใช้อะไรต่อไป ส่วน ฉันทะ เป็นความต้องการชนิดที่ควร

ทำตาม จนสำเร็จหมดความต้องการนั้นไปเอง

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )

จากธรรมบรรยาย “ตามพระใหม่ ไปเรียนธรรม”

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ละเมิดกติกา ละเมิดความเป็นธรรม ต้องหยุด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

เมื่อใดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ไปส่งผลกระทบเสียหายต่อ

ธรรมคือ ทำให้เสียหลักการแห่งความเป็นจริง ความถูกต้อง

ดีงาม ความสมตามเหตุผล ความชอบธรรม ความเป็นธรรม

เช่น ผิดกฎหมายหรือกติกาสังคม เราต้องหยุดช่วยเหลือ

เพื่อให้เขารับผิดชอบต่อธรรม นี่คืออุเบกขา เพราะฉะนั้น

อุเบกขาจึงเป็นตัวคุมหมด ทำให้สามข้อแรกมีขอบเขต

เมตตา กรุณา มุทิตา จะเลยขอบเขตไม่ได้ เมื่อช่วยกันไป

ถ้าจะละเมิดหลักการ ละเมิดกติกา ละเมิดความเป็นธรรมต้องหยุด เราเลยแปล "อุเบกขา" ว่า เฉย

หมายความว่าเฉย ต่อคนนั้น ไม่ช่วย (ในทางที่ผิด) ในภาษาบาลีท่านอธิบายว่า ไม่ขวนขวาย

(ที่จะช่วย) เหมือนกับบอกว่าฉันไม่เอากะคุณละนะ

เราช่วยเหลือกันตลอดเวลา โดยมีเมตตา กรุณา มุทิตา

แต่ถ้าจะทำให้เสียหลักการ เสียความเป็นธรรมฉันต้องหยุด ฉันไม่เอากับคุณแล้วนะ กฎต้องเป็นกฎ

ตรงนี้เรียกว่าอุเบกขา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )


#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ถ้าไม่มีหลักในการควบคุมความต้องการ ความต้องการนั้นก็จะไม่มีที่สิ้นสุด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

อยากได้ใหม่ ก็ต้องการเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด แต่การที่จะได้พบ

ได้เห็นสิ่งใหม่นี้ บางทีก็เกี่ยวกับเรื่องความต้องการ ซึ่งทำให้เรา

มีความอยากได้สิ่งต่างๆ เพิ่มเข้ามา การที่ต้องการสิ่งใหม่ๆ

เข้ามานี้ ถ้าไม่รู้จักใช้สติ ไม่รู้จักใช้ธรรมะเข้ามาควบคุม ก็จะ

กลายเป็นความต้องการที่ทางพระท่านเรียกว่า “ตัณหา”

ตัณหาเป็นความปรารถนา ซึ่งมีลักษณะอย่างหนึ่งคือ แสวงหา

ความยินดีพอใจในสิ่งใหม่ๆ เรื่อยไป พอได้พบสิ่งนี้แล้ว สิ่งนี้ก็

กลายเป็นสิ่งเก่า แล้วก็แสวงหาสิ่งใหม่ๆ อย่างอื่นต่อไปอีก ไม่รู้

จบสิ้น

ถ้าไม่มีหลักในการควบคุมความต้องการ ความต้องการนั้นก็จะไม่มีที่สิ้นสุด 

เข้าลักษณะที่ทางพระบอกไว้ว่า

 “นตฺถิ ตณฺหาสมา นที” 

แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี

หนังสือ : สุขสดใส ใหม่ทุกเวลา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ความสุขทางปัญญา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

ความสุขแบ่งเป็นหลายระดับ คือ ความสุขทางพฤติกรรม

ความสุขทางจิตใจ และความสุขทางปัญญา คนไทยที่เป็นนักเสพ

เห็นแก่บริโภค ก็จะได้เพียงความสุขทางพฤติกรรมที่อ่อนแอ

ที่ง่ายๆ สะดวก พอเจออะไรยากก็เบื่อหน่าย ท้อใจ ถ้าไม่หันไป

พึ่งยาอี ยาบ้า หรือหาเครื่องกล่อมใจในผับในบาร์ หรือเลยไป

หาความสุขทางจิตใจ โดยการนั่งสมาธิแบบหนีโลก 

กลายเป็นฤๅษีสมัยใหม่ หรือโยคีธุรกิจ เวลานี้มีการใช้สมาธิ

อย่างไม่ถูกต้อง คือ ใช้สมาธิแบบเป็นยากล่อมกันมาก

พระพุทธศาสนาสอนให้ก้าวไปถึงความสุขทางปัญญา ซึ่งเป็นความสุขอย่างอิสระ ที่จะเป็นฐานของ

ความสุขทางพฤติกรรม และความสุขทางจิตใจอย่างแท้จริง

ป. อ. ปยุตฺโต

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เจอทุกข์ยิ่งได้ธรรม เจอปัญหายิ่งได้ปัญญา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...




“โลกธรรม” คือ สิ่งที่มีประจำโลก ซึ่งเข้ามาผจญกับคนทุกคน มี ๘ ประการ กล่าวคือ

มีลาภ เสื่อมลาภ หรือ ได้ กับ เสีย 

มียศ เสื่อมยศ 

นินทา สรรเสริญ 

พบสุข เจอทุกข์






สิ่งเหล่านี้ ท่านเรียกว่าโลกธรรม ซึ่งมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ 

แล้วดับไป มีความเปลี่ยนแปลงไป ไม่แน่นอนคนเรา 

เมื่อประสบโลกธรรมฝ่ายดี ที่น่าปรารถนา คือได้ลาภ ได้ยศ 

ได้สรรเสริญ ได้ความสุข ก็มักจะฟู หรือพอง โดยจะมี 

ความร่าเริง ลิงโลด ดีใจ แม้กระทั่งเผยอหยิ่ง แต่เวลาประสบ

โลกธรรมฝ่ายร้าย ที่เป็นการสูญเสีย คือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ 

