INDHAMMA:ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจ อยู่กับความคิดสกปรก ความทรงจำแย่ๆ หรือความลับน่าอับอาย 

เกินกว่าจะให้ใครรู้ว่าเราก็คิดอย่างนี้ได้ ขอให้ทราบเถิดว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีคนอีกทั้งโลกเป็นเพื่อน 

ยิ่งหากคุณรู้สึกว่าความคิดที่เสียดแทงหัวหูอยู่นั้น เป็นเรื่องน่าอับอายเกินกว่าจะปรึกษาใคร 

เรียกว่าไม่กล้าเปิดเผยกันตลอดชีวิต ก็ยิ่งย้ำติดและคิดหนัก เช่น คำหยาบที่โยงเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

หรือความคิดทางเพศกับญาติเชื้อ แม้คุณจะปฏิเสธว่าไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้อยากอยู่ข้างเดียวกับ

ความคิดพรรค์นั้น มันก็ยังคงวนเวียนเยี่ยมหน้ามาไม่เลิก ราวกับมีศัตรูตามราวีตนอยู่ในตัวเอง

ความคิดไม่ดี ที่โผล่มาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้มีหลายสาเหตุ 

แต่สาเหตุสำคัญ คือ เคยเมามันกับการคิดเพ่งโทษคนอื่น

ให้เป็นยักษ์เป็นมารหนึ่ง หรือเคยสะใจกับการด่าสาดเสียเทเสีย

ใส่คนอื่นให้เจ็บใจหนึ่ง ความคิดและคำพูดร้ายๆ

จะไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงเป็นระเบิดเวลาฝังตัวรออยู่

ในส่วนลึก คอยเวลาระเบิดขึ้นมารบกวนจิต ไม่ให้เป็นกุศล 

ไม่ให้สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 

ถ้าอยู่ในช่วงเริ่มเบิกบานกับธรรมะ 

ตะกอนกรรมที่ก้นบึ้งของชีวิต 

จะฟุ้งขึ้นมาปรุงแต่งคำกระซิบที่คิดไม่ถึง

 

คนส่วนใหญ่จะสงสัยกันมาก ว่าถ้าไม่ได้คิดเจตนาจริงจัง 

เช่น เกิดความคิดลบหลู่ครูบาอาจารย์ขึ้นมาชั่วแว่บในหัว จะเป็นบาปกรรมแค่ไหน? 

หากไม่ได้จงใจ ทว่าเกิดความรู้สึกอยากทำร้าย อยากขโมย อยากผิดกาม อยากโกหก 

หรืออยากลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในรูปความคิดแวบผ่านเข้ามาในหัว 

ไม่ได้มีกำลังใจของตนเองหนุนหลังจริงจัง อย่างนี้เรียกว่าเป็น ‘ความจำได้หมายรู้’ อันเป็นอกุศล 

หาใช่การก่อกรรม หาใช่บาปร้ายแรง ที่จะติดตัวเป็นเงาตามไปให้ผลไม่ 

ความคิดใดยังไม่เติบโตขึ้นเป็นความตั้งใจลงมือทำจริง ความคิดนั้นยังไม่ใช่กรรมที่มีผลรออยู่อย่างชัดเจน 

ผมขอให้คุณๆมองอย่างนี้ครับว่า ยิ่งหาทางแก้ความคิดไม่ดี ก็ยิ่งตอกย้ำให้กลุ้มว่า

เราคือเจ้าของความคิดไม่ดี อย่าไปทำอย่างนั้นเลย หาทางเป็นคนละข้างกับมันดีกว่า 

ไหนๆมันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆแล้ว ก็มีสติดูให้จิตเกิดความฉลาด รู้ทันความจริงว่า มันมาเอง 

เราไม่ได้เชิญ เราไม่ได้จงใจคิด มันไปเอง ถ้าเราไม่ต้อนรับ และไม่ได้เลี้ยงไว้ด้วยการครุ่นคิดต่อ 

ทำไว้ในใจว่า เมื่อใดความคิดไม่ดีผุดขึ้นในหัว เราจะ ‘ยอมรับว่ามันเกิดขึ้น’ 

ไม่ใช่พยายามหลอกตัวเองว่าไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ใช่พยายามฝืนต้านไม่ให้เกิดขึ้น 

ไม่ใช่พยายามขู่ให้ตนเองกลัว ว่าเป็นบาปหนักถ้าขืนปล่อยให้เกิดขึ้น ยิ่งเห็นว่ามาเองไปเองบ่อยเท่าไร 

ยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดีบ่อยขึ้นเท่านั้น และยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดี

บ่อยขึ้นเท่าไร ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคลเราเขามากขึ้นเท่านั้น ถึงจุดหนึ่งเมื่อเห็นว่า 

ความคิดไม่ดีเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา ก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์กับอุปาทานซ้ำซาก 

การเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้นั้น จิตเป็นมหากุศลด้วยซ้ำ สิ่งที่สะท้อนชัด คือ 

จิตใจโดยรวมจะดีขึ้นเรื่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ ขออย่างเดียว 

อย่าพะวงหรือกลัดกลุ้มกับความคิดชั่วร้ายที่เกิดขึ้น 

ระลึกให้แม่นยำว่า : ถ้าน้ำหนักเจตนาไม่แรง บาปก็ไม่มาก 

และถ้ายิ่งเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้เดี๋ยวนั้น ก็จะพลิกจากอกุศลเป็น ‘มหากุศล’ ทันที

ร้อยเรียงจากหลากบทความของคุณดังตฤณ

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ 

#ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม




INDHAMMA:สิ่งที่เกิดๆ ดับๆ อยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีแต่ความทุกข์อย่างเดียว

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ที่มาเกี่ยวข้องกับเรา 

ไม่มีอะไร ที่ไม่มีการเกิด-การดับ 

ในบรรดาสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ ย่อมเป็นความทุกข์อย่างเดียว . …. 

“ ความเป็นจริงมีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งถือกันเป็นหลักว่า

 บรรดาสิ่งทั้งหลายที่มีการเกิดการดับได้นั้น 

มีแต่ “ความทุกข์” อย่างเดียวเท่านั้น หามีความสุขไม่, 

แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ 

ในบรรดาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับคนเรานั้น 

ไม่มีอะไรนอกไปกว่าสิ่งที่มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่เสมอ 

แต่คนที่ไม่รู้หรือเป็นคนเขลา คนหลง ก็ยังมัวแสวงหาความสุขในสิ่งที่มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่นั่นเอง. …. 

มีพระบาลี(พระไตรปิฎก)ในสังยุตตนิกายว่า… 

ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ - ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น. 

ทุกฺขํ ติดฏฺฐติ เวติ จ - ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่และดับไปหรือเปลี่ยนไป. 

นาญฺญตฺร ทุกฺขา สมฺโภติ – นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรเกิดขึ้นไม่. 

นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ – นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรดับไปไม่.

หลักข้อนี้เป็นเครื่องยืนยันตรงๆ ว่า ให้คนทั้งหลายได้พินิจพิจารณาดูให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า 

ในบรรดาสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ อยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีแต่ความทุกข์อย่างเดียว ไม่มีความสุข. 

เขาจะต้องพิจารณาให้เห็นชัดเจนว่า “ไม่มีอะไรที่ไม่มีการเกิดการดับ” ในบรรดาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรา

และในบรรดาสิ่งที่เกิด ๆ ดับๆ อยู่นั้น มันเป็นความทุกข์อยู่ในตัวความเกิดและความดับนั้นเองแล้ว 

เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความสุขอันใดที่จะเกิดหรือดับ มีแต่ความทุกข์ แต่ที่เราไปสมมติเอาว่าเป็นสุขนั้น 

ก็เพราะเอาโมหะหรือความหลงเข้ามาช่วย คือหลงสําคัญผิดเป็นความสุขไปเอง …. 

สมมติว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ นี้เป็นตัวอย่าง ที่ใครๆก็เรียกกันว่า “เป็นความสุข” 

เพราะให้เกิดสุขเวทนาในขณะนั้น ; แต่โดยหลักธรรมะที่แสดงอยู่ว่า 

สิ่งที่เรียกว่าเวทนานั้นย่อมเป็นเพียงสังขารชนิดหนึ่ง คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็ต้องเกิดๆ ดับๆ, 

ความที่ต้องดับนั้นต้องทําให้เกิดทุกข์แก่บุคคลผู้ยึดถือว่าเป็นของตน และอยากให้อยู่คงทนถาวร, 

หรือว่าอาการที่มันเกิดๆ ดับๆ นั้น มันย่อมทรมานจิตใจคนที่ยึดถือว่าเป็นของตน, 

หรือว่าอาการที่เกิดๆ ดับๆ นั้นย่อมแสดงความว่างจากสาระ ที่จะไปจับฉวยเอาเป็นจริงเป็นจังได้ 

เพราะมีแต่การเกิดๆ ดับๆ …. 

