แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สติปัฏฐานสี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สติปัฏฐานสี่ แสดงบทความทั้งหมด

INDHAMMA:เริ่มต้นรู้จักสติปัฏฐานสี่

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

สติปัฏฐานสี่...

คือการตามรู้ เฝ้าดู กาย เวทนา จิต ธรรม

ตามความเป็นจริง ให้เข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่สัตว์

บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ

เท่านั้น...อย่าหลงไปยึดมั่นว่าเป็นตัวเรา ของเรา

แต่เป็นไปตามกฎของ

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา...เท่านั้น...

เพราะตัวรูปธรรม นามธรรม เป็นสภาวธรรมที่เป็นจริง ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่การที่เราไม่เข้าใจ

ความจริง ไปทำให้มันซับซ้อนขึ้นมา แล้วทำให้เราลังเลสงสัย เหมือนคนตาบอดคลำช้าง

เข้าใจช้างไปตามการนึกเดาเอา ตามประสบการณ์ของตน แล้วหลงทางฉันนั้น

หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท

Deva Nanda

www.buddhayanando.com

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่าน #อ่านหลายรอบ #คิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #ชีวิตดี 

#เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก #สุขสงบเย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

#indhamma #อยู่ในธรรม #ทบทวนธรรม

Dhamma together:หลักสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม..เห็นเอง รู้เอง

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางแก่ผู้มาหา...มาฝึกกับพวกเราสิ...



การพิจารณาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ

กาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณากายของเรามีอาการ ๓๒

กายนั่งก็เอาความรู้สึกมาไว้ที่กายนั่ง

กายเดินก็เอาความรู้สึกมาไว้ที่ความเคลื่อนไหวก้าวไป

ก้าวมา กายนอนก็พิจารณาอาการนอนของกาย

กายทำอะไรเราก็พิจารณา กายกิน กายเดิน กายนั่ง

กายนอน เอาจิตจับไว้กับกาย ความรู้สึกก็ตามอยู่กับกาย

ตลอดเวลา หลับตาลืมตาโยกโคลง จิตก็อยู่กับกาย

จิตก็มีสติ เมื่อมีสติติดต่อไปนานๆ ก็เป็นสมาธิขึ้นมาทันที

ตรงที่เป็นสมาธินี่เราจึงรู้ว่า 

อานิสงส์ของการทำความรู้กับกายนี้ทำให้จิตของเราสงบ เมื่อเห็นกายมากๆ ขึ้นมาก็เห็นทุกข์

ของกาย เห็นทุกข์ของใจ จิตก็เกิดขึ้น เวลาเราคิดอะไรเราก็ทันจิตตัวเอง เรียกว่า รู้จิตเห็นจิต

จิตมีเวทนา สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ รู้สุขรู้ทุกข์เขาเรียกว่า รู้เวทนา เวทนานี่มีทั้งภายในและภายนอก

เวทนาภายนอก ก็คือ เวทนาทางกาย เช่น กายเป็นสุขเป็นทุกข์ กายร้อนกายหิวกายกระหาย

กายปวดเมื่อย ส่วนเวทนาภายใน คือ เวทนาทางใจ จิตเป็นสุขก็สุขเวทนา จิตเป็นทุกข์ก็

ทุกขเวทนา จิตวางเฉยก็เป็นอุเบกขาเวทนา พระพุทธองค์ท่านให้พิจารณาหมดเลย ถ้าเราจะ

ศึกษาให้เกิดปัญญา ก็พิจารณาอย่างนี้ปฏิบัติจึงจะเกิดปัญญา เห็นเวทนาภายในบ้าง เห็น

เวทนาภายนอกบ้าง เกิดแล้วก็ดับ ไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้สักอย่างเดียว เสียงก็ดี รูปก็ดี ความคิด

นึกก็ดี ก็มีเรื่องเกิดๆ ดับๆ อยู่ในจิตของเรา เมื่อพิจารณามากๆ ก็รู้จิตเห็นจิตมากขึ้น รู้ธรรม

เห็นธรรมมากขึ้น จิตภายในคิดเรื่องปรุงแต่งคิดนึกต่างๆ เห็นจิตภายนอกก็ท่องเที่ยวไปใน

เรื่องราวต่างๆ เรียกว่า รู้ทันจิตตัวเอง คิดไปถึงไหนก็รู้ถึงนั่น ดับที่จิตเกิดที่จิตก็รู้จิตภายใน

ก็เห็นธรรม ธรรมที่เสื่อมไปบ้าง ธรรมที่เจริญบ้าง เรียกว่าธรรมารมณ์ที่เกิดกระทบใจ

ธรรมเทศนาที่เกิดขึ้นในใจก็เกิดขึ้น เห็นสุขเห็นทุกข์ เห็นบุญเห็นบาป เห็นความเปลี่ยนแปลง

ไม่แน่ไม่เที่ยง พิจารณาธรรมในจิตที่เกิดขึ้นได้รู้ได้เห็น ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็ทำให้เรารู้เรื่อง

มรรคองค์ ๘ รู้เรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าว่ามีจริง พุทธศาสนานี่พอปฏิบัติแล้วจะเห็น

อ๋อ...นี่เรื่องจริง พระพุทธเจ้าได้ผ่านพบสิ่งนี้จริงจึงได้สอนไว้ ถึงเราจะไม่เจอองค์

พระพุทธเจ้า แต่เราก็เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง เพราะธรรมอันนี้ปฏิบัติแล้วก็พบธรรมะคำสอน

ของพระพุทธเจ้าจริงๆ ทำแล้วก็เกิดเทศนาขึ้นในใจเรา ไม่ใช่นั่งไม่รู้อะไร นั่งแล้วกลับรู้ ยิ่งนั่ง

ยิ่งรู้ ยิ่งนั่งยิ่งเห็น ยิ่งปฏิบัติยิ่งเพลิดเพลิน มีความสุขสงบ มันไม่ใช่เป็นคนเดิม พอเป็นอย่างนี้

ก็เกิดความปีติพอใจที่ตนเองได้เข้ามาปฏิบัติ เห็นมรรคเห็นผลในใจเรา มีศรัทธาเชื่อมั่น

แน่นอนไม่สงสัย การปฏิบัติธรรมก็ต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง จะไปให้ใครมาบอกเราว่าเป็น

อย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็ไม่เหมือนเราเห็นเองรู้เอง..

หลวงพ่อสนอง กตปฺญโญ..

#อ่านแล้วแบ่งกันอ่านหลายๆท่านนะจ๊ะ #อ่านหลายรอบ #ระดมสมองคิดหลายๆหน #ฝึกฝนปัญญา

#พัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน #จิตรู้เท่าทันสรรพสิ่ง #ฉลาดใช้ #เฉลียวคิด #ชีวิตจักสนุก

สุข สงบ เย็น #เฉกเช่นพระนิพพาน

Select your language