ถูกนินทา และประสบทุกข์ ก็จะมีอาการที่ทางพระเรียกว่า

แฟบ หรือยุบ คือหดหู่ ท้อแท้ ถดถอย เศร้าโศกเสียใจ 

มีความขุ่นมัว พูดให้เป็นภาพว่า แฟบฟุบ และยุบเหี่ยว 

สภาพเช่นนี้ เป็นข้อพิสูจน์สภาพจิตใจของคนเรา ถ้าได้แค่ฟูฟุบยุบพองตามโลกธรรมอย่างที่ว่ามานี้ 

ก็เป็นเพียงปุถุชนที่ยังอ่อนปัญญา ไม่ใช่เป็นอารยชน และการที่เรามีทรัพย์ภายนอกนั้น จะไม่ช่วย 

ถ้าเราไม่พัฒนาให้เกิดทรัพย์ภายในขึ้นมานำใจ ส่วนคนที่มีทรัพย์ภายใน เมื่อมาเผชิญกับโลกธรรม 

เจอความผันผวนปรวนแปรเข้า ก็จะวางจิตวางใจของตนได้ถูกต้อง ประคับประคองชีวิตให้ผ่านพ้น

ความผันผวนไปด้วยดีนอกจากนั้น ยังสามารถได้ประโยชน์จากโลกธรรมเหล่านี้ด้วย ได้ประโยชน์

อย่างไร คนที่มีทรัพย์ภายใน มีความรู้ มีความดีงาม วางจิตใจถูกต้องแล้ว จะได้ประโยชน์ ทั้งจาก 

โลกธรรมฝ่ายร้าย และโลกธรรมฝ่ายดี โลกธรรมฝ่ายเสื่อม ที่เป็นความสูญเสียอย่างที่กล่าวแล้ว คือ

ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และความทุกข์นั้น คนทั่วไป เมื่อประสบแล้ว ย่อมมีความเศร้าโศก

เสียใจ อันเป็นธรรมดาของปุถุชน แต่คนที่เรียนรู้ธรรมดีแล้ว จะพัฒนาจิตใจของตนเองให้ปฏิบัติ

ต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง และกลับได้ประโยชน์ ได้ประโยชน์อย่างไร ก็คือ มองว่า การสูญเสีย 

หรือเคราะห์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้น เป็นบทพิสูจน์ เป็นบททดสอบความเข้มแข็งของเรา 

และเป็นเครื่องฝึกฝนพัฒนาตัวของเราด้วย คนเราที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ย่อมต้องเผชิญทั้งปัญหา 

และผลสมปรารถนา ที่เป็นความดีงาม ความรุ่งเรือง และความสำเร็จต่างๆ เมื่อประสบความสำเร็จนั้น 

ไม่เป็นไร ก็ดีใจ แต่เมื่อประสบปัญหาอุปสรรค ถ้าเราเสียใจ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร และยังเป็นการ

ทำร้ายตัวเราเองอีกด้วย อารยชนรู้ตระหนักว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ก็คือคนที่สามารถ

แก้ปัญหาได้ และพัฒนาตนเองด้วยการใช้สติปัญญาความสามารถในการแก้ปัญหา เมื่อเคราะห์

เกิดขึ้น เมื่อปัญหาเกิดขึ้น จึงเป็นบททดสอบตัวเอง ทดสอบความสามารถ และเป็นดังเวทีที่

ฝึกฝนตนให้พัฒนา คนที่มีสติปัญญา มีธรรม ก็ไม่ท้อถอย เมื่อเผชิญความทุกข์ เกิดความสูญเสีย

ขึ้นมา ก็ถือเป็นบททดสอบความเข้มแข็งมั่นคงและฝึกที่จะใช้ความสามารถพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น 

เท่ากับเป็นโอกาส ทั้งนี้เพราะคนเรานั้น ถ้าไม่มีโอกาสได้ผ่านอุปสรรคและการทดสอบหรือปัญหา 

ก็จะไม่มีความเข้มแข็ง สติปัญญาความสามารถ เมื่อไม่ได้ใช้ ก็จะไม่ได้พัฒนา แต่เมื่อพบอุปสรรค 

พบปัญหาแล้ว ก็สามารถพัฒนาตนเองให้เข้มแข็ง เพราะฉะนั้น อุปสรรคและปัญหา ตลอดจน

ความทุกข์ต่างๆ นี้ จึงเป็นโอกาส เท่ากับว่าเป็นโชค คือเป็นโอกาสที่เราจะได้พัฒนาความสามารถ

ของตนเอง อย่างน้อยก็ได้ทดสอบตัวเอง และถ้าเราผ่านไปได้ ชีวิตของเราก็จะยิ่งเจริญงอกงาม 

ทีนี้ ในทางที่ตรงข้าม เมื่อประสบโลกธรรมที่เป็นฝ่ายดีงาม ที่น่าปรารถนา คนที่ไม่ได้พัฒนาตัวเอง 

ไม่รู้ธรรม ก็หลงใหลไปตามสิ่งเหล่านั้น มัวเมา บางที มัวแต่ลุ่มหลงมัวเมาในการได้ และในความเจริญ

งอกงามเหล่านั้น สิ่งที่น่าปรารถนาเหล่านั้น สิ่งที่เป็นความเจริญรุ่งเรืองนั้น กลับกลายเป็นโทษต่อ

ตัวเอง เพราะความหลงใหลมัวเมานั้น ทำให้ชีวิตตกต่ำลง หรือกลับใช้ทรัพย์ ยศ อำนาจในการ

เบียดเบียนข่มขู่ ตลอดจนดูถูกดูแคลนผู้อื่น เป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วก็ผ่านไป 

เมื่อความรุ่งเรืองเจริญงอกงามผ่านไปแล้ว ชีวิตของตนก็จะไม่มีสิ่งที่จะมาช่วยพยุงไว้ ก็จะมีความ

ตกต่ำมาก เมื่อเสียแล้ว ก็สูญสิ้นทั้งหมด ส่วนคนที่รู้ธรรมแล้ว มีทรัพย์ภายใน เมื่อพบกับความได้ 

