แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวใจของพุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวใจของพุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:หลักที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

" สิ่งที่ตรัสรู้นั้นเท่ากับใบไม้ทั้งป่าทั้งดง

แต่สิ่งที่นำมาสอนให้พวกเธอปฏิบัตินั้นกำมือเดียว ก็หมายถึง 

หลักที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน 

หรือของตน นั่นเอง....." 

พระพุทธภาษิตที่แสดงถึงหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความว่างนั้น คือ

พระพุทธภาษิตที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา 

อาตมากำลังเอ่ยถึงคำว่า “หัวใจของพุทธศาสนา” 

ฉะนั้นขอให้สนใจสักหน่อย นั่นคือพระพุทธภาษิตที่ว่า 

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเราของเรา”

ถ้าเป็นบาลีก็ว่า “สัพพเพ ธัมมา นาลํ อภินิเวสายะ” แปลว่า “ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” 

สั้นๆ เท่านี้ ตามตัวหนังสือมีเพียงเท่านี้ แต่ถ้าขยายความในภาษาไทยไปอีกหน่อยก็ว่า 

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา หรือของเรา 

นี่ฟังดูให้ดีอาจจะเข้าใจได้ในตัวประโยคนั้นเองว่า อันใครๆ (คือไม่ยกเว้นใคร) ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น 

คือทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเป็นตัวเรา หรือว่าเป็นของของเรา เป็นตัวเรา คือยึดมั่นว่า 

อัตตาเป็นความรู้สึกที่ว่า อหังการ เป็นของเรา ก็คือ เป็น อัตนียา แปลว่า เนื่องด้วยตัวเรา 

เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า มมังการ เพราะฉะนั้น อย่าได้มีอหังการ หรือมมังการ ในสิ่งใดๆ หมด 

นับตั้งแต่ฝุ่นที่ไม่มีราคาอะไรเลยสักเม็ดหนึ่ง ขึ้นมาจนถึง วัตถุที่มีค่า เช่น เพชร นิล จินดา กระทั่ง กามารมณ์ 

กระทั่งสิ่งที่สูงไปกว่านั้น คือ ธรรมะ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มรรค ผล นิพพาน อะไรก็ตาม 

ไม่ควรจะถูกยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา 

ถ้าได้ยินคำเช่นนี้ คือคำว่า ”สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ” นี้แล้ว ก็เป็นอันว่าได้ยินได้ฟังทั้งหมด 

ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ ก็เป็นอันได้ปฏิบัติทั้งหมด ถ้าได้ผลมาจากข้อนี้ ก็คือได้ผลทั้งหมด 

เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวว่า มันจะมากเกินไปจนเราเข้าใจไม่ได้ ที่ว่าถ้าได้ยินสิ่งนี้เป็นได้ยินทั้งหมดนั้น 

ก็เพราะว่าทุกเรื่องมันสรุปรวมอยู่ที่นี่ เพราะว่าเรื่องทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น 

ไม่มีเรื่องอื่นนอกจากความทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์ ทีนี้ความยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ 

ในขณะที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นแหละเป็นความทุกข์ แล้วในขณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น 

คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้น ในขณะนั้นไม่มีทุกข์ 

การปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นให้เด็ดขาดลงไป เป็นว่างตลอดกาล 

ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นกลับมาอีกเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรอีกแล้ว.... 

ท่านพุทธทาส

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

Dhamma together:จงเป็นผู้มีสติมองเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



ธรรมะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา คือเรื่องสุญตาก็ดี 

เรื่องอนัตตาก็ดี ผู้ใดเข้าถึงธรรมะนั้นแล้ว ย่อมอยู่เหนือความตาย 

ย่อมพ้นจากความตาย ย่อมไม่มีความตายเลยโดยประการทั้งปวง 

เพราะหมดความเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล ถ้าไม่มีอุปาทาน

ยึดมั่นสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือของตน หรือเป็นสัตว์หรือเป็น

