พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...
สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ไม่มีอะไร ที่ไม่มีการเกิด-การดับ ในบรรดาสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ ย่อมเป็นความทุกข์อย่างเดียว . …. “ ความเป็นจริงมีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งถือกันเป็นหลักว่า บรรดาสิ่งทั้งหลายที่มีการเกิดการดับได้นั้น มีแต่ “ความทุกข์” อย่างเดียวเท่านั้น หามีความสุขไม่, แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ ในบรรดาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับคนเรานั้น ไม่มีอะไรนอกไปกว่าสิ่งที่มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่เสมอ |
|
แต่คนที่ไม่รู้หรือเป็นคนเขลา คนหลง ก็ยังมัวแสวงหาความสุขในสิ่งที่มีการเกิดๆ ดับๆ อยู่นั่นเอง. ….
มีพระบาลี(พระไตรปิฎก)ในสังยุตตนิกายว่า…
ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ - ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น.
ทุกฺขํ ติดฏฺฐติ เวติ จ - ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่และดับไปหรือเปลี่ยนไป.
นาญฺญตฺร ทุกฺขา สมฺโภติ – นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรเกิดขึ้นไม่.
นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ – นอกจากความทุกข์แล้ว หาได้มีอะไรดับไปไม่.
หลักข้อนี้เป็นเครื่องยืนยันตรงๆ ว่า ให้คนทั้งหลายได้พินิจพิจารณาดูให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า
ในบรรดาสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ อยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีแต่ความทุกข์อย่างเดียว ไม่มีความสุข.
เขาจะต้องพิจารณาให้เห็นชัดเจนว่า “ไม่มีอะไรที่ไม่มีการเกิดการดับ” ในบรรดาสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรา
และในบรรดาสิ่งที่เกิด ๆ ดับๆ อยู่นั้น มันเป็นความทุกข์อยู่ในตัวความเกิดและความดับนั้นเองแล้ว
เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความสุขอันใดที่จะเกิดหรือดับ มีแต่ความทุกข์ แต่ที่เราไปสมมติเอาว่าเป็นสุขนั้น
ก็เพราะเอาโมหะหรือความหลงเข้ามาช่วย คือหลงสําคัญผิดเป็นความสุขไปเอง ….
สมมติว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ นี้เป็นตัวอย่าง ที่ใครๆก็เรียกกันว่า “เป็นความสุข”
เพราะให้เกิดสุขเวทนาในขณะนั้น ; แต่โดยหลักธรรมะที่แสดงอยู่ว่า
สิ่งที่เรียกว่าเวทนานั้นย่อมเป็นเพียงสังขารชนิดหนึ่ง คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็ต้องเกิดๆ ดับๆ,
ความที่ต้องดับนั้นต้องทําให้เกิดทุกข์แก่บุคคลผู้ยึดถือว่าเป็นของตน และอยากให้อยู่คงทนถาวร,
หรือว่าอาการที่มันเกิดๆ ดับๆ นั้น มันย่อมทรมานจิตใจคนที่ยึดถือว่าเป็นของตน,
หรือว่าอาการที่เกิดๆ ดับๆ นั้นย่อมแสดงความว่างจากสาระ ที่จะไปจับฉวยเอาเป็นจริงเป็นจังได้
เพราะมีแต่การเกิดๆ ดับๆ ….
สิ่งที่เรียกว่า “สุขเวทนา” กําลังหลงใหลมัวเมากันว่าเป็นความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินนั้น
ที่แท้ก็คือการเกิดการดับที่ถี่ยิบของสังขาร : หมายความว่า เวทนานั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากผัสสะ
ซึ่งเป็นการกระทบ มีการ เกิด-ดับ, เกิด-ดับ, เกิด-ดับ อยู่ทุกขณะที่ความคิดหรือความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไป
…. ความรู้สึกเป็นสุขหรือสนุกสนานนั้น มันต้องเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ว่ามันจะนิ่งวแน่ตายตัวลงไป
อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหยุดอยู่ ความสนุกสนานที่เดินไปเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนั้นอย่างนี้นั้น
คืออาการของการเกิด-ดับของสังขาร คือที่ปรุงเป็นความรู้สึกคิดนึกขึ้นมาได้ มองดูในลักษณะเช่นนี้
ก็จะเห็นได้ว่า “เป็นมายา” ชนิดหนึ่ง เหมือนกับพยับแดด ซึ่งหลอกให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่เข้าไปใกล้ก็ไม่มีอะไร ความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนารู้สึกอยู่ในใจก็เป็นอย่างนั้น ถ้าโมหะครอบงำก็จะเห็นว่า
เป็นตัวเป็นตน แต่พอสติปัญญาหรือความจริงเข้ามาเท่านั้น ก็ไม่มีตัวไม่มีตน
กลายเป็นของที่เป็นเพียงมายา ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร
จึงให้เกิดความทุกข์แก่บุคคล ที่เข้าไปยึดถือว่า..สุขเวทนานี้ของเรา” .
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายชุดมาฆบูชาเทศนา
หัวข้อเรื่อง “อันธตมมุยหกถา ความมืดสูงสุด คือความมืดของผู้ไม่เห็นธรรม”
บรรยายเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์
เล่มชื่อว่า “มาฆบูชาเทศนา” หน้า ๗๗-๗๘
#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา
#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้
#ชีวิตดี #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน
#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น