ความเจริญงอกงาม ความรุ่งเรือง ความสำเร็จ ก็จะถือเป็นโอกาสว่า ตนเองได้ช่องทางในการที่จะ

สร้างสรรค์ความดียิ่งๆ ขึ้นไป เรามีทรัพย์ ก็ใช้ทรัพย์เพื่อทำความดียิ่งขึ้นไป เรามีอำนาจก็ใช้เป็นช่อง

ทางในการทำความดี สร้างไมตรี สร้างประโยชน์ไว้แก่ผู้คนทั้งหลาย แม้ในกาลข้างหน้า 

ถ้ามีเหตุเป็นไป ตนเองตกต่ำ ก็ไม่เป็นไร เพราะได้ทำความดีไว้แล้ว ความเจริญที่เกิดขึ้น 

เราได้ใช้ประโยชน์ไปแล้ว และเหลือทิ้งความดีและประโยชน์นั้นไว้ นอกจากนั้นก็มักให้มีคนที่

จะมาช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นอันว่า ไม่ว่าโลกธรรมฝ่ายดีหรือฝ่ายร้ายก็ตาม ถ้าเกิดแก่คนที่ไม่รู้ธรรม

แล้วเป็นโทษได้ทั้งสิ้น แต่โลกธรรมที่เป็นความผันผวนในชีวิตเดียวกันนั้น ไม่ว่าดีหรือว่าร้าย 

ถ้าเกิดแก่ผู้ที่มีปัญญา เป็นคนมีธรรมแล้ว ก็กลายเป็นดีทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนา 

ท่านจึงไม่กลัวความทุกข์ ทุกข์สุขเกิดขึ้น ถ้าปฏิบัติต่อมันให้ถูก เรามีแต่ได้อย่างเดียว พระภิกษุและ

ภิกษุณีในพระพุทธศาสนา บรรลุธรรมเพราะความทุกข์นั้น มีมากมาย คนเรา ถ้ารู้จักปฏิบัติให้ถูกต้อง 

ความทุกข์อาจจะทำให้เราถึงกับบรรลุพระนิพพานก็ได้ เพราะฉะนั้น จะได้หรือจะเสีย จึงอยู่ที่ว่าเรา

ปฏิบัติได้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง ก็เพราะเหตุที่มีทรัพย์ภายใน คนที่มีทรัพย์ภายใน

ดังที่กล่าวมา คือมีธรรมแล้ว จัดว่าเป็นอารยชน จะปฏิบัติต่อทรัพย์ภายนอกได้ถูกต้องด้วย การปฏิบัติ

ต่อโลกธรรมถูกต้อง ท่านถือว่าเป็นมงคลอันสูงสุด เป็นชัยชนะอันสูงสุด ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ใน

มงคลสูตรว่า 

ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ     จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ         เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ 

แปลความว่า

"ผู้ใดถูกโลกธรรมกระทบแล้ว มีจิตใจไม่หวั่นไหว ไร้ธุลีมลทิน มีความผ่องใส

อยู่ได้ เป็นจิตเกษมปลอดโปร่ง นั่นคือมงคลอันสูงสุด เป็นชัยชนะอันสูงสุด” 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) 

ที่มา : พระธรรมเทศนา (อธิบายคาถาใน ขุ.เถรี.๒๖/๔๗๑/๔๘๗ ซึ่งแปลว่า 

“เงินทองจะช่วยให้กิเลสหมดสิ้นไป ก็หาไม่”) อุทิศ คุณน้ำทอง และ น.ส. เอิบสิริ คุณวิศาล 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) 

แสดง ณ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๘ พิมพ์แจกเป็น ธรรมทาน ในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๙

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน 

#ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง 

#ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:ทำความใหม่ให้เกิดขึ้น....ตลอดเวลา....อยู่เสมอ....

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...









ถ้าเรามีความรู้สึกหดหู่ ใจคอไม่สบาย จิตใจว้าเหว่หงอยเหงา ก็เป็น

ลักษณะของจิตใจที่เก่า ถ้าเป็น จิตใจที่สดชื่น เบิกบานผ่องใส 

อันนี้ก็คือจิตใจที่ใหม่ ถ้ารู้หลักนี้แล้ว เราก็ทำความใหม่ให้เกิดขึ้นได้

เสมอ คือทำใจของเราให้ใหม่อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งหลายจะ

เก่าก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก ถ้าเรารู้จักทำใจ ของเราให้ใหม่อยู่เสมอ 

แม้แต่การที่เรามากำหนดกันว่า ให้มีปีใหม่ ทั้งๆที่วัน เดือน ปี 

ก็หมุนเวียนอยู่ ธรรมดาอย่างนั้น มันก็เป็นอุบายอย่างหนึ่งของ

ชาวโลก ที่จะทำจิตใจของตนให้เบิกบานผ่องใส มีความ ร่าเริง 

 

เมื่อมองลึกลงไปก็จะเห็นว่า ที่ชาวโลกเขามีความเบิกบานผ่องใสสดชื่นนั้น เป็นด้วยอะไร ก็เป็น 

ด้วยจิตใจของเขานี่เอง ไม่ใช่เป็นเพราะวันเก่าวันใหม่อะไรจริงเลย  จิตใจใหม่สดใส เพราะมี

ธรรมค้ำชู อยู่ข้างใน ความใหม่ที่เป็นของประณีตก็คือ เวลาขึ้นปีใหม่ ซึ่งเป็นวันที่เรากำหนดกันว่า 

เป็นสิริมงคลนั้น คนมาแสดงความรักความปรารถนาดีต่อกัน มีไมตรีจิตมิตรภาพ อย่างพ่อแม่ก็

แสดงเมตตาต่อลูก คนทั้งหลายก็ไปแสดงความเคารพนับถือกัน ส่งความสุขให้แก่กันในปีใหม่ 

ส่งบัตรอวยพร แสดงความปรารถนาดี คนที่รับก็มีความสุขสดชื่นขึ้นมาจากไมตรีจิตมิตรภาพ

ความปรารถนาดีของผู้อื่น

ทั้งหมดนี้แสดงว่า

ความใหม่ที่มีผลต่อจิตใจอย่างแท้จริง ก็เป็นเรื่องของธรรมะนั่นเอง ความรักความปรารถนาดีต่อกัน