บุคคล ดังนั้นจึงไม่มีความตายเลย โดยประการทั้งปวง และอยู่เหนือ

ความตายโดยประการ ทั้งปวงดังนี้เห็นได้ว่าธรรมะแท้ที่เป็นหัวใจ

ของพุทธศาสนา นั้น เพิกถอนความตายออกไปได้โดยสิ้นเชิง 

ไม่มีอะไรเหลือเป็นปัญหาสำหรับความตาย

 การกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการกล่าวเล่นสำนวน เพราะมีพระบาลีพุทธภาษิตเป็นหลักอยู่ทั่ว ๆ ไป

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เช่น ปัญหาโมกขราชในกุสนีบาท โมกขราชมาทูลถามปัญหาว่าทำอย่างไร

จึงจะไม่พบกันกับความตาย พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า 

สุญญโต โลกัง อเวทขะสุ โมคะราชะ สทาสะโต 

ดูก่อนโมกขราช จงเป็นผู้มีสติมองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างทุกเมื่อเถิด 

เมื่อเห็นโลกอยู่ด้วยความเป็นอย่างนี้ ความตายก็ไม่มองเห็นท่าน คือหาตัวท่านไม่พบ 

อย่างนี้เป็นต้น ล้วนแต่เป็นหลักเกณฑ์ที่แสดงว่าธรรมะในพุทธศาสนานั้น เมื่อผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติถึงได้

จริง ๆ แล้วสามารถครอบงำความตายให้หมดอำนาจไป คือไม่มีความตายเหลืออยู่ และให้ทุกคน

ถือว่านี้เป็นหลักพระพุทธศาสนาในขั้นที่เป็นสาระ เป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ 

คือการทำให้คนอยู่เหนือความตายโดยประการทั้งปวง 

 ท่านพุทธทาส

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:...ก้าวแรกบนทางสายกลาง...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...









มนุษย์เราขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะสิ่งเศร้าหมองอยู่

ในใจบีบคั้นและผูกมัด มนุษย์เป็นอิสระอย่างแท้จริงได้ด้วยการ

ฝึกหัดกาย วาจา ใจของตนตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เท่านั้น  คำว่า อิสระอย่างแท้จริง ตรงกับคำภาษาบาลีว่า วิมุตติ 

หรือความหลุดพ้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า วิมุตติ คือ หัวใจของ

พระพุทธศาสนา  ก้าวแรกบนทางสายกลางเกิดขึ้นเมื่อเราสำนึกว่า

เรากำลังติดคุกติดตะรางแห่งกิเลส การมีเงินมีทองมากๆ ไม่ได้ช่วย

ให้หลุดพ้นแต่อย่างใด เพียงแค่ประดับให้ที่กักขังน่าอยู่ขึ้นหน่อย

หนึ่งเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามคุกของมนุษย์แปลกอย่างหนึ่ง คือ ประตูไม่ได้ใส่กุญแจ ใครจะพ้นโทษก็พ้นได้ 

ถ้ากล้าลืมตาดูชีวิตของตนจนเบื่อหน่ายในการเป็นนักโทษ และเริ่มขัดเกลากิเลส  

พระอาจารย์ชยสาโร

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:เกราะหุ้มกันภัยไม่ให้จิตใจกระทบกันกับเขี้ยวของโลกอันแสนจะวิปริต

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ให้ทุกคนไปเขียนไว้ในกระจกส่องหน้าว่า 

สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ

“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น (ว่าตัวกู ว่าของกู)”


ก็พูดมาหลายทีแล้ว ปรากฏว่ามีหลายคนไปเขียนไว้ที่

กระจกบานใหญ่สำหรับส่องหน้า มีเหมือนกันแต่คงไม่

กี่คน แต่เดี๋ยวนี้ก็ลบหมดแล้ว เพราะมันไม่รู้จักใช้

ประโยชน์อะไร ถ้าลบไปแล้วก็ไปเขียนเสียใหม่ซิ

ยังไม่เคย เขียนก็ไปเขียนใหม่ซิ “สัพเพ ธัมมา นาลัง

อภินิเวสายะ” คือหัวใจของพระพุทธศาสนา นั่นแหละคือ

ความเห็นโดยประการอื่น เมื่อคนทั้งโลกเขาเห็นว่าควร

ยึดมั่น ถือมั่น น่ารัก น่าพอใจอย่างนี้ มันบอกว่า ไม่ควร

ยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ของกู แล้วก็สิ่งทั้งปวงด้วย