สิ่งที่เรียกว่า “สุขเวทนา” กําลังหลงใหลมัวเมากันว่าเป็นความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินนั้น 

ที่แท้ก็คือการเกิดการดับที่ถี่ยิบของสังขาร : หมายความว่า เวทนานั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากผัสสะ 

ซึ่งเป็นการกระทบ มีการ เกิด-ดับ, เกิด-ดับ, เกิด-ดับ อยู่ทุกขณะที่ความคิดหรือความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไป

 …. ความรู้สึกเป็นสุขหรือสนุกสนานนั้น มันต้องเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ว่ามันจะนิ่งวแน่ตายตัวลงไป

อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหยุดอยู่ ความสนุกสนานที่เดินไปเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนั้นอย่างนี้นั้น 

คืออาการของการเกิด-ดับของสังขาร คือที่ปรุงเป็นความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาได้ มองดูในลักษณะเช่นนี้

ก็จะเห็นได้ว่า “เป็นมายา” ชนิดหนึ่ง เหมือนกับพยับแดด ซึ่งหลอกให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง 

แต่เข้าไปใกล้ก็ไม่มีอะไร ความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนารู้สึกอยู่ในใจก็เป็นอย่างนั้น ถ้าโมหะครอบงำก็จะเห็นว่า

เป็นตัวเป็นตน แต่พอสติปัญญาหรือความจริงเข้ามาเท่านั้น ก็ไม่มีตัวไม่มีตน 

กลายเป็นของที่เป็นเพียงมายา ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร 

จึงให้เกิดความทุกข์แก่บุคคล ที่เข้าไปยึดถือว่า..สุขเวทนานี้ของเรา” . 

พุทธทาสภิกขุ 

ที่มา : ธรรมบรรยายชุดมาฆบูชาเทศนา 

หัวข้อเรื่อง “อันธตมมุยหกถา ความมืดสูงสุด คือความมืดของผู้ไม่เห็นธรรม” 

บรรยายเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ 

เล่มชื่อว่า “มาฆบูชาเทศนา” หน้า ๗๗-๗๘

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา 

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ 

#ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


INDHAMMA:อภัยทาน....

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

การให้อภัยทานนั้น เป็นการให้ทางจิตใจ 
เป็นการทำการรับรู้ว่า  เราว่าสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย
ทั้งปวงนี้  เป็นคนคนเดียวกันว่าชีวิตทุกชีวิต 
แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็รวมอยู่ในคำว่า  
ความเป็นชีวิตเดียวกัน
มีความหมายอย่างเดียวกัน
มีการเดินทางอย่างเดียวกัน
ต้องการความดับทุกข์อย่างเดียวกัน
กำลังตกอยู่ในความทุกข์อย่างเดียวกัน
มองเห็นอย่างนี้แล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกว่า
ทุกชีวิตนี้เป็นชีวิตเดียวกัน เป็นคนคนเดียวกัน

ถ้าท่านกระทำในใจหรือทางใจในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า ท่านเป็นผู้ที่มีการให้อภัยทาน 

 มีการบำเพ็ญทาน นี่จะเห็นได้ว่า ไม่ได้มุ่งหมายสวรรค์ ไม่ได้มุ่งหมาย 

ความมีหน้ามีตาไม่ได้มุ่งหมายเอาประโยชน์ ตอบแทนนี่คือคำว่า อภัยทาน ทานที่ถูกต้อง

ท่านพุทธทาส

 #อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

INDHAMMA:เรื่องนี้ต้องรู้ก่อน...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

กายก็รักษาไม่ยาก เพราะอยู่ใต้ปกครองของจิต 

วาจาก็รักษาไม่ยาก เพราะอยู่ใต้ปกครองของจิต 

ฉะนั้น การรักษาศีล คือการรักษากายวาจานี้ 

เป็นของไม่ยาก 

เรามาทำความรู้สึกทุกๆ อิริยาบถ 

ไม่ว่าการยืน เดิน นั่ง นอน ทุกๆ วาระของเรา 

ก่อนที่จะทำอะไรให้รู้ก่อนเลย 

ก่อนที่จะพูดจะจาอะไรก็ให้รู้ก่อนเลย 


อย่าให้ทำก่อน พูดก่อน ให้รู้เสียก่อน จึงพูดจึงทำ ให้มีสติคือความระลึกได้ก่อน 

 ที่จะทำจะพูดอะไรก็ช่าง ต้องให้ระลึกได้เสียก่อน 

 พระโพธิญาณเถร

(หลวงปู่ชา สุภัทโท)

 #อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

 #พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน 

 #indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

Select your language