แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิทัปปัจจยตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิทัปปัจจยตา แสดงบทความทั้งหมด

Dhamma together:ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

' อย่าหวั่นไหว มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง'

อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถูกแล้ว มันต้องเป็นไปตามนั้น

ทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง ไปตามที่เรื่องมันจะเป็น

โดยเฉพาะก็เพ่งเล็งไปตามเรื่อง อิทัปปัจจยตา

ปฏิจจสมุปปบาท มันจะต้องเป็นอย่างนั้นเอง

ฝนตกมาก็ไม่แปลก ฝนไม่ตกก็ไม่แปลก

แดดออกมาก็ไม่แปลก แดดไม่ออกก็ไม่แปลก

เป็นอิทัปปัจจยตาอย่างง่ายๆ ฝ่ายวัตถุต่ำๆ


แต่คนโง่ก็ยังมีจิตใจหวั่นไหว ไปตามฝนตก ฝนไม่ตกแดดออก แดดไม่ออก อะไรต่างๆ นาๆ

(ซึ่ง)เป็นธรรมชาติธรรมดา ตื้นๆ ง่ายๆ ทำให้จิตใจเปลี่ยนไปขึ้นลงมากจนได้ยินดี ยินร้าย

ยินดีก็บ้าชนิดหนึ่ง ยินร้ายก็บ้าชนิดหนึ่ง ดีใจก็บ้าชนิดหนึ่ง เสียใจก็บ้าชนิดหนึ่ง

พุทธทาสภิกขุ


#inndhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ ##คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

#สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:รักษาความถูกต้องของธรรมชาติในภายใน

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ... 

ขอให้เรารักษาความถูกต้องของธรรมชาติในภายในไว้เถิด

การอนุรักษ์ธรรมชาติภายนอกก็จะไม่เป็นของยากเลย

ธรรมชาติทั้งหลายก็จะถูกจัดการกันอย่างถูกต้อง

ธรรมชาติที่เป็นภายใน พระพุทธเจ้าก็ทรงระบุไว้เอง

ท่านเรียกมันว่าธรรมะธาตุ หรือ ธาตุเฉยๆ ธรรมธาตุ

หรือธาตุแห่งธรรม เป็นตัวแท้ตัวจริงเป็นรากฐานแห่งธรรม

นี่ ธรรมธาตุ แล้วท่านก็ยังระบุไปยัง กฎอิทัปปัจจยตา

กฎอิทัปปัจจยตาคือทุกสิ่งต้องเป็นไปตามปัจจัย ตามเหตุ

ตามปัจจัย ท่านประกาศว่า พระพุทธเจ้าหรือพระตถาคตจะเกิด

ก็ตาม พระพุทธเจ้าจะไม่เกิดก็ตาม แต่ธรรมธาตุมันมีอยู่เด็ด

ขาดเป็นของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ต้องสนใจอย่างยิ่ง

ธรรมชาติในภายในคือกฎอิทัปปัจจยตา ถ้าเรารักษาธรรมชาติภายในหรือธรรมธาตุ คือ

กฎอิทัปปัจจยตาไว้ได้เท่านั้นแหละ ความเห็นแก่ตัวไม่อาจจะเกิดขึ้นในจิต

จิตจะไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้วอะไรจะไปทำลายธรรมชาติล่ะ มันไม่มี

มันเป็นไปไม่ได้ รักษาธรรมชาติในภายในไว้ให้ได้เถิด ธรรมชาติในภายนอกก็จะรักษาตัวมันเองได้

โดยอัตโนมัติ เพราะได้สนใจธรรมชาติในภายใน เมื่อเราไม่มีความเห็นแก่ตัว

เราก็รักษาความบริสุทธิ์งดงามของธรรมชาติไว้ได้

พุทธทาสภิกขุ

#อ่านแล้วแบ่งๆกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา #ประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ชีวิตสุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Dhamma together:พุทธศาสนาสอนให้มีจิตใจที่ฉลาด

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...