หรือไมตรีจิตมิตรภาพนั้นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ธรรมะทำให้จิตใจสดชื่นเบิกบานผ่องใส แล้ว

ความใหม่ก็เกิดขึ้นผู้ที่รู้เข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องรอวันเวลาที่เป็นเรื่องสมมติในทางโลกมาช่วย

ให้เกิดความใหม่ แต่สามารถเอาธรรมะมาใช้ทำจิตใจของตนให้ใหม่ได้เสมอไปตลอดกาล เมื่อรู้

หลักอย่างนี้แล้ว ก็ปฏิบัติธรรมเช่น เมตตา(ความรักความปรารถนาดี) ศรัทธา(ความเชื่อ

ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย) ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในจิตใจเมื่อไร ก็มีความสดชื่นเบิกบานเมื่อนั้น 

แล้วก็จะมีความใหม่อยู่เสมอ  ใหม่แท้คือธรรม ที่พ้นเก่าพ้นใหม่ เป็นอมตะที่ใหม่แท้ตลอดไป 

ธรรมะที่ว่าใหม่อยู่เสมอนั้น ว่าที่จริงแล้วคือไม่ขึ้นต่อกาลเวลานั่นเอง ความจริงนั้นธรรมะไม่มีเก่า

ไม่มีใหม่ เป็นของที่คงอยู่อย่างเดิมตลอดเวลา มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา ราชรถที่ตกแต่งประดับประดาอย่างดี ก็ยังมีวันเก่าคร่ำคร่าไป

แต่ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ ธรรมะของสัตบุรุษทั้งหลายไม่แก่ชราเลย ธรรมะคือหลักความจริง

ความจริงเป็นสิ่งคงที่ เป็นสิ่งที่ไม่ตาย ไม่รู้จักเก่า และเมื่อไม่เก่า ก็ไม่ใหม่ด้วย เป็นความจริงอยู่

อย่างนั้น ความดีงามก็เช่นเดียวกัน เราประพฤติเมื่อใด ก็เป็นความดีงามเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น 

ธรรมะนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีเก่า-ไม่มีใหม่ เป็นความจริงที่ดำรงอยู่ตลอดไป เราทั้งหลายที่ต้องการให้ตน

พ้นจากการครอบงำของกาลเวลาที่ว่าจะเก่าจะใหม่นั้น ก็นำเอาธรรมะเข้ามาไว้ในจิตใจของตน 

ประพฤติปฏิบัติตามธรรมะแล้ว ก็จะไม่มีความใหม่ความเก่า แต่จะกลายเป็นอมตะ กลายเป็น

ไม่ตาย  ชีวิตของเราก็จะไม่ตาย ด้วยรู้เท่าทัน สิ่งทั้งหลาย เหมือนคนที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่มี

ความเก่าไม่มีความใหม่ กาลเวลาไม่สามารถครอบงำ จิตใจของเขาได้ จิตใจของเขาเป็นอิสระ

หลุดพ้น เพราะปราศจากกิเลส เพราะปราศจากความครอบงำของกาลเวลา ดังที่กล่าวมาแล้ว 

เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย สามารถถือเอาประโยชน์จากเรื่องความเก่าความใหม่ของ

กาลเวลาได้ ทั้งในแง่ที่ว่า 

หนึ่ง ทำตัวเองให้เป็นคนใหม่อยู่ตลอดเวลา ด้วยการมีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใสเบิกบาน

 สอง ทำชีวิตของตนให้เป็นอมตะ เป็นชีวิตที่ไม่ตาย ด้วยการเอาธรรมะที่เป็นสิ่งอันไม่ตาย 

ที่ไม่ขึ้นต่อกาลเวลานั้น เข้ามาไว้ในจิตใจและการประพฤติปฏิบัติของตน

คุณของพระธรรมอย่างหนึ่งนั้น ท่านระบุว่า “อกาลิโก” แปลว่าไม่ขึ้นต่อกาลเวลากล่าว คือ 

ธรรมะไม่ว่าจะประพฤติเวลาใดก็ตาม ก็เกิดผลดีเวลานั้น เมตตาธรรม ความรักความปรารถนาดี 

เรานำเข้ามาใส่ไว้ในใจเวลาใด เวลานั้นจิตใจของเราก็สดชื่นเบิกบาน เป็นจิตใจที่ดีงาม ศรัทธา 

เราปลูกฝังขึ้นไว้ในใจ นึกถึงพระพุทธเจ้านึกถึงพระรัตนตรัย นึกถึงบุญกุศลขึ้นมาเวลาใด จิตใจ

ของเราก็ผ่องใสมีพลังขึ้นมาในเวลานั้น สติ เกิดขึ้นในใจเวลาใด ใจของเราก็มีหลัก สามารถยั้ง

หยุดจากความชั่วร้ายทั้งหลายได้ และหันไปหยิบยกเอาสิ่งที่ีงามขึ้นมาคิดมาทำ ปัญญา 

เกิดขึ้นในใจเวลาใด เวลานั้นจิตใจของเราก็สว่างโล่ง รู้เห็น เข้าใจเท่าทัน สิ่งทั้งหลาย

ตามความเป็นจริง รู้ทิศรู้ทางที่จะเดินหน้าไป เพราะฉะนั้น ธรรมะจึงเป็นอกาลิโก แปลว่าไม่ขึ้นต่อ

กาลเวลา และก็ทำให้เป็นอมตะด้วย นี่คือหลักที่จะทำให้พุทธศาสนิกชนได้ประโยชน์จากเรื่อง

กาลเวลาและความเก่าใหม่นั้น

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) (เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของหนังสือเรื่องกาลเวลา)

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...