รูปเห็น ทางตา มันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เสียงที่ได้ยิน ทางหู มันไพเราะ และไม่

ไพเราะ มันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จมูกได้กลิ่น กลิ่นนั้นมันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์

เป็นอนัตตา เรียกว่า ภายนอกทั้งหลาย คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ๖

ประการนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งที่สัมผัสสิ่งเหล่านี้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

มันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งผู้สัมผัส และสิ่งที่ถูกสัมผัส มันก็ล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็น

ทุกข์ เป็นอนัตตา

ก่อนนี้เราเห็นตามอำนาจของอวิชชา คือ ปล่อยมาตามเรื่องราวของสัตว์ผู้ไม่ได้รับการอบรม

ไม่เคยได้ยินธรรมะของพระอริยะเจ้า ไม่ได้รับคำสั่งสอนในธรรมะของพระอริยะเจ้า ปล่อยมา

ตามบุญตามกรรมตั้งแต่อ้อนแต่ออด คลอดมาจากท้องมารดา ตามสิ่งแวดล้อมอย่างไร มันก็

เกิดความรู้สึกขึ้นมาเอง ว่าน่ารัก น่าพอใจ ว่าเที่ยงแท้ ว่าเอาเป็นของเรา แล้วก็มีความติดมั่น

ยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นจนเป็นนิสัย สันดาน เรียกว่า มีอนุสัย ความเคยชินที่จะเป็น

อย่างนั้น แล้วก็ทะลักออกมาทุกคราวที่ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง นี่เป็นอาสวะ ไหลนองออกมา

นี่คือธรรมดา ตามที่เป็นอยู่อย่างไร เดี๋ยวนี้จะเป็นไปโดยประการอื่นจากที่เคยเป็นอย่างนั้น

จะไม่รู้สึกอย่างนั้น จะไม่เห็นอย่างนั้น แล้วก็จะไม่สะสมเป็นอนุสัย จะไม่ทำให้อาสวะไหลนอง

นี่เรียกว่า โดยประการอื่น เห็นอะไรโดยประการอื่น รู้สึกอะไรโดยประการอื่น จากที่เคยเห็นมา

แล้ว มันก็เปลี่ยนแล้ว พูดง่ายๆ ก็เปลี่ยนจากปุถุชนไปเป็นอริยะเจ้า อริยชน คนชนิดนี้เท่านั้น

ที่จะเหมาะที่จะอยู่ในโลกที่แสนจะวิปริตดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าอยากจะอยู่ในโลกที่แสน

จะวิปริตก็รีบสร้างธรรมะอันนี้ ให้เป็นเกราะหุ้มกันภัยไม่ให้จิตใจกระทบกันกับเขี้ยวของโลกอัน

แสนจะวิปริต เรียกว่า อยู่ในโลกก็ไม่ถูกเขี้ยวงู ไม่ถูกเขี้ยวของโลกนั่นเอง ไม่ต้องนั่งร้องไห้

อยู่ ไม่ต้องเป็นทุกข์นอนไม่หลับอยู่ แล้วก็ไม่ต้องหัวเราะในความโง่เขลาเมื่อได้ ไม่เป็นทุกข์

เป็นร้อนเมื่อเสีย ไม่หลงใหลในเรื่องได้เรื่องเสีย มีจิตใจที่อยู่เหนือความหมายการได้ การเสีย

อยู่เหนือความล่วงไปแห่งเวลา ซึ่งมีค่าขึ้นมาเพราะอำนาจของตัณหา... เราจะต้องไม่เหมือน

กับตกนรกทั้งเป็นอีกต่อไป ในโลกที่มันชวนให้เป็นอย่างนั้นยิ่งขึ้น คือโลกที่วิปริต

พุทธทาสภิกขุ

Select your language