พุทธศาสนาสอนให้มีจิตใจที่ฉลาด เห็นสิ่งทั้งหลาย

ทั้งปวงว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติ ตามเหตุปัจจัยของมัน

อย่ามีตัวกู อย่ามีของกู ความรู้สึกที่คิดนึกว่าตัวกูของกูนี้

เป็นความคิดผิด เข้าใจผิด เรียกว่าบ้าก็ได้ คือมันเป็นบ้า

ขึ้นมาเป็นคราวๆ มีตัวกูของกูเดือดพล่านอยู่ แล้วก็

เล่นงานตัวเอง สมน้ำหน้ามัน! ทำตัวเองให้เป็นทุกข์ร้อน

เหมือนกับอยู่ในกองไฟ ต้องเรียกว่าสมน้ำหน้ามัน

แล้วนอกจากนั้นมันก็ทำให้คนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงพลอย

เดือดร้อนตามไปด้วย นี่เรียกตัวกู


นี่ถ้ามันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วก็ทำให้ทุกฝ่ายแหละเดือดร้อน ตัวเองก็เป็นทุกข์ ผู้อื่นก็

เป็นทุกข์ อย่างนี้เขาเรียกว่ามันเบียดเบียนทั้งตัวเอง และเบียดเบียนทั้งผู้อื่น เมื่อมัน

เบียดเบียนตัวเองได้แล้วจะไม่ให้เรียกว่ามันเป็นความโง่อย่างที่สุด แล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร

มันโง่ถึงกับเบียดเบียนตัวเองได้ ก็ต้องเรียกว่ามันเป็นความโง่อย่างที่สุด ไม่มีความเบียดเบียน

ใดเสมอเหมือน เพราะฉะนั้น ใครทำให้ตัวเองมีความทุกข์ คนนั้นเป็นคนใช้ไม่ได้อย่างยิ่ง

ไม่เรียกว่าเป็นมนุษย์เสียดีกว่า ไม่เรียกว่าเป็นพุทธบริษัทเอาเสียเลย ถ้าเป็นพุทธบริษัท

ต้องไม่ทำตัวเองให้เป็นทุกข์ หรือแม้แต่จะเป็นมนุษย์ธรรมดา ก็เรียกว่าเป็นมนุษย์มีจิตใจสูง

ก็อย่าทำตัวเองให้เป็นทุกข์ ถ้าทำตัวเองเป็นทุกข์ ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้นแหละ เป็นเพียง

คน สัตว์คน ไม่ใช่สัตว์มนุษย์ ถ้าสัตว์มนุษย์มันสูงกว่าสัตว์คน มันก็รู้จักทำไม่ให้ตัวเองเป็น

ทุกข์ นี่เพราะว่าสัตว์มนุษย์มีจิตใจสูง มนุษย์แปลว่าจิตใจมันสูง เพราะมันสูงมันจึงมองเห็น

เพราะมองเห็นมันจึงเห็นว่า โอ้ ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงการปรุงแต่งของธรรมชาติ ตามกฎของ

ธรรมชาติ ที่เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา มันเป็นอย่างนี้เอง เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี

ตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนเกิดโลกนี้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ จักรวาลนี้เกิดขึ้นมา แล้วก็ในโลกนี้ก็

มีคนมีสัตว์มีอะไรเกิดขึ้นมา ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เป็นมาตามกฎของ

ธรรมชาติ ไม่ใช่มีตัวตน ซึ่งจะทำอะไรได้ตามชอบใจ หรือตามแห่งเจตนาของใคร คือมันตก

ติดต่อ มันตกลงกัน มันสมยอมกัน นี่เรียกว่าไม่มีตัวตนเป็นของตน มีแต่กายกับใจ ที่ปรุงแต่ง

กันไปตามกฎธรรมชาติ ถ้าเผลอหรือโง่ไปก็คิดเอาว่ามีตัวตน แล้วก็ต้องทุกข์ทรมานเพราะมี

ตัวตน เพราะมันหนักด้วยความมีตัวตน มันเป็นทาสของกิเลส

พุทธทาสภิกขุ 

Dhamma together:ความจริงของอิทัปปัจจยตา

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...


สมมติว่าคนหนุ่มคนสาวคนหนึ่งซึ่งไม่เคยเรียนธรรมะเลย แล้วก็มีเรื่องอย่างว่าที่เรียกว่า

หัวใจจะแตก อกจะหักเกิดขึ้น แล้วก็ไปถามพระพุทธเจ้าว่าเรื่องมันเกิดขึ้นอย่างนี้

จะทำอย่างไร ในบางกรณีสำหรับบางคน พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า "มันเป็นอย่างนั้นเอง"

คนๆนั้นจะสว่างไสวบรรลุมรรคผลที่ตรงนั้นได้ ด้วยคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง

หรือว่าในโลกนี้มันเป็นอย่างนั้นเอง คนนั้นไม่เคยเรียนธรรมเรื่องอนัตตา เรื่องอิทัปปัจจยตา

โดยตัวหนังสือ โดยการท่องจำ หรือโดยการเรียนในโรงเรียนก็ตาม แต่มันก็มีความรู้สึกภายใน

เป็นต้นทุน พอพระพุทธเจ้าตรัสว่ามันเป็นอย่างนั้นเองมันก็โพลงออกไปแบบฟ้าผ่า ให้รู้ว่า

มันเป็นอย่างนั้นเอง ก็เลยไม่เสียใจ แล้วก็บรรลุมรรคผลที่ตรงนั้นก็ได้ อย่างนี้จะอธิบายว่า

อย่างไร ว่าเขาเป็นคนชนิดไหน เขาเป็นคนไม่รู้ธรรมะมาก่อนเลย แต่ธรรมะระเบิดโผงออกไป

ที่ตรงนั้นเอง ได้ยินแต่เพียงว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง นี้มันคงประกอบกันในข้อที่ว่าเขานับถือ

และเชื่อพระพุทธเจ้าด้วย และเขาก็รู้สึกได้ขึ้นมาทันทีด้วยว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง


ธรรมชาติ หรือในโลก ในสังคม มันเป็นอย่างนั้นเอง

ขอให้ถือว่าโอกาสที่จะบรรลุธรรม สำหรับผู้ที่ไม่เคย

มีธรรม ผู้ที่ไม่เคยรู้ธรรมมาก่อน พอสิ่งต่างๆประจวบ

เหมาะพร้อมกันดี คำพูดพยางค์เดียว ทำให้เป็น

พระอรหันต์ได้ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสแก่คนบางคน

ว่า เมื่อตาเห็นรูปก็สักว่าเห็น  เมื่อหูได้ยินก็สักว่าได้ยิน

ทำไมมันเข้าใจได้และเป็นพระอรหันต์ที่ตรงนั้นได้

นี้เป็นความจริงของอิทัปปัจจยตา มันผ่าลงมาอย่างกับ

ฟ้าผ่า แต่ว่าในคำพูดอย่างอื่น ยอมรับกันอยู่แล้ว


ธรรมะทุกข้อ ไม่ว่าข้อไหนหมวดไหน แก่นหรือแกนของมันอยู่ที่ความเป็นอิทัปปัจจยตา

แต่เราไม่ใช้คำนี้เราใช้คำอื่น ใช้คำว่าศีล สมาธิ ปัญญา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือหมวด

ธรรมทั้งหลายมากมาย แต่ว่าแกนของมันอยู่ที่อิทัปปัจยตา ทีนี้การที่จะเอามาใช้ มันก็มี

อย่างว่า คือว่าใช้สำหรับคนที่ไม่รู้ธรรมะชื่อนี้มาก่อน...มันก็ต้องมีความประจวบเหมาะอย่างว่า

ธรรมะนี้จึงจะโพลงขึ้นมาด้วยวิธีปลุกอย่างวิธีฟ้าแลบ จึงเป็นวิธีที่พวกเซนเขาชอบ แต่คน

ธรรมดาเขาไม่ชอบอย่างนั้น เขาชอบให้ค่อยทำค่อยไปให้เรื่องมันมาก เพราะเขาต้องการ

ความแตกฉาน แต่พวกเซนไม่ต้องการความแตกฉานทางภาษาพูด หรือทางหนังสือ หรือ

ทางเหตุผล ต้องการความแตกฉานแต่ทางสว่างไสวลุกโพลง ฉะนั้นจึงรอเวลา รอโอกาสบ้าง

พอสะกิดคำพูดเพียงคำเดียว มันก็โพลงเป็นฟ้าผ่าฟ้าร้องเลย มันก็เห็นธรรมะนั้นได้

#โอมหรือโอง พวกพราหมณ์ พวกศาสนาพราหมณ์เขายังเก่งกว่าเรา คือเขาสรุปรวม

ความหมายของธรรมะทั้งหมดไว้ที่คำเพียงพยางค์เดียวคือคำว่าโอง พอตวาดไปด้วยคำว่า

โอง ทุกอย่างจะมาหมด สติจะมาตามเดิม สติสัมปชัญญะจะมาหมด ความจริงทั้งหลาย

จะแจ่มแจ้งหมด ตวาดไปด้วยคำว่าโองคำเดียวเท่านั้น โอมหรือโอง สติจะมาตามเดิม แล้วก็

รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่เขาต้องการจะรู้ เขามีหลักไว้แล้ว นี่เขายังเก่งกว่าเราที่เขาใช้พยางค์