ความสุขจากการเสพวัตถุ หรือ สิ่งบำรุงบำเรอภายนอกที่นำมาปรนเปรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา 

ข้อนี้เป็นความสุขสามัญที่ทุกคนในโลกปรารถนากันมาก ความสุขประเภทนี้ขึ้นต่อสิ่งภายนอก เพราะว่า

เป็นวัตถุ หรืออามิสภายนอก เมื่อเป็นสิ่งภายนอก อยู่นอกตัว ก็ต้องหา ต้องเอา เพราะฉะนั้นสภาพจิตของ

คนที่หาความสุขประเภทนี้จึงเต็มไปด้วยความคิดที่จะได้จะเอา แล้วก็ต้องหา และดิ้นรนทะยานไป 

เมื่อได้มาก ก็มีความสุขมาก แล้วก็เพลิดเพลินไปกับความสุขเหล่านั้น พอได้มาก ๆ เข้า ต่อมาก็นึกว่า

ตัวเองเก่งมาก ๆ ไป ๆ มา ๆ โดยไม่รู้ตัวก็มีภาวะอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือ ชีวิตและความสุขของตัวเองต้องไป

ขึ้นกับวัตถุเหล่านั้น อยู่ลำพังง่าย ๆ อย่างเก่า ไม่สุขเสียแล้ว ตอนที่เกิดมาใหม่ ๆ นี้ ไม่ต้องมีอะไรมากก็

พอจะมีความสุขได้ ต่อมามีวัตถุมาก เสพมาก ทีนี้ขาดวัตถุเหล่านั้นไม่ได้เสียแล้ว กลายเป็นว่าสูญเสีย

อิสรภาพ ชีวิตและความสุขต้องไปขึ้นกับวัตถุภายนอก แต่เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเก่ง อันนี้เป็นข้อสำคัญ

ที่คนเราหลงลืมไป






ทางธรรมจึงเตือนไว้เสมอว่าเรา อย่าสูญเสียอิสรภาพนี้ไป พร้อมทั้ง

อย่าสูญเสียความสามารถที่จะเป็นสุข  สิ่งที่คนเราจะพัฒนากันมาก

ก็คือ การพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพมาบำเรอความสุข แม้แต่

การศึกษา ทำไปทำมาก็ไม่รู้ตัวว่ากลายเป็นการพัฒนาความสามารถ

ที่จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุข แต่อีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ลืมไปคือ

การพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข ถ้าเราไม่พัฒนาความสามารถ

ที่จะมีความสุข หรือแม้แต่ไม่รักษามันไว้เราก็สูญเสียความสามารถที่

จะมีความสุข  อาการของคนที่สูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข 

ก็คือยิ่งอยู่ในโลกนานไปก็ยิ่งกลายเป็นคนที่สุขยากขึ้น  

คนจำนวนมากสมัยนี้มีลักษณะอย่างนี้ คืออยู่ในโลกนานไป เติบโตขึ้น กลายเป็นคนที่สุขได้ยากขึ้น 

ต่างจากคนที่รักษาดุลยภาพของชีวิตไว้ได้ โดยพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขควบคู่ไปด้วย จะเป็น

คนที่มีมีลักษณะตรงข้าม คือยิ่งอยู่ในโลกนานไป ก็ยิ่งเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น 

ก็ดี ๒ ชั้น คือ เราพัฒนาสองด้านไปพร้อมกัน ทั้งพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุขด้วย 

และพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขด้วย ผลก็คือ เราหาสิ่งมาบำเรอความสุขได้เก่ง ได้มากด้วย 

และพร้อมกันนั้นเราก็เป็นคนทีสุขได้ง่ายด้วย เราก็เลยสุขซ้อนทวีคูณ ส่วนคนที่สูญเสียความสามารถที่จะ

มีความสุข แม้จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุขได้มาก แต่ความสุขก็ที่เดิมเรื่อยไป เพราะข้างนอกได้มา ๑ 

แต่ข้างในก็ลดลงไป ๑ เลยเหลือ ๐ ที่เดิม กระบวนการวิ่งหาความสุขจึงดำเนินไปไม่รู้จักจบสิ้น เพราะ

ความสุขวิ่งหนีเราไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น จะต้องพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขไว้ด้วยคู่กัน เป็นคนที่

สุขได้ง่ายก็เป็นอันว่าสบาย อย่างน้อยก็ฝึกตัวเองไว้ อย่าให้ความสุขต้องขึ้นกับวัตถุมากเกินไป  ศีล ๘ 

เป็นตัวอย่างของวิธีฝึกไม่ให้เราสูญเสียอิสรภาพ โดยไม่เอาความสุขไปขึ้นต่อวัตถุมากเกินไป แปดวันก็

รักษาศีล ๘ ครั้งหนึ่ง ลองหัดดูซิว่าให้ความสุขของเราไม่ต้องขึ้นกับการบำรุงบำเรอทางกายด้วยวัตถุ 

เริ่มด้วยข้อวิกาลโภชนาฯ ไม่ต้องบำเรอลิ้นด้วยอาหารอร่อยอยู่เรื่อย ไม่คอยตามใจลิ้น กินแค่เที่ยง เพียง

ที่ที่ร่างกายต้องการเพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ตลอดจนข้อ อุจจาสยนะฯ ไม่บำเรอตัวด้วยการนอน 

ไม่ต้องนอนบนฟูก ลองนอนง่าย ๆ บนพื้น บนเสื่อธรรมดา ลองไม่ดูการบันเทิงซิ ทุก ๘ วัน เอาครั้งเดียว 

จะเป็นการรักษาอิสรภาพของชีวิตไว้ และฝึกให้เรามีชีวิตอยู่ดีได้โดยไม่ต้องขึ้นกับวัตถุมากเกินไป  

ป. อ. ปยุตฺโต

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เราทำอย่างไรจะรู้จักว่าสมควรแก่ความปรารถนาของเราแล้ว ทำให้อยู่ได้เป็นสุข

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



การที่จะมีความสุขแท้จริงนั้น มิใช่อยู่ที่การปรารถนาแล้ว

ได้สมปรารถนาทุกอย่าง หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่อยู่ที่ว่า เราทำอย่างไร

