แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความจริงของธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความจริงของธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด

Dhamma together:มีสติในความจริงของธรรมชาติ (natural law or natural truth)

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



อานาปานสติ แปลว่ามีสติ มีสติ มีสติทุกครั้ง

ที่หายใจออกและหายใจเข้า หายใจเข้าและหายใจออก

ทุกครั้งเรามีสติ นี่ เรียกว่า อานาปานสติ

ถ้าถามว่ามีสติในอะไรก็ตอบว่ามีสติในความจริงของธรรมชาติ 

(natural law or natural truth)

เรามีสติในความจริงของธรรมชาติอยู่ทุกครั้ง

ที่หายใจเข้าและหายใจออก ดังนั้นเราจึงทำผิดไม่ได้ 

ถ้าพูดอย่างเด็กๆ พูดก็พูดว่าเราใช้ลมหายใจของเรา 

ให้เป็นประโยชน์ที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุดนั่นคืออานาปานสติ

ถ้าพูดอย่างเด็กๆ พูด มนุษย์รู้จักใช้ลมหายใจให้เป็นประโยชน์ที่สุดมานานแล้ว แต่ว่ายังไม่ถึงที่สุด

เป็นเวลาหมื่นปีแสนปีมาแล้ว คนป่าสมัยโน้นเขาก็รู้จักหรือพยายามจะใช้เป็นประโยชน์

แต่ยังไม่มีความรู้ถึงที่สุด แต่ความรู้อันนี้ก็ค่อยๆ มีมาก มาก มากขึ้นๆ จนถึงที่สุดเมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น

พระพุทธเจ้าได้สอนวิธีใช้ลมหายใจให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด เรียกว่า "อานาปานสติภาวนา" อยู่ทุกครั้งที่

หายใจออกหายใจเข้า ที่จริงตามธรรมชาติแท้ๆ มันก็มีการรู้จักใช้ประโยชน์อันนี้อยู่แล้ว 

เมื่อเรามีความไม่สบายใจ มีความอัดอั้นในใจ อะไรรบกวนอยู่ในใจ ธรรมชาติก็ช่วยให้เราหายใจยาว 

หายใจยาวสองสามหน หายใจยาวสองสามหน เพื่อขับไล่ไอ้ความไม่สบายใจนั้นออกไปเสียได้

โดยธรรมชาติ มันก็สอนให้อยู่แล้ว ว่ามีการหายใจที่ถูกต้องสำหรับขจัดปัญหาตามธรรมชาติอย่างใด

อย่างหนึ่งอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่าเมื่อท่านรักอะไรหรือเกลียดอะไรหรือกลัวอะไร

อยู่ในใจนั้น ลองหายใจยาว ยาวๆ สองสามครั้ง เข้าออกสองสามครั้ง ความรู้สึกรักหรือเกลียด

หรือกลัวอะไรก็จะหายไป ไม่มากก็น้อย นี่ธรรมชาติมันก็มีอยู่เป็นหลักแล้ว เพียงแต่เรามาทำให้มันมากขึ้นๆ

 develop ให้มันมากขึ้นๆ จนขจัดปัญหาที่สูงสุด ปัญหาที่เป็นความทุกข์สูงสุดออกไปได้ 

นี่คืออานาปานสติภาวนา คำพูดคำนี้มันธรรมดาที่สุดน่ะ อานาปานสติ มีสติทุกครั้งที่หายใจเข้าออก 

แม้ไม่ใช่เรื่องธรรมะ ไม่ใช่เรื่องธรรมะ เรื่องธรรมดามันก็เป็นเหมือนกัน ท่านอยู่ที่นี่ นึกถึงบ้านของท่าน

ที่อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย นึกถึงบ้าน นึงถึงครอบครัวที่อยู่ทางโน้นอยู่ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก

ก็เรียกว่าอานาปานสติเหมือนกัน แต่มันไม่ดับทุกข์ อานาปานสติอย่างนี้มันไม่ดับทุกข์ 

เราจะพูดกันแต่ชนิดที่มันดับทุกข์ได้

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน


Dhamma together:ตัวเองมันคืออะไร?