เดียวได้ เรายังใช้ถึงสามพยางค์ว่า "ตถตา" คำว่าโองนี้ไม่มีความหมายในทางภาษา ถ้าจะ

เอาความหมายทางภาษาไม่รู้ว่าอะไร แต่ความหมายในทางธรรมหรือทางศักดิ์สิทธิ์คือ

ทั้งหมดของความจริง ของความถูกต้อง ของความเข้มแข็ง ของความดี อะไรต่างๆ เพราะเขา

ฝึกฝนกันมาอย่างนั้น การตวาดออกไปว่าโอมหรือโองนี่ มันเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ได้หมาย

ความว่าพวกพราหมณ์ทุกคนจะรู้จักอย่างนั้นหรือใช้อย่างนั้น แต่ความมุ่งหมายของเขา

อย่างนั้น ว่าให้มีพยางค์ศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนเอาไปพยางค์หนึ่ง แล้วเรียกมาซึ่งสติสัมปชัญญะ

ความรู้ ความแข็งแรง ความอดทน อะไรต่างๆ มันก็คุมได้ ถ้าพึ่งวิธีอย่างนี้เป็นหลักก็คือ

พวกที่เขาเรียกกันว่า มันตรยาน ใช้สวดมนต์บทใดบทหนึ่ง ความอดทน อะไรต่างๆ มันก็

คุมได้ ใช้สวดมนต์บทใดบทหนึ่งที่เหมาะแก่เขา โดยเฉพาะสำหรับท่องบ่นให้ชินเพื่อเรียกสติ

มาทันท่วงที เมื่อเกิดเรื่องดีใจ เสียใจ ร้องไห้ ทุกข์โศกต่างๆ พอพ่นพยางค์นี้ออกมาแล้วมัน

จะเหมือนกับตวาดสิ่งเหล่านั้นให้ถอยกลับไปหมด สติสัมปชัญญะเลยอยู่ มันก็มีผลดีสำหรับ

คนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีอยู่มากในโลกนี้ จะเรียกว่าคนโง่ที่สุด หรือคนโง่ไม่มาก คนโง่ธรรมดา

หรือ คนฉลาดนิดหน่อยก็ตามใจ คนจำนวนหนึ่งต้องใช้วิธีอย่างนี้ คนจำนวนหนึ่งใช้วิธี

อย่างอื่น เพราะฉะนั้นบางลัทธิใช้วิธีนี้ก็เจริญเหมือนกัน แล้วก็เขาเอาตัวรอดได้ เขาใช้วิธีลัด

เป็นเคล็ดลับของเขา... ถ้าเราจะไม่ชอบคำนี้เราใช้คำว่า พุทโธ ธัมโม อะไรก็ได้ พออะไร

เกิดขึ้นก็พุทโธ เพราะว่าเป็นคำที่รู้ความหมายได้ง่ายกว่า ก็เป็นของง่ายสำหรับคนที่

ฉลาดน้อย มีความเชื่อมาก สรุปธรรมะทั้งหมดไว้ในคำว่าพุทโธ เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็พ่นออกไป

ว่าพุทโธ เพื่อหยุดสิ่งที่กลุ้มรุม แล้วก็เกิดสติสัมปชัญญะ มันก็เป็นโอกาสให้ตั้งตัวได้

และทำต่อไปอย่างถูกต้อง ถ้าไม่ชอบคำว่าพุทโธ ใช้คำว่าธัมโมก็ได้ ที่จริงการที่คนพลั้งปาก

ว่า พุทโธ่ พุทโธ่ นั้นดีที่สุดแล้ว แต่ไม่ดีตรงที่เขาไม่รู้ความหมายของคำว่าพุทโธ แต่ว่าปู่ย่า

ตายายสอนไว้ดีแล้ว ถึงยังไงๆก็ขอให้พลั้งปากว่าพุทโธเถอะ อย่าไปพลั้งปากว่าอย่างอื่นเลย

อย่างนั้นก็ดีอยู่มากแล้ว คำว่าพุทโธนั้นคือรู้นะ แปลว่าความเป็นผู้รู้

พุทธทาสภิกขุ

Select your language