จะรู้จักว่าสมควรแก่ความปรารถนาของเราแล้ว ทำให้อยู่ได้เป็นสุข

ทำจิตใจของเราให้เป็นสุขได้ อันนั้นก็จะทำให้ได้ความสุขที่แท้จริง

ความสุขแท้มิใช่อยู่ที่การสนองความปรารถนาเรื่อยไปที่ไม่จบสิ้น

อีกประการหนึ่งที่ง่ายๆก็คือ ให้มีความปรารถนาที่ชอบธรรม

เอาธรรมะมาเป็นเครื่องจำกัดความปรารถนา คือ มนุษย์ปรารถนา

สิ่งใหม่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ ก็จะต้องรู้จักปฏิบัติให้ถูกต้องต่อเรื่อง

ความใหม่และความเก่า ความใหม่บางทีเราก็ไม่อาจจะได้เรื่อยไป

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ ร่างกายของเรา เราไม่สามารถจะให้เป็นร่างกายที่ใหม่ได้ตลอดกาล เมื่อวันเวลา

ล่วงผ่าน มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ตอนแรกก็ต้องมีการเจริญเติบโตขึ้นไป เมื่อเติบโตขึ้นสู่วัยหนุ่มสาว

แล้ว ต่อจากนั้นก็ต้องมีความชราเข้ามาเบียดเบียนครอบงำ ร่างกายของเราก็เสื่อมโทรมลงไป ทีนี้ถ้าเรา

ปรับใจไม่ได้ เราต้องการแต่ความใหม่เรื่อยไป ก็เกิดอาการขัดแย้งกับความปรารถนา เพราะคนเราไม่อาจ

จะได้ใหม่เรื่อยไป แต่จะต้องเจอกับเก่าด้วย เพราะมีสิ่งที่จำเป็นจะต้องเก่า และสิ่งใหม่ที่มีก็ต้องกลายเป็น

เก่า นอกจากนั้นก็มีสิ่งเก่าที่เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเราอยู่ในโลก โลกนี้เป็นเรื่องของสังขาร

สังขารนั้นมีหลักธรรมดาว่า ย่อมเป็นไปตามกฎของพระไตรลักษณ์ คือ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์

เป็นอนัตตา ต้องเปลี่ยนแปลง มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใหม่แล้วก็กลายเป็นเก่า เมื่อเราจำเป็นต้อง

ประสบพบกับสิ่งที่เก่า เราจะทำอย่างไร ความเก่า-ใหม่ที่แท้จริง อยู่ที่ไหน ความเก่าที่เป็นสภาวะตาม

ธรรมชาติของสังขารนี้ก็อย่างหนึ่ง แต่ความเก่าความใหม่ที่มีผลต่อจิตใจของเรานี้ อยู่ที่จิตใจของเรานี่เอง

แท้ๆ

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) (เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของหนังสือเรื่องกาลเวลา)

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เมตตา-กรุณา-มุทิตา รักษาคน อุเบกขา รักษาธรรม

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ความเชื่อถือที่คลาดเคลื่อนนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งทำให้การปฏิบัติผิดได้ เช่น การถือแต่ลัทธิ

กรรมเก่า บางทีก็ทำให้เรามองคนว่าที่เขาประสบผลร้าย เกิดมายากจน หรือได้รับเคราะห์

กรรมต่างๆ ก็เพราะเป็นกรรมของเขาเท่านั้น เมื่อเราบอกว่านี่เป็นกรรมของเขาแล้ว เราก็เลย

บอกว่าให้เขาก้มหน้ารับกรรมไป เราก็ไม่ต้องไปช่วยอะไร เมื่อถือว่าเป็นกรรมของเขา

เราก็วางเฉย แถมยังบอกว่าเราปฏิบัติธรรมด้วย คือถืออุเบกขา วางเฉยเสีย ไม่ช่วย คนก็เลย

ไม่ต้องช่วยเหลือกัน คนที่ได้รับเคราะห์ ได้รับความทุกข์ยากลำบาก ก็ต้องลำบากต่อไป

มีฝรั่งพวกหนึ่งติเตียนพุทธศาสนาว่าสอนคนแบบนี้ เราต้องพิจารณาตัวเองว่า เราสอน

อย่างนั้นจริงหรือเปล่า แต่ตามหลักพุทธศาสนาที่แท้นั้น ไม่ได้สอนอย่างนี้ เรื่องอย่างนี้

มีความละเอียดอ่อน เราบอกว่า คนประสบเคราะห์กรรม ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อน

ก็กรรมของเขา ให้เขาก้มหน้ารับกรรมไป อย่างนี้ถูกไหม อย่างนี้ถือว่าวางอุเบกขาใช่หรือไม่?

อุเบกขาแปลว่าอะไรแน่



อุเบกขา คือความวางเฉยในแง่ที่วางใจเป็นกลาง ในเมื่อ

เขาสมควรจะต้องรับผิดชอบตัวเอง เช่นเกี่ยวกับความ

เป็นธรรม เพื่อรักษาความเป็นธรรมแล้ว ต้องวางใจเป็น

กลางก่อน เมื่อจะต้องลงโทษก็ลงโทษไปตามเหตุผล คือ

ตามกรรมที่เขาทำ เช่น ศาลจะทำหน้าที่ให้ถูกต้อง เมื่อคน

ทำความผิดมา ผู้พิพากษาก็ต้องวางใจเป็นกลาง แล้ว

ตัดสิน ถ้าเขาเป็นผู้ผิด ก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

อย่างนี้เรียกว่า วางอุเบกขา

การวางอุเบกขานั้นเป็นไป พร้อมกับการรักษาธรรม คือในจิตใจมีเจตนาที่จะรักษาธรรมไว้

เมื่อจะช่วยคนก็ต้องไม่ให้เสียธรรม ถ้าหากคิดเมตตากรุณาช่วยโจรแล้วเสียธรรมก็ผิด

เมตตากรุณาต้องไม่เกินอุเบกขา

เมตตา-กรุณา-มุทิตา รักษาคน แต่ อุเบกขานั้นรักษาธรรม

ในกรณีที่ไม่ได้รักษาธรรมเลย และก็ไม่ช่วยคน อย่างนี้ผิด นี่ว่าอย่างรวบรัดแบบพูดกันง่ายๆ

