พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
“ตัณหา” กับ “ฉันทะ”
“ความอยาก ความปรารถนา มี 2 อย่าง(ม.อ. ๑/๔๕) คือ
๑. ตณฺหาปตฺถนา ความปรารถนาที่เป็น ตัณหา (อยากเอา,ต้องการเสพ)
๒. ฉนฺทปตฺถนา ความปรารถนาที่เป็น ฉันทะ (อยากดี,ต้องการทำดี,ทำให้ดี)
ความปรารถนา หรือ ความอยากแบบตัณหานั้น ท่านไม่หนุน แต่ปรารถนาหรืออยากแบบฉันทะ
พระพุทธเจ้าตรัสให้เราเอาจริงเอาจัง ให้อยากทำความดีงาม จนกระทั่งปรารถนานิพพาน
ดูพุทธพจน์สักแห่ง (ม.มู.๑๒/๓๙๑/๔๒๑)ที่ตรัสว่า...“ปามุชฺชพหุลา โหถ เขมํ ปตฺเถถ ภิกฺขโว”
|
ตัณหาเกิดที่ไหน ควรละเสียที่นั่น ส่วนฉันทะท่านก็ให้ละ แต่ละด้วยการทำให้สำเร็จตามฉันทะนั้น คือ ละด้วยการทำตามฉันทะนั้นจนสำเร็จผล ทำให้ฉันทะนั้นหมด ไปเอง ไม่ต้องมีฉันทะนั้นอีกต่อไป พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ตัณหา เป็นความต้องการชนิดที่ว่า เมื่อมันเกิดขึ้นมา เราก็ละด้วย การสลัดทิ้งไปเสียเลยของสังคม คนอื่นจะต้องมารับช่วงทํากัน ต่อไป พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ตัณหา เป็นความต้องการชนิดที่ว่า เมื่อมันเกิดขึ้นมา เราก็ละด้วยการสลัดทิ้งไปเสียเลย ไม่ต้องเก็บ เอาไว้ใช้อะไรต่อไป ส่วน ฉันทะ เป็นความต้องการชนิดที่ควร ทำตาม จนสำเร็จหมดความต้องการนั้นไปเอง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต ) จากธรรมบรรยาย “ตามพระใหม่ ไปเรียนธรรม” |
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก
#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น