พระพุทธองค์ทางชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



ตัวเองมันคืออะไร? ตัวเองนี่คือสิ่งที่มันรู้จักได้ยากที่สุด

ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าตัวเองมันต้องรู้จัก

ตัวเอง แล้วตัวเองมันจะรู้จักตัวเองได้อย่างไร...

มันเหมือนกับคนบ้าที่รู้จักตัวเองซึ่งกำลังบ้า มันจึงรู้จัก

ยากที่สุด รู้จักตัวเองนี่รู้จักได้ยากที่สุดกว่ารู้จักสิ่งใด ๆ

ตัวเองที่คนโง่ ๆ ก็มักจะพูดว่า กูรู้จักมึงดี กูรู้จักตัวกูดี

มันรู้จักผิด ๆ ทั้งนั้น... เราจึงได้เห็นคนจำนวนมากนี่

ทำผิด ๆ แล้วใครสอนก็ไม่เชื่อ กลับดื้อเสียอีก เขาแนะนำ

ในทางที่ถูกต้อง มันก็ไม่เชื่อ มันก็ยิ่งดื้อดึงเอาเสียอีก

นี่เพราะว่ามันไม่รู้จักตัวเอง ที่มันรู้อยู่นั้น หรือที่มันอวดว่ารู้อยู่นั้น มันไม่ถูกทั้งนั้นแหละ

ถ้าว่ารู้จักตัวเองอย่างถูกต้องแล้ว จะทำอะไร ๆ ถูกต้อง ก็เป็นไปราบรื่น สรุปความว่า ไอ้ตัวกู

ตัวฉัน ตัวอะไรที่รู้สึกนั้น นี้เป็นตัวที่ลวงที่หลอกลวง คือ รู้ไม่จริง รู้สึกไม่จริง ถ้ายังมีความรู้สึก

ว่าตัวตน ตัวกู ตัวเรา ตัวเขา อยู่เมื่อไหร่ ก็ยังเรียกว่ายังโง่อยู่เพียงนั้น เพราะมันไม่อาจจะมี

ตัวตนได้ ตัวตนที่แท้จริงมีไม่ได้ นอกจากตัว ๆ เดียวเท่านั้น คือ ตัวธรรมะ ตัวสัจจะที่เป็น

ความจริงของธรรมชาติ นี่แหละตัวธรรมะ ไอ้ตัวนี่แหละจริง ไอ้ส่วนตัวตนตัวกูตัวเราตัวฉัน

ตัวเขา ที่จิตมันรู้สึกคิดนึกได้ด้วยอำนาจของอวิชชานั้นไม่เป็นตัวจริง ไม่ใช่ตัวจริง มันเป็น

ตัวโง่ มันเป็นตัวมายา เมื่อมันเป็นตัวที่ไม่จริงแล้วจะให้มันรู้จักตัวเองได้อย่างไรกัน มันเหลือ

วิสัย ที่จะให้ตัวที่ปรุงขึ้นมาจากอวิชชานี้รู้จักตัวมันเอง มันเป็นไปไม่ได้ นี่คำว่า ตัวเอง จึงเป็น

คำประหลาด แทนที่ทุกคนจะรู้จัก มันกลายเป็นไม่รู้จัก มันไปรู้จักอันอื่นเสียมากกว่า ความคิด

เกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ก็เขียนเป็นคำกลอนไว้ว่า

สิ่งรู้จัก ยากที่สุด กว่าสิ่งใด

ไม่มี สิ่งไหน ๆ ได้ยากเท่า

สิ่งนั้น คือตัวเอง หรือตัวเรา

ที่คนเขลา หลงว่ากู รู้จักดี

ที่พระดื้อ เณรดื้อ และเด็กดื้อ

ไม่มีรื้อ มีส่าง อย่างหมุนจี๋

เพราะความรู้ เรื่องตัวกู มันไม่มี

หรือมี อย่างไม่มี ที่ถูกตรง

อันตัวกู ของกู ที่รู้สึก

เป็นตัวลวง เหลือลึก ให้คนหลง

ส่วนตัวธรรม เป็นตัวจริง ที่ยิ่งยง

หมดความหลง รู้ตัวธรรม ล้ำเลิศตน

พุทธทาสภิกขุ

Select your language