ถ้าเราไปเจอคนทุกข์ยากขัดสนข้นแค้น เราจะอ้างว่าเป็น (ผล) กรรมของเขาแต่ชาติปางก่อน

ให้เขาก้มหน้ารับกรรมไป การอ้างอย่างนี้ผิดถึง ๓ ด้าน ๓ ขั้นตอน

๑. ถ้าเป็นผลกรรมชาติก่อน นี่ก็คือเขาได้รับผลของกรรมนั้นแล้ว คือเกิดมาจน สภาพปัจจุบัน

คือสภาพที่ได้รับผลแล้ว ไม่ใช่สภาพรอผล เมื่อผลกรรมเก่าออกไปแล้ว หน้าที่ของเราที่จะทำ

ต่อสภาพปัจจุบันที่เขาทุกข์ยาก ก็คือ ต้องใช้เมตตากรุณาไปช่วยเหลือ เหมือนกับกรณีเด็ก

ว่ายน้ำไม่เป็น เล่นซน ไม่เชื่อฟังพ่อแม่แล้วไปตกน้ำ การที่เขาตกน้ำก็เป็นการรับ (ผล) กรรม

ของเขาแล้ว ตอนนี้เขากำลังทุกข์ ถึงตอนที่เราต้องใช้ความกรุณาไปช่วย จะไปอ้างว่าเป็น

(ผล) กรรมของเขาแล้วปล่อยให้เด็กตาย ย่อมไม่ถูกต้อง

๒. คนเราทำกรรมดี-ชั่ว ต่างๆ มักจะปนๆ กันไป บางคนทั้งที่ทำความดีมาก แต่เวลาจะตาย

จิตแว่บไปนึกถึงกรรมไม่ดี เลยพลาดมาเกิดไม่ดี เราพวกมนุษย์ปุถุชนไม่ได้หยั่งรู้เรื่องอย่างนี้

เพียงพอที่จะตัดสิน แต่ภาพปัจจุบันคือเขาทุกข์เดือดร้อนเป็นที่ตั้งของกรุณา จึงต้องใช้ธรรม

ข้อกรุณาเข้าไปช่วยเหลือ

๓. ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งหรืออย่างเดียวกันอาจเกิดจากเหตุปัจจัยต่างอย่าง หรือหลายเหตุ

ปัจจัยประกอบกัน อย่างที่พูดแล้วในเรื่องนิยาม ๕ เหตุปัจจัยในอดีตก็มี เหตุปัจจัยในปัจจุบัน

ก็มี เหตุปัจจัยภายในก็มี เหตุปัจจัยภายนอกก็มี ในเรื่องความยากจนนี้ ถ้าเป็นสภาพสังคม

ขอให้ลองไปดูอย่างจักกวัตติสูตร หรือ กูฏทันตสูตรจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงเน้นเหตุปัจจัย

และการแก้ไขปัญหาด้านการบริหารการปกครองบ้านเมือง อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งจะต้องไม่

มองข้ามไป อย่ามองอะไรแบบทึกทักทันทีง่ายๆหลักธรรมประเภทนี้ทรงสอนไว้เพื่อให้รู้จักใช้

ปัญญาพิจารณาแยกแยะความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ไม่ใช่มองแบบตีคลุม ในกรณีอย่างนี้

ถ้าเราถืออุเบกขาวางเฉย ก็กลายเป็น อัญญาณุเบกขา คือเฉยโง่ กลายเป็นบาปอกุศลไป

เพราะวางเฉย โดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่เหมือนกรณีที่มีคนลักขโมยของ แล้วถูกจับคุมขัง เรารู้ว่า

อะไรเป็นอะไร แล้วเราจึงวางอุเบกขา เพื่อรักษาธรรม ฉะนั้น ถ้าหากคนเขามีความทุกข์ยาก

เดือดร้อน เรื่องอะไรจะไม่ช่วย การช่วยนั้นก็เป็นการทำกรรมดีของตัวเราเองด้วย และก็

เป็นการเมตตากรุณาช่วยเขา ให้เขาทำความดีโดยเมื่อได้รับการช่วยเหลือนั้นแล้ว เขาก็มี

โอกาสแก้ไขปรับปรุงตัวและมีกำลังที่จะไปทำกรรมดีอื่นๆ ต่อไป แต่การช่วยที่ดีที่สุดคือ

การช่วยให้เขาช่วยตัวเองได้ ทั้งนี้เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาในรายละเอียด แต่การที่จะบอก

เหมาลงไปว่า คนได้รับทุกข์ยากเดือดร้อน เป็นกรรมของเขาปล่อยให้เขารับกรรมไป อย่างนี้

ไม่ถูก ต้องมีหลักว่าเป็นเรื่องของการรักษาธรรมหรือไม่ เหล่านี้เป็นแง่ต่างๆ ที่จะมาช่วยใน

การพิจารณาเรื่องกรรม

ป. อ. ปยุตฺโต

Dhamma together:เพื่อชีวิตอิสระ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...


ความสุขจากการเสพวัตถุ หรือ สิ่งบำรุงบำเรอภายนอกที่นำมาปรนเปรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา

ข้อนี้เป็นความสุขสามัญที่ทุกคนในโลกปรารถนากันมาก ความสุขประเภทนี้ขึ้นต่อสิ่งภายนอก

เพราะว่าเป็นวัตถุ หรืออามิสภายนอก เมื่อเป็นสิ่งภายนอก อยู่นอกตัว ก็ต้องหา ต้องเอา เพราะฉะนั้น

สภาพจิตของคนที่หาความสุขประเภทนี้จึงเต็มไปด้วยความคิดที่จะได้จะเอา แล้วก็ต้องหา และดิ้นรน

ทะยานไป เมื่อได้มาก ก็มีความสุขมาก แล้วก็เพลิดเพลินไปกับความสุขเหล่านั้น พอได้มาก ๆ เข้า

ต่อมาก็นึกว่าตัวเองเก่งมากๆ ไปๆ มาๆ โดยไม่รู้ตัวก็มีภาวะอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือ ชีวิตและความสุข

ของตัวเองต้องไปขึ้นกับวัตถุเหล่านั้น อยู่ลำพังง่าย ๆ อย่างเก่า ไม่สุขเสียแล้ว ตอนที่เกิดมาใหม่ ๆ นี้

ไม่ต้องมีอะไรมากก็พอจะมีความสุขได้ ต่อมามีวัตถุมาก เสพมาก ทีนี้ขาดวัตถุเหล่านั้นไม่ได้เสียแล้ว

กลายเป็นว่าสูญเสียอิสรภาพ ชีวิตและความสุขต้องไปขึ้นกับวัตถุภายนอก แต่เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเก่ง

อันนี้เป็นข้อสำคัญที่คนเราหลงลืมไป ทางธรรมจึงเตือนไว้เสมอว่าเรา อย่าสูญเสียอิสรภาพนี้ไป

พร้อมทั้งอย่าสูญเสียความสามารถที่จะเป็นสุข สิ่งที่คนเราจะพัฒนากันมากก็คือ

การพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพมาบำเรอความสุข แม้แต่การศึกษา ทำไปทำมาก็ไม่รู้ตัวว่า

กลายเป็นการพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุข แต่อีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ลืมไปคือ

การพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข ถ้าเราไม่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข หรือแม้แต่

ไม่รักษามันไว้เราก็สูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข อาการของคนที่สูญเสียความสามารถที่จะ

มีความสุข ก็คือยิ่งอยู่ในโลกนานไปก็ยิ่งกลายเป็นคนที่สุขยากขึ้น คนจำนวนมากสมัยนี้มีลักษณะ

อย่างนี้ คืออยู่ในโลกนานไป เติบโตขึ้น กลายเป็นคนที่สุขได้ยากขึ้น ต่างจากคนที่รักษาดุลยภาพ

ของชีวิตไว้ได้ โดยพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขควบคู่ไปด้วย จะเป็นคนที่

มีมีลักษณะตรงข้าม คือยิ่งอยู่ในโลกนานไป ก็ยิ่งเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น



แต่ถ้าเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น ก็ดี ๒ ชั้น คือ เราพัฒนาสองด้าน

ไปพร้อมกัน ทั้งพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบำเรอ

ความสุขด้วย และพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขด้วย

ผลก็คือ เราหาสิ่งมาบำเรอความสุขได้เก่ง ได้มากด้วย

และพร้อมกันนั้นเราก็เป็นคนทีสุขได้ง่ายด้วย

เราก็เลยสุขซ้อนทวีคูณ

ส่วนคนที่สูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข

แม้จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุขได้มาก แต่ความสุขก็ที่เดิม

เรื่อยไป เพราะข้างนอกได้มา ๑ แต่ข้างในก็ลดลงไป ๑

เลยเหลือ ๐ ที่เดิม 

  กระบวนการวิ่งหาความสุขจึงดำเนินไปไม่รู้จักจบสิ้น เพราะความสุขวิ่งหนีเราไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น

จะต้องพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขไว้ด้วยคู่กัน เป็นคนที่สุขได้ง่ายก็เป็นอันว่าสบาย

อย่างน้อยก็ฝึกตัวเองไว้ อย่าให้ความสุขต้องขึ้นกับวัตถุมากเกินไป ศีล ๘ เป็นตัวอย่างของวิธีฝึก

ไม่ให้เราสูญเสียอิสรภาพ โดยไม่เอาความสุขไปขึ้นต่อวัตถุมากเกินไป แปดวันก็รักษาศีล ๘

ครั้งหนึ่ง ลองหัดดูซิว่าให้ความสุขของเราไม่ต้องขึ้นกับการบำรุงบำเรอทางกายด้วยวัตถุ

เริ่มด้วยข้อวิกาลโภชนาฯ ไม่ต้องบำเรอลิ้นด้วยอาหารอร่อยอยู่เรื่อย ไม่คอยตามใจลิ้น

กินแค่เที่ยง เพียงที่ที่ร่างกายต้องการเพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ตลอดจนข้อ อุจจาสยนะฯ

ไม่บำเรอตัวด้วยการนอน ไม่ต้องนอนบนฟูก ลองนอนง่าย ๆ บนพื้น บนเสื่อธรรมดา

ลองไม่ดูการบันเทิงซิ ทุก ๘ วัน เอาครั้งเดียว จะเป็นการรักษาอิสรภาพของชีวิตไว้

และฝึกให้เรามีชีวิตอยู่ดีได้โดยไม่ต้องขึ้นกับวัตถุมากเกินไป

ป. อ. ปยุตฺโต

Dhamma together:ให้เอาชนะใจตนเอง ไม่ใช่ให้ยอมแพ้

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



“ถ้าแค่ในจิตใจตัวเอง จะปฏิบัติธรรมยังเข้มแข็งไม่ได้

แล้วต่อไปจะสู้งานอะไรข้างนอก ถ้าแพ้ใจตัวเองเสียแล้ว

จะไปเอาชนะมารที่ไหน ท่านให้เอาชนะมาร พระพุทธเจ้า

สำเร็จก็ด้วยชนะมาร ท่านจึงบอกว่าต้องเอาชนะใจตัวเอง

ให้ได้ ผู้ที่เอาชนะใจตัวเองได้ คือมีชัยชนะสูงสุด

พระพุทธเจ้าเน้น ให้เอาชนะใจตนเอง ไม่ใช่ให้ยอมแพ้

ถ้าใจปวกเปียกอ่อนแอ จะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้อง

ตรวจสอบว่ามันถูกต้องหรือเปล่า ถ้าไม่ถูก ข้าไม่เอากับแก

จิตของเราอ่อนแอ มันจะเอาอย่างนั้น เรามีปัญญา เราก็บอก

ว่าแกไม่ถูกแล้ว ข้าต้องบังคับแก แล้วเราก็ชนะใจตัวเองได้

พอชนะใจได้ เราก็เดินหน้า ถ้ามิฉะนั้นก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

( ป. อ. ปยุตฺโต